ถอดบทเรียนอุทกภัยสอนเด็กเรียนรู้อยู่กับน้ำ




      

ถอดบทเรียนอุทกภัยสอนเด็กเรียนรู้อยู่กับน้ำ

 

          ณัฐพงษ์ บุณยพรหม
          สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น นับว่าสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเสียหายนอกจากกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากแล้ว ยังกระทบไปถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติครั้งนี้ด้วย
          ยืนยันจากข้อมูลขององค์การสหประชาติ(ยูเอ็น) ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ายอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมในเอเชีย มีจำนวนเกือบ 800 คนโดย 1 ใน 4 นั้นเป็นเด็กและเยาวชน ในส่วนของไทย ตัวเลขจากเครือข่าย Child Watch คาดว่าจะมีเด็กและเยาวชนไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และในจำนวนนี้อาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อจากน้ำที่เน่าเสีย
          ในวงเสวนา บทเรียนมหาอุทกภัยกับการเรียนรู้ใหม่เพื่อเด็กและเยาวชน โดยโครงการจับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน (INTREND) ของสถาบันรามจิตติ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
          มีการพูดถึงบทเรียนที่ได้รับจากน้ำท่วมและหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะนำไปพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้เรื่องอุทกภัย และภัยธรรมชาติสำหรับเด็ก
          ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ หัวหน้าโครงการกล่าวว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ดูจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และจากการติดตามความเคลื่อนไหว เรื่องภัยพิบัติโดยเฉพาะน้ำท่วม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ เพราะมีแนวโน้มความถี่และรุนแรงมากขึ้น ทำให้เรื่องนี้เป็นวาระโลกที่มีองค์กรในประเทศต่างๆ ทำงานในเรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และยังมีบทเรียนการจัดการน้ำเชิงบูรณาการที่หลายประเทศตกผลึกร่วมแล้ว
          สกว.มีองค์ความรู้จากการวิจัยในเรื่องการจัดการน้ำอยู่ไม่น้อย และโครงการนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พยายามจะศึกษาและถอดบทเรียนเรื่องการจัดการน้ำ และภัยพิบัติในมิติเด็ก เยาวชน และการศึกษา
          หัวหน้าโครงการกล่าวต่อว่า ท่ามกลางน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบหลายเดือน ส่งผลต่อเด็ก เยาวชนนับล้านคน เปิดโจทย์การเรียนรู้สำหรับเด็กให้รู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ และมีทักษะที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ ซึ่งหลายประเทศเริ่มมีนวัตกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจไว้มากมาย และเป็นเรื่องสำคัญในการเสวนาครั้งนี้ อาทิ มาตรการเฉพาะหน้าในการดูแลครูและกอบกู้ห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือครูในสถานการณ์ลำบากการจัดครูอาสาเข้าไปช่วยสอนในพื้นที่น้ำท่วม
          ดร.จุฬากรณ์ บอกด้วยว่า โรงเรียนอาจต้องพัฒนาวิชา หรือกิจกรรมการเรียนรู้ทางเลือกใหม่ๆ ขึ้น เช่น วิชาภัยพิบัติศึกษา อนาคตศึกษาเป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องเน้นการจัดการแบบมีส่วนร่วมของทั้งสังคมการสอนเรื่องน้ำ และภัยจากน้ำ ไม่ควรผูกขาดอยู่ที่โรงเรียน ต้องกระจายให้ไปถึงครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และการส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังการมีจิตสาธารณะ ในเด็กและเยาวชน ดึงสื่อและเครือข่ายออนไลน์เข้ามาช่วย ในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตจากภัยธรรมชาติ
          ด้านนายอมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสถาบันรามจิตติ ร่วมให้แง่คิดว่า มีตัวอย่างมากมายในหลายประเทศ ที่เผชิญภัยพิบัติมาก่อนและรุนแรงกว่าไทย บทเรียนที่สำคัญมากคือการจัดการภาครัฐในยามภัยพิบัติ สังคมไทยต้องช่วยกันเรียนรู้ และกระตุ้นเตือนกันถึงสิ่งที่รัฐร่วมกับภาคส่วนในสังคมร่วมกันทำยามเกิดวิกฤต
          อมรวิชช์ บอกต่อมาว่า บทเรียนหลายเรื่องน่าสนใจ เช่น การที่รัฐบาลไม่รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางอย่างเดียวแต่มีกลไกจัดการพร้อมตัดสินใจอยู่ในระดับพื้นที่ในยามภัยพิบัติ การใช้เทคโนโลยีระบบจีไอเอสเข้ามาช่วยทำแผนที่ความเสี่ยง แจกจ่ายไปยังทุกพื้นที่
          จะเห็นว่าเมื่อมีภัยพิบัติที่เกิดขึ้น คนจนที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยธรรมชาติจะเดือดร้อนมากที่สุด อีกทั้งการเยียวยาก็ไม่ควรเป็นกรอบกว้างๆ เหมือนกันหมด แต่ควรเน้นการช่วยเหลือคนจนให้มากต้องช่วยเหลือทั้งชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้วย ดังนั้นการจ่ายเงิน5,000 บาท จึงไม่ใช่คำตอบ
          ขณะที่ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผอ.6 สกว.สรุปการเสวนาในครั้งนี้ว่า คนไทยทั้งชาติ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องพึงตระหนักร่วมว่าเมืองไทยเป็นเมืองแห่งน้ำ แต่จะด้วยกระแสการพัฒนาที่อยากทันสมัยจนหลงทิศทางทำให้คนไทยแปลกแยกจากการเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำอย่างมีสำนึกและความเข้าใจ บทเรียนที่เกิดขึ้นนี้ ชวนให้สังคมไทยหวนคิดถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2538 อันอาจเป็นบทเรียนของแผ่นดิน ที่พระองค์ท่านได้วางหลักคิดและทิศทางการพัฒนาประเทศทั้งด้านการจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการจัดการน้ำอย่างครบวงจร
          สกว.หวังว่าบทเรียนจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมไทยจะหันกลับมาทบทวนและร่วมกันตั้งหลัก พร้อมทั้งวางทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแก้ไขจัดการน้ำท่วมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในอนาคต
          เหตุการณ์น้ำท่วมถือเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเตรียมพร้อมรับมือ เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าในอนาคตน้ำจะไม่มาเยือนเราอีก และควรให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งการเรียนรู้ของเด็กไทย

 

          --ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 ธ.ค. 2554 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 28 ธ.ค. 54   อ่าน 104321 ครั้ง      คำค้นหา :