จี้รัฐเพิ่มงบพัฒนาวิจัยก่อนอุดมศึกษาไทยตกอันดับโลก
จี้รัฐเพิ่มงบพัฒนาวิจัยก่อนอุดมศึกษาไทยตกอันดับโลก
เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์
การจัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลกของ Times Higher Education World Rankings 2555 - 2556 ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีประจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของไทยที่ติดอันดับที่ 389 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ทว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเดียวกันพบว่ามหาวิทยาลัยในโตเกียวอยู่ในอันดับที่ 27 มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ของในอันดับที่ 29 มหาวิทยาลัยฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ 35 มหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่ในอันดับที่ 46 และ Pohang U of Sci&Tech ประเทศเกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 50 ขณะที่มหาวิทยาลัยดังของไทยอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยติดอันดับที่ 341 เมื่อปี 2554 และมหาวิทยาลัยมหิดลที่ติดอันดับอยู่ที่ 351กลับไม่มีชื่อใน World Rankings แต่อย่างใด คำถามคือทำไมมหาวิทยาวิทยาลัยของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ท้ายๆของเวทีโลก และมหาวิทยาลัยที่เคยได้รับการจัดอันดับ มาถึงวันนี้ถึงไร้ซึ่งอันดับใดๆ ขณะที่เมื่อปี 2553 รัฐบาลชุดที่ผ่านมาเคยผลักดันให้ 9 มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมที่สุดเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทให้ทั้ง 9 มหาวิทยาลัยเร่งผลิตผลงานวิจัยให้มากที่สุดภายในปี 2555 แต่ที่ผ่านมาอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนางานวิจัย คือการหั่นงบประมาณลดลงภายหลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล โดยงบประมาณดังกล่าวถูกลดจาก 2,000 ล้านบาท เหลือเพียง 800 ล้านบาท ในปีถัดมาและลดลงอีกเหลือ 400 ล้านบาทในปัจจุบัน ทำให้โครงการวิจัยต้องหยุดชะงักลง ศ.ดร. ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา(สมศ.) บอกว่า จากการประเมินภายนอกรอบสามของสถาบันอุดมศึกษา พบว่ามหาวิทยาลัยที่ผ่านการประเมินทั้ง 72 แห่งส่วนใหญ่ผ่านการประเมินตามมาตรฐานขั้นต่ำของ สมศ. แต่มีตัวชี้วัดบางตัว อย่างเช่น ด้านผลงานทางวิชาการ และการพัฒนาคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนของมหาวิทยาลัยทุกแห่งที่ สมศ.ได้ประเมินมา การรับรองมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นมาก เหมือนกับโรงพยาบาลต่างๆที่ต้องได้รับการรับรองคุณภาพ ถ้าเป็นอุดมคติทุกที่ต้องได้มาตรฐาน แต่มาตรฐานในแต่ละประเทศก็มีความหลากหลาย และแต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป ส่วนของประเทศไทย เรามีการกำหนดมาตรฐานการประเมินแต่ละรอบต่างกัน โดยจะค่อยๆยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า มาตรฐานที่ไทยมีเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าว เขาบอกอีกว่า สิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก และต้องเร่งพัฒนา คือการพัฒนาบุคลากร โดยเร่งยกระดับคุณภาพอาจารย์ ทั้งวุฒิการศึกษา ต้องให้มีการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ใช่มาสอนปริญญาตรี แต่ตัวเองเรียนจบปริญญาตรี อย่างนี้ก็ยากมากที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งก็กระทบโดยตรงต่อการพัฒนางานวิจัย เพราะเมื่ออาจารย์เรียนจบปริญญาตรี อาจารย์ก็ไม่เคยทำงานวิจัย และอาจารย์จะไปขอตำแหน่งทางวิชาการได้อย่างไร เสนอว่าผู้ที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยควรกำหนดตำแหน่งทางวิชาการให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดงานวิจัยที่หลากหลายและเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากถามว่า มีความจำเป็นไหม ที่อาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องมาทำงานวิจัย ตอบได้เลยว่าจำเป็นมาก เพราะองค์ความรู้ต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราได้ศึกษาวิจัย ซึ่งไม่ว่าจะมีการวิจัยในมิติใดก็ตาม แต่สถาบันการศึกษาต้องเป็นหน่วยงานที่สร้างองค์ความรู้ แต่ที่ผ่านมาเรามักเอาความรู้ของต่างประเทศมา หากมหาวิทยาลัยไทยไม่เร่งทำงานวิจัย สถานะของมหาวิทยาลัยก็เหมือนกับการซื้อมาขายไป เหมือนกับการส่งต่อความรู้จากภูมิภาคหนึ่งไปสู่ภูมิภาคหนึ่งเท่านั้น แต่เราไม่ได้ปลูกองค์ความรู้เหล่านี้ขึ้นมาเอง ทั้งที่ในบริบทสังคมไทยมีมากมาย มีภูมิสังคมแต่ละภูมิภาคก็ต่างกันไป มีองค์ความรู้มากมาย ที่เป็นของสังคมไทยเอง ส่วนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ นำมาประยุกต์เข้ากันได้ แต่องค์ความรู้ของไทยกลับไม่มีใครศึกษาศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าว เขาบอกอีกว่าเมื่อไทยไม่ศึกษารากฐานของตัวเอง แต่ไปเอาของฝรั่งมาใช้ สังคมไทยก็วุ่นวาย เพราะฐานคิดคนละฐานกัน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายที่ทะเลาะกันทางการเมือง ฝ่ายหนึ่งคิดแบบตะวันตก และอีกฝ่ายหนึ่งคิดแบบไทย มันถึงคิดต่างกัน วันนี้เราเห็นผลกระทบที่เกิดในสังคมไทยแล้ว ถึงเวลาที่ไทยต้องลุกขึ้นมาสร้างฐานความรู้ จากการวิจัยได้แล้ว เพราะเราเสียเวลากันมามากกับการพัฒนาการศึกษาที่วนกลับไปกลับมาจนไม่ถึงจุดหมาย เราพัฒนาทั้งหมดให้มีระดับเหมือนกันไม่ได้ แต่เราสามารถคัดกรองมหาวิทยาลัยที่เด่นๆ ขึ้นมาให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เพื่อไปแข่งในเวทีโลก เพื่อเป็นหน้าตาของประเทศไทยได้ ซึ่งในอดีตเคยมีการขับเคลื่อนให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลควรเดินหน้าต่ออย่างจริงจัง จะทบทวนอย่างไรก็ได้ แต่ควรจะสนับสนุนให้มีมหาวิทยาลัยแห่งชาติเกิดขึ้น และทำของเราให้ดีก่อนถึงจะแข่งกับเวทีโลกได้ ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าว ศ.ดร.ชาญณรงค์ ยังบอกอีกว่า การปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 เรามองเห็นว่า การศึกษามีการแยกส่วน มหาวิทยาลัยแยกออกไปเป็นทบวงมหาวิทยาลัย ไม่ได้รวมอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ขณะนั้นก็มีการเสนอว่าควรจะมีรัฐมนตรีว่าการกำกับดูแลเพียงคนเดียว เพื่อให้มีการเชื่อมต่อกัน คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา จากเดิมที่เคยบริหารแยกกัน ก็มาเป็นการบริหารรวม กลายเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกำกับดูแลทั้งหมด ทำให้การดำเนินการมีขั้นตอนมากขึ้น ยาวนานขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยก็แทบจะไม่มีความเชื่อมโยงกับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาเลย เพราะมีความต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่ไทยไม่ติดอันดับ World Rankings ไม่ได้ผิดความคาดหมาย เพราะรัฐบาลตัดงบประมาณวิจัยต่อเนื่อง แล้วกลับมาถามว่าถ้าไม่มีงบวิจัยทำไม่ได้ใช่ไหม ตอบได้คำเดียวเลยว่าใช่ เพราะถ้ารัฐบาลจะผลักดันจริงๆ ก็ต้องเต็มที่ ไม่ใช่แค่อยากให้ไทยไปอยู่ใน World Rankings แต่ไม่ให้อะไรเลย เหมือนการสร้างบ้างมีคนงานพร้อม แต่ไม่มีอิฐไม่มีปูนแล้วจะทำอย่างไร เราพัฒนาทั้งหมดให้เหมือนกันไม่ได้ แต่คัดกรองที่เด่นๆ ไปแข่งขันได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
01 พ.ย. 55
อ่าน 1797 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |