|
ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง แม้จะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคนและประเทศชาติก็จริง โดยเฉพาะการที่กระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่เป็นเจ้าภาพหลักได้ตั้งเป้าของการ ปฏิรูปการศึกษาว่าจะ “พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาให้ก้าวไปสู่สากล ตลอดจนการเรียนรู้ของคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ และสุดท้ายคือจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและจัดการ ศึกษาอย่างเป็นระบบ” นั้น หากจะว่าไปแล้วแนวทางนี้น่าจะครอบคลุมและส่งผลดีต่อการจัดการศึกษาโดยรวมก็ จริงแต่ในทางปฏิบัติคงจะต้องดูรายละเอียดว่าในแต่ละเรื่องจะทำได้มากน้อยแค่ ไหน และจะเกิดมรรคผลตามที่ได้ตั้งไว้อย่างไร เหตุผลก็เนื่องจากในความเป็นจริงปัญหาเรื่องการจัดการศึกษานั้นมีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ปัญหาง่ายสุดไปจนถึงยากสุด และในแต่ละพื้นที่ปัญหาก็มีความแตกต่างกันออกไปตามสภาพของสังคม ที่สำคัญการ “ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง” จะประสบผลมากน้อยเพียงใดปัจจัยก็อยู่ที่ผู้ปฏิบัติคือ “ครู” และเมื่อ “ครู” ได้ถูกกำหนดให้เป็นเสมือนเครื่องจักรในการขับเคลื่อนงานด้านปฏิรูปการศึกษา ของชาติจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการขัดเกลาและดูแลเอาใจใส่ รวมทั้งจะต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญจะต้องเข้าใจนโยบายต่าง ๆ อย่างชัดแจ้งก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพ ที่เหนืออื่นใดถ้ากระทรวงศึกษาธิการต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติ ทั้งระบบก็ควรที่จะต้องให้ความสำคัญกับ “ครู” ทุกกลุ่มที่มีอยู่ในหลายสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “ครูเอกชน” ที่ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 1.6 แสนคน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นโรง และรับผิดชอบต่อเด็กนักเรียนที่มีจำนวนประมาณ 4 ล้านคน เพราะทุกวันนี้ “ครูเอกชน” ทุกคนไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่สอนหนังสืออย่างทุ่มเทและเสียสละ โดยมีโรงเรียนเอกชนต้นสังกัดคอยถือ “ไม้เรียว” จ้องที่จะหวดก้นเป็นระยะ ๆ เรียกได้ว่าไม่มีสิทธิที่จะ “เบี้ยว”หรือ“อู้งาน”ด้านการเรียนการสอนได้เลยแม้แต่น้อยจนทำให้โรงเรียน เอกชนจำนวนมากทั่วประเทศเจริญก้าวหน้าและมีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ที่น่าเห็นใจก็คือแม้จะต้องรับภาระในการทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ อย่างหนักก็จริง แต่ที่ผ่านมากลับดูเหมือนแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเท่าที่ควร เห็นได้จากหลาย ๆ คนปฏิบัติหน้าที่สอนเด็กนักเรียนในโรงเรียนเอกชนมาเกือบ 20 ปี แต่กลับได้รับค่าตอบแทนน้อยมาก ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ รวมทั้งในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ก็ถูกภาครัฐ“จำกัดพื้นที่” จนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะไม่มีที่ให้ยืน ทั้ง ๆ ที่ก็ทำงานหนักไม่แพ้บุคลากรภาครัฐส่งผลให้ “ครูเอกชน” ปัจจุบันมีสภาพที่ไม่ต่างอะไรไปจาก “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่แทบจะหาคุณค่าไม่ได้เลย แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักสร้างผู้ยิ่งใหญ่คือ สร้างเยาวชนให้กับประเทศชาติก็ตาม และเมื่อปลายปีที่แล้วรัฐบาลนี้ที่มี “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี และมี“นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ” นั่งเป็นเจ้ากระทรวงคุณครู ได้ประกาศนโยบายว่าจะช่วยเหลือค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ “ครูเอกชน” ในยุค “ข้าวยากหมากแพง” เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ พร้อมทั้งได้กำหนดเพดานในการช่วยเหลือไว้ว่าผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 11,700 บาท จะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 1,500 บาท แต่จนถึงขณะนี้ปรากฏว่าไม่เพียงแต่จะยังไม่ได้สัมผัสกับเงินดังกล่าว แถมยังถูกตัดทอนเงินให้ลดลงเหลือเพียงคนละ 750 บาท ส่วนอีก 750 บาท ได้โอน “สัมปทาน” ไปให้โรงเรียนต้นสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้โรงเรียนเอกชน ทุกแห่งต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปี กันอย่างพร้อมหน้า อย่างไรก็ตามการที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” ไว้เมื่อ “วันครู” ที่ผ่านมาว่าจะให้ปีการศึกษา 2554 เป็นปีแห่ง“การพัฒนาคุณภาพครู” พร้อมทั้งมีการแจกรางวัลให้แก่ครูที่ทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินกันอย่างเอิก เกริก จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีผลทางด้านจิตวิทยาไม่น้อย จริงอยู่แม้จุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เพื่อต้องการที่จะให้ความ สำคัญและสร้างแรงกระตุ้นให้ครูทุกคนได้รวมพลังกันก่อนที่จะมีการขับเคลื่อน งาน “ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง”บนความเชื่อที่ว่าถ้าครูซึ่งถือเป็น“ปูชนีย บุคคล” มีขวัญและกำลังใจต่อการทำงานแล้วก็จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาในที่สุดนั้นก็ จริง แต่ก็ควรที่จะกระทำกับครูในทุกกลุ่ม ยิ่งถ้าหากมีเป้าประสงค์ที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบด้วยแล้ว โดยเฉพาะ“ครูเอกชน”ที่มีจำนวนกว่า 1.6 แสนคนทั่วประเทศก็ควรที่จะได้รับการ “จัดระเบียบ” ในการดูแลเอาใจใส่ให้มีขวัญและกำลังใจในการทำงานเช่นกัน ยิ่งการที่รัฐบาลมีนโยบาย “ประชาวิวัฒน์” เพื่อหาทางช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพด้วย “บัญญัติ 9 ประการ” อยู่แล้ว จึงควรดูแลครูกลุ่มนี้แบบยั่งยืนด้วย เหตุผลก็เพราะในความเป็นจริงครูเอกชนมีจำนวนไม่น้อย และมีความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยมั่นคงนักหรือเรียกได้ว่ายัง ขาด ๆ เกิน ๆ ฉะนั้นถึงแม้ตัวเองอยากที่จะทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติเพียงใด แต่ในเมื่อยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ยากที่จะเสียสละทำงานด้านการศึกษาอย่าง เต็มที่ได้ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักทฤษฎี “5 ขั้นของมาสโลว์” ดังนั้นภาครัฐควรที่จะต้องเข้าไปเยียวยาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีขวัญ และกำลังใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันด้วยแล้วจึงถือว่ามีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องค่าตอบแทนแก่บุคลากรประเภทต่าง ๆ รวมไปถึงทั้งเรื่องสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเองและครอบครัว รวมทั้งค่าเล่าเรียนบุตรและอื่น ๆ ก็ควรจะได้รับการดูแล เพื่อจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ที่สำคัญจะได้เกิดพลังในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา และที่ไม่ควรมองข้ามก็คือจะต้องสร้างค่านิยมใหม่ว่า “ครูเอกชน” ไม่ใช่เป็นเสมือน “ครูมือสอง” ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้วยกันจงหลีกเลี่ยงการขีดเส้น “แบ่งเขาแบ่งเรา” เกินไประหว่างบุคลากรภาคเอกชนกับภาครัฐ จนเสียความรู้สึกทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงพวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีจิตวิญญาณและเป็นผู้สร้างพลังคน ให้แก่แผ่นดินเหมือนกัน จะต่างกันก็แต่เพียงว่า “ครูเอกชน” ไม่ได้รับใบประกาศว่าได้ผ่านเกณฑ์การสอบบรรจุให้เป็นข้าราชการและอย่าได้คิด ว่าในการช่วยเหลือนั้นถือเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าหากสามารถลบภาพลักษณ์ในความต่างตรงนี้ลงไปได้ด้วยการปฏิบัติอย่าง เท่าเทียมกันก็เชื่อได้ว่างาน “ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง” แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย แต่ถ้าทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีก็น่าจะรวมพลังกันเป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน”.....เพื่อขับเคลื่อนให้ก้าวไปสู่ดวงดาวได้ไม่ยากเย็น. สุนทร เชี่ยวพานิช
ที่มา: http://www.dailynews.co.th |
| โพสเมื่อ : 11 ก.พ. 54 อ่าน 12838 ครั้ง คำค้นหา : |