’โรงเรียน-วัด-ชุมชน’ ผนึกกำลังสร้างกิจกรรมนำเด็กกลับห้องเรียน
'โรงเรียน-วัด-ชุมชน' ผนึกกำลังสร้างกิจกรรมนำเด็กกลับห้องเรียน
เมื่อ 2-3 ปีก่อน รอยสักตามแขน ขา ลำตัวหรือการเจาะหู คือภาพที่พบเห็นกลุ่มนักเรียนชายของโรงเรียนชลประทานเขื่อนแม่กวงจิราธิวัฒน์อุปถัมภ์ต.หนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีความเสี่ยงในเรื่องของยาเสพติด ขณะเดียวกันความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร ทำให้เด็กมีค่านิยมฟุ้งเฟ้อให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจและการเรียนรู้ สวนทางกับสถานะทางเศรษฐกิจครอบครัวที่ส่วนใหญ่ยากจนผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้าง ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกๆ จากสภาพดังกล่าว ทำให้ ศุภชัย ตันจี๋ ผอ.โรงเรียนฯ ค้นหากระบวนการในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียน โดยดึงผู้ปกครอง ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัด รวมถึงบริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่านักเรียนทุกคนอยากเป็นคนดี และประสบความสำเร็จในชีวิต โดยได้ขอการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค.ดำเนินโครงการ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้ปกครองและองค์กรในชุมชนในการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนิ แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ เริ่มจากริเริ่มค้นวิเคราะห์ บ่มเพาะความร่วมมือ ระยะที่ 2 ในปีการศึกษา 2554 ได้สานต่อสิ่งที่ดีสู่วิถีปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) และระยะที่ 3 คือปีการศึกษา 2555 เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการเรียนรู้ มุ่งสู่ค่านิยมที่เน้นด้านจิตใจควบคู่ไปกับความรู้ กิจกรรมหลักๆ ได้แก่ จัดค่ายคุณธรรมนำเศรษฐกิจพอเพียง ช่วงก่อนเปิดเรียน, กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาโรงเรียน , กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนหลังเลิกเรียนสัปดาห์ละ 2 วัน ประกอบด้วยการฝึกทักษะการทำโครงงานเยาวชนทำดีถวายในหลวง การฝึกทักษะกีฬา ดนตรี, กิจกรรมเยี่ยมบ้านหลังเลิกเรียน, พัฒนาความรู้ ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในครอบครัว เช่น การหมั่นพูดคุย ชื่นชม ให้กำลังใจเมื่อนักเรียนทำได้ดี, กิจกรรมจิราธิวัฒน์ เพื่อนที่ปรึกษา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผอ.ฯ บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ นักเรียนค้นพบความถนัด ความสนใจ และวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง รวมถึงเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์ มีภูมิคุ้มกันสามารถระวังและป้องกันตัวจากยาเสพติดและอบายมุข ไม่มีนักเรียนชายเจาะหู สักตามร่างกาย หรือก้าวร้าวเกเรอีก ขณะที่ผู้ปกครองก็เข้าใจในงานของครูดีด้วย มีความสบายใจที่จะมาติดต่อกับโรงเรียนหรือร่วมกิจกรรมต่อเนื่องรู้วิธีที่จะสนับสนุน ให้กำลังใจและช่วยเหลือนักเรียนขณะอยู่ที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งบ้าน โรงเรียน และนักเรียน พระอธิการอุดมพัน สติสมฺปนฺโน เจ้าอาวาสวัดใหม่ชลประทานเล่าว่า ท่านเข้ามาจำพรรษาที่วัดครั้งแรกเมื่อปี 2549 พบว่า นักเรียนกลุ่มหนึ่งใช้พื้นที่วัดเป็นที่มั่วสุม เสพสุราบุหรี่ หรือทำกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ จึงได้ปรึกษากับผอ.โรงเรียน และขอเข้ามาสอนคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ตลอดจนกริยามารยาท ลักษณะฝึกมารยาทไทย เพราะเด็กบางคนไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ช่วงแรกๆ ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ แต่ด้วยความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องก็ทำให้นักเรียนยอมรับในที่สุด และเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัดทุกวันนี้ ไม่มีเด็กเข้าไปใช้พื้นที่วัดเป็นที่มั่วสุมสิ่งเสพติดหรืออบายมุขอีก หากเป็นการเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ สุนทร ชัยศรีอ้าย ประธานคณะกรรมการโรงเรียนฯ กล่าวว่า หลังเลิกเรียนผู้ปกครองไม่ต้องกังวลใจแล้วว่าลูกหลานจะมั่วสุมในทางที่ผิด เพราะโรงเรียนมีกิจกรรมเปิดให้เด็กได้ทำต่อตามความสนใจ เช่น กีฬา และดนตรี ซึ่งพบว่าเด็กชอบมาก จนได้รับรางวัลในการแข่งขันระดับต่างๆ จำนวนมาก อภิสรา สุนันตา นักเรียนชั้น ม.3 บอกว่า เพราะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทุกฝ่าย ทำให้เด็กกล้าเปิดใจ เมื่อมีปัญหาก็สามารถปรึกษาผู้ใหญ่ หรือเพื่อน เพื่อหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม หรือช่วงที่เด็กทำกิจกรรม เช่น โครงการคุณธรรมเลิกเหล้า บุหรี่ ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือทุกกิจกรรมและโครงการ จะมีนักเรียนร่วมรับผิดชอบ ตั้งแต่ชั้น ป.3-ม.3 ดังนั้นจึงดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดเมื่อนักเรียนชั้น ม.3 เรียนจบ ดังนั้นทุกวันหลังเลิกเรียน ภาพของเด็กๆ เล่นกีฬา และมุมานะฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจัง จึงเป็นความพึงพอใจของทั้งผู้ปกครอง ชุมชน ครู ตลอดจนตัวของนักเรียนเอง เพราะไม่ใช่แค่การละเลิกพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แต่ยังหมายถึงความใฝ่ดีที่ส่งผลถึงรางวัลจากการแข่งขันต่างๆ และผลการเรียนที่พัฒนาขึ้นตามลำดับอีกด้วย
ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย |
|
โพสเมื่อ :
19 ต.ค. 55
อ่าน 1684 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |