สมศ.รุกประกันคุณภาพการศึกษาชี้ผลลัพธ์ชาติต้องการคนคุณภาพ




      

สมศ.รุกประกันคุณภาพการศึกษาชี้ผลลัพธ์ชาติต้องการคนคุณภาพ

 

          ที่ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา เมื่อวันที่ 10 พ.ค.55 นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ผอ.สำนักงานรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษเรื่องคุณภาพศิษย์ : เป้าหมายการประเมิน ว่า ปัญหาการศึกษาของไทยในขณะนี้ คือการขาดความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย เพราะโดยเฉลี่ยแล้วไทยจะมี รมว.ศึกษาธิการปีละ 2 คน ทำให้เรื่องนโยบายต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รวมถึงเกิดปัญหาการขาดการควบคุมเชิงคุณภาพ และการขาดกำกับเชิงปริมาณ ทั้งนี้ การขยายโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ต้องมาพร้อมกันคือการกำกับคุณภาพ
          ผอ.สมศ.กล่าวต่อไปว่า อยากเรียกร้องทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษา โดยการประกันคุณภาพบัณฑิตไทย เนื่องจากบัณฑิตเป็นผลลัพธ์ของการศึกษา ที่ผ่านมาเกิดปัญหาขึ้นกับคุณภาพของบัณฑิต แต่ไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเกิดจากการเร่งผลิตบัณฑิตจนเกินความต้องการ มหาวิทยาลัยทั้งของรัฐบาลและเอกชนมุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อรับนักศึกษาจำนวนมาก เหมือนทำธุรกิจเป็นอุตสาหกรรมขณะเดียวกันก็มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยที่ไม่มีใครรับประกันได้ถึงคุณภาพของบัณฑิตที่จบออกมา ทั้งนี้ มีตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในปี 2554 พบว่า มหาวิทยาลัยปิดที่รับนักศึกษามากที่สุดจำนวนกว่า 6 หมื่นคนต่อแห่งแต่ที่มีอัตราอาจารย์ ประมาณ 3,000 คน คิดเป็นสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1: 226 คน ซึ่งใกล้เคียงมหาวิทยาลัยเปิด ที่ไม่จำกัดจำนวนรับ มีสัดส่วนอยู่ที่1:365 คน
          ผมอยากให้สถาบันการศึกษา มีความตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ ในการจัดการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพส่งผลเสียทั้งต่อตัวผู้เรียน และประเทศชาติ เช่นโรงเรียนประถมต้องประกันการอ่านออกเขียนได้ อาชีวศึกษา ต้องประกันว่า เด็กอาชีวะจบแล้วต้องซ่อมเครื่องยนต์เป็น หรือมหาวิทยาลัย ต้องรับประกันได้ว่าบัณฑิตจบไป มีความรู้เพียงพอในการเข้าสู่โลกแห่งการทำงานรวมถึงกองทุน กยศ. และ กรอ.ควรดูแลว่าหลักสูตรที่ให้ทุนไปนั้นมีคุณภาพหรือไม่ ผอ.สมศ. กล่าวและว่าในปี 2555 สมศ.ได้เริ่มปรับบทบาทเพื่อมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพ เช่น การพัฒนามาตรการเทียบเคียงเพื่อวัดภาวะการมีงานทำของบัณฑิตในสาขาวิชาที่แตกต่างกัน และโครงการ 1 ช่วย 9 ระยะที่ 3 โดยเพิ่มจำนวนสถานศึกษาแกนนำในการพัฒนาเพิ่มเติมอีก 99 แห่ง

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ



โพสเมื่อ : 11 พ.ค. 55   อ่าน 3012 ครั้ง      คำค้นหา :