มหาวิทยาลัยล้น-ไร้คุณภาพ สกอ.ชี้’เอกชน-รัฐ’ขอตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ 11 แห่ง
มหาวิทยาลัยล้น-ไร้คุณภาพ สกอ.ชี้'เอกชน-รัฐ'ขอตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ 11 แห่ง
สมศ.ชี้สภามหาวิทยาลัยขาดคุณภาพ-หลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์-อาจารย์ไม่พอ มหาวิทยาลัยล้น ตั้งเพิ่ม แต่ไร้คุณภาพ สกอ.เตรียมนัด กกอ.หาทางออกคุมจำนวนมหาวิทยาลัยเอกชนเกิดใหม่ จี้สภามหาวิทยาลัยควบคุมคุณภาพหลักสูตรพบมีกว่า 1,000หลักสูตรแต่อาจารย์ประจำไม่ครบตามเกณฑ์ หลังการจัดอันดับ 400มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกของ Times Higher Education World Rankings ปี 2012-2013 ผลปรากฏว่าในปีนี้มีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม 351-400มหาวิทยาลัยของโลกซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพมหาวิทยาลัยที่เริ่มลดลง นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า จำนวนมหาวิทยาลัยมีมากขึ้นโดยขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนได้ยื่นโครงการขออนุญาตจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ถึง 5 แห่ง และมีสถาบันอุดมศึกษาขอเปลี่ยนสถานะจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยถึง 6 แห่ง และที่ สกอ.ปฏิเสธไปแล้วอีกหลายแห่ง เนื่องจากข้อมูลที่ส่งมาไม่ครบตามเกณฑ์กำหนด ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐยังมีจำนวนคงที่เพราะเมื่อเดือนธันวาคม 2554 คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติไม่ให้จัดตั้งขึ้นใหม่ เนื่องจากขณะนี้มีจำนวนมหาวิทยาลัยมากเกินพอแล้ว แต่สามารถจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ถ้ายุบรวมกับมหาวิทยาลัยที่มีอยู่เดิมได้ ดังนั้นมหาวิทยาลัยของรัฐจะต้องไม่เพิ่มขึ้น ขณะนี้มีหลายแห่งที่ ยื่นเรื่องเข้ามาขอจัดตั้งมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งจะเป็นการยุบรวมระหว่างราชภัฏกาฬสินธุ์ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออกเฉียงเหนือ วิทยาเขตกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะขอจัดตั้งใหม่ซึ่งไม่สามารถทำได้เพราะไม่เป็นไปตามมติครม. นพ.กำจรกล่าว มหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบ ส่วนมหาวิทยาลัยที่จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ โดยมีการออกพระราชบัญญัติใหม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีความอิสระในการบริหารจัดการ ส่วนข้อกังวลคือทำให้ได้รับงบประมาณอย่างจำกัด และส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการศึกษาสูงขึ้นนั้นยังไม่ชัดเจน ขณะนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลต่างๆ มีแนวโน้มว่าจะออกนอกระบบมากขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แต่ขณะนี้ก็มีหลายแห่งที่ไม่มั่นใจว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะเกิดความมั่นคงในอนาคตหรือไม่ โดยบางแห่งเสนอขอกลับมาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเหมือนเดิมแต่ต้องพิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่นพ.กำจร กล่าว สกอ.ยอมรับคุมจำนวนไม่ได้ ส่วนกรณีการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเอกชนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น โดยขณะนี้หาวิทยาลัยเอกชนมีทั้งหมด 71 แห่ง นพ.กำจร กล่าวว่ามีผู้ปรารถนาดีอยากจะจัดการศึกษาให้กับรัฐ ซึ่งใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุไว้ในปรัชญาทั่วไปว่า อุดมศึกษาที่จัดขึ้นต้องไม่หวังผลกำไร แต่ภายหลังจากผู้ดำเนินการผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ขณะนี้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายอยู่มาก แต่ สกอ.ก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการควบคุมหรือกำกับได้เพราะทุกมหาวิทยาลัยก็จะมี พ.ร.บ.ของตัวเองในการกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับต่างๆ หากการเมืองแรงก็อาจจะมีการผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยเพิ่ม เช่น มหาวิทยาลัยอันดามัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการหลอมรวมตามมติ ครม. แต่ถ้ามีการผลักดันก็อาจจะมีข้อยกเว้นและเมื่อมีข้อยกเว้นแรก ก็จะมีข้อยกเว้นอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นปัญหากับการกำกับดูแล นพ.กำจร กล่าว หารือ กกอ.คุมจำนวนมหาวิทยาลัย เขาบอกอีกว่า จะหารือรวมกันของคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ถึงข้อกังวลว่ามหาวิทยาลัยเอกชนสามารถเปิดได้ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น และการจัดการศึกษาของอุดมศึกษาของประเทศควรมีการกำหนดจำนวนได้แล้วหรือไม่ เพราะขณะนี้การเพิ่มของประชากรในประเทศไทยค่อยๆ ลดลงในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า เชื่อว่าจะมีนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีน้อยลง จำนวนนักศึกษาที่เข้าระบบก็จะน้อยลง ดังนั้น ต้องกลับมาทบทวนว่าขณะนี้ประเทศไทยควรจะมีสถาบันอุดมศึกษามากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรของ จี้สภามหาวิทยาลัยดูแลหลักสูตร นพ.กำจร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สกอ.ทำได้เพียงคุมมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยเองก็มีสภามหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่กำกับดูแล ก่อนเปิดมหาวิทยาลัยก็ต้องดูด้วยว่าการเปิดหลักสูตรแต่ละครั้ง ตัวเองมีความพร้อมแล้วหรือยัง ไม่ใช่แค่อยากเปิดเพราะหวังรับนักศึกษาเข้ามาเรียน แล้วไปเอาอาจารย์ที่ไม่มีคุณภาพมาสอน เราตรวจสอบจำนวนของอาจารย์ที่อยู่ในหลักสูตรว่าครบตามจำนวนหรือไม่ หรืออาจารย์ในสาขานี้ไปสอนที่อื่นหรือไม่ เนื่องจากหลักสูตรที่มีขณะนี้มีมากถึง 10,000 หลักสูตร ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรๆ ละ 5 คน ดังนั้นจะต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรถึง 50,000 คน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดคำถามว่าขณะนี้มีประเทศไทยเรามีอาจารย์ครบ 50,000 คนจริงหรือไม่ นพ.กำจร กล่าว จี้คุมการสรรหาสภามหาวิทยาลัย นพ.กำจร กล่าวอีกว่าที่ผ่านมาได้ย้ำเสมอว่า สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องรับผิดชอบเรื่องของคุณภาพของมหาวิทยาลัย ซึ่งพบว่าในระยะหลังการแต่ตั้งสภามหาวิทยาลัยมีการเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิซ้ำๆ กัน มีกรรมการสภาฯบางคนเข้ามาเป็นกรรมการในสภามหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่ง และในจำนวน 40 คนของกรรมมาเป็นมากกว่า 4 แห่ง โดยแต่ละแห่งตามวาระ 1 เดือนจะมีการประชุม 1 ครั้ง ควรควบคุมให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยในแต่ละแห่ง สามารถดำรงตำแหน่งในสภามหาวิทยาลัยได้ไม่เกิน 2 แห่ง และไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำประกาศกระทรวงเพื่อขอความร่วมมือไปยังทุกมหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเอาใจใส่ ดูแลมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ จี้มหาวิทยาลัยคุมคุณภาพการศึกษา ด้าน ดร. ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา(สมศ.) กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาของไทยมี 3 ปัญหาใหม่ๆคือ 1. ปัญหาการขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายมีการปรับเปลี่ยนไปตามรัฐบาล และรัฐมนตรีแต่ละยุคสมัย ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง แม้ว่านโยบายแต่ละนโยบายเป็นนโยบายที่ดี แต่ยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ ก็มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารใหม่ ส่วนปัญหาที่ 2 คือขาดการควบคุมเชิงปริมาณ เพราะที่ผ่านมามีแต่การอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยแต่ไม่มีการควบคุมจำนวนไม่มีการควบคุมการผลิตบัณฑิตว่าตลาดแรงงานมีความต้องการอาชีพใด และปัญหาที่ 3 คือขาดการกำกับเชิงคุณภาพ ซึ่งเรื่องคุณภาพต้องคิดตั้งแต่เริ่มกำเนิดมหาวิทยาลัย เช่นสมัยก่อนมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ 5 แห่ง คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก แต่ปัจจุบันมีการกระจายตัวที่มากขึ้นของมหาวิทยาลัยไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลคุณภาพจากส่วนกลางได้ พบมีกว่า 1,000 หลักสูตรแต่อาจารย์ประจำไม่ครบตามเกณฑ์
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
05 พ.ย. 55
อ่าน 2017 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |