คอลัมน์: สัมภาษณ์: ’ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ วิพากษ์...การศึกษาไทยในเวทีประชาคมอาเซียน’
คอลัมน์: สัมภาษณ์: 'ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ วิพากษ์...การศึกษาไทยในเวทีประชาคมอาเซียน'
การตื่นตัวของสังคมไทยต่อเรื่องของประชาคมอาเซียนเด่นชัดขึ้นทุกขณะทุกภาคส่วนต่างเดินหน้าเตรียมตั้งรับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นแต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เข้าใจและตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้าไม่สายที่จะทำความรู้จักและเรียนรู้อาเซียนเพื่อปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตลาดการศึกษามีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.วรากรณ์สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์อดีตรมช.ศึกษาฯนักการศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของประเทศถึงความเห็นและมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมชี้ทางรอดของประเทศไทยในประชาคมอาเซียน * คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนมากน้อยแค่ไหน อย่างแรกที่มีคนเข้าใจผิดก็คือคำว่าประชาคมอาเซียนหรือ ASEAN Community กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือASEAN Economic Community ที่พูดกันว่าเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่เพราะ AEC ครอบคลุมเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจการค้าการลงทุนการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีที่ถูกต้องคือประชาคมอาเซียนหรืออาเซียนคอมมูนิตี้ซึ่งมีความหมายถึงเรื่องการเมืองและความมั่นคงและสังคมและวัฒนธรรมด้วยอีกเรื่องที่เข้าใจผิดก็คือเมื่อเป็นประชาคมอาเซียนทุกอย่างจะหลั่งไหลเข้ามาความจริงแล้วไม่ใช่มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงแต่เร็วหรือช้าไม่มีใครรู้และบางอย่างก็เริ่มไปแล้วเช่นอาเซียนบวกจีนการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีสาขาแพทย์ก็เริ่มไปแล้วแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะทุกประเทศเขามีกฎหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานถ้าเปิดให้เคลื่อนย้ายได้ก็ต้องไปแก้กฎหมายทั้งหมดซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายส่วนเรื่องการศึกษาที่กลัวจะมีต่างชาติแห่มาเปิดเป็นไปไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดให้มีใบอนุญาตผู้อำนวยการครูต้องเป็นคนไทยเงื่อนไขเต็มไปหมดการตื่นตัวเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่อยากให้ตื่นตูมจนเกินไป * ตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วหรือยัง ผมว่าเราน่าจะมีโรดแมปว่าเราจะต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้างเตรียมอย่างไรซึ่งเรายังไม่มีแผนที่ชัดเจนแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะมันมีกฎระเบียบเยอะไปหมดในขณะที่มีข้อตกลงอาเซียนที่เป็นเอกฉันท์แต่ไม่มีข้อตกลงอาเซียนบวก 6 กับญี่ปุ่นเกาหลีไม่รู้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีช่องทางทำธุรกิจกับเราอย่างไรอย่างเช่นวิศวกรของฟิลิปปินส์ถ้าจะมาทำงานในบ้านเราจะมีช่องทางอย่างไรหรือคนไทยจะไปทำงานในพม่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะคนพม่าไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจมหาวิทยาลัยในพม่าก็เปิดๆปิดๆมา 20 กว่าปีแล้วเพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่ผมคิดว่าการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดคือการปรับตัวคนที่ทำธุรกิจจะต้องรู้กฎเกณฑ์ต่างๆของภาครัฐที่เกี่ยวกับการลงทุนแรงงานไทยต้องมีความสามารถทำได้หลายอย่างบัณฑิตที่จบออกไปจะต้องมีความรู้ตรงกับสาขาที่สามารถแข่งขันได้และภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่ทันและเหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะการเตรียมคนในเรื่องของภาษาตอนนี้ประเทศที่ปรับตัวได้เร็วก็คือสิงคโปร์เขามีความสามารถด้านการผลิตนโยบายของรัฐก็คล่องตัวและทันการณ์ส่วนประเทศอื่นอย่างฟิลิปปินส์อินโดนีเซียยังมีจุดอ่อนที่มีคนจบปริญญาตรีน้อยส่วนพม่ามีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มากแต่มีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาที่ลุ่มๆดอนๆการลงทุนในพม่าโดยจ้างคนในท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องเอาแรงงานของประเทศตัวเองเข้าไปเพราะฉะนั้นบางอย่างมันทำได้แต่หลายอย่างก็ไม่ง่ายแต่รถไฟขบวนนี้ต้องออกถ้าเราไม่กระโดดขึ้นเราก็ตกขบวนยังไงก็ต้องขึ้นขบวนนี้ไม่ขึ้นไม่ได้ * ภาคการศึกษาตอนนี้มีความพร้อมแค่ไหน สถาบันการศึกษาของไทยมีการตื่นตัวในเรื่องนี้สูงมากอาจจะมากกว่าหลายประเทศเช่นมีการเรียนการสอนในเรื่องของอาเซียนในระดับโรงเรียนมหาวิทยาลัยต่างๆก็เปิดศูนย์อาเซียนกันเต็มไปหมดแต่ที่เรายังขาดอย่างมากก็คือเรื่องของภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของอาเซียนรวมถึงความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเราจะต้องสอนให้เด็กและคนของเราเคารพยอมรับและมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกต้องซึ่งผมมองว่าประเทศไทยเรายังอ่อนในเรื่องนี้ส่วนการจัดการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยตอนนี้มีโครงการที่เรียกว่า TQF กำหนดเป็นเงื่อนไขร่วมกันว่าในแต่ละสาขาต้องมีความรู้อะไรบ้างและก็ปรับระบบการศึกษาให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อให้สามารถถ่ายโอนหน่วยกิตกันได้และการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดตอนนี้ก็คือการศึกษาในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนอย่างตอนนี้ธุรกิจบัณฑิตย์เรามีวิทยาลัยจีนรับนักศึกษาจีนที่เข้ามหาวิทยาลัยในจีนไม่ได้มาเรียนหลักสูตรจีนกับเราต่อไปก็จะมีภาษาอื่นของอาเซียนที่สามารถเรียนคู่กันได้เช่นบาฮาซาคู่กับภาษาไทยเวียดนามจีนคนที่ไม่เก่งภาษาจีนก็เรียนแบบไบลิงกัวล์ได้ซึ่งต่อไปมหาวิทยาลัยในอาเซียนจะปรับตัวในลักษณะนี้เยอะขึ้นและต่อไปจะมีโรงเรียนช่างสอนซ่อมมอเตอร์ไซค์ซ่อมแอร์งานกลึงซึ่งคนพม่ายังขาดทักษะด้านนี้ส่วนที่วิตกกันว่าอาเซียนเปิดแล้วมหาวิทยาลัยต่างชาติจะแห่เข้ามาผมว่าไม่ง่ายตอนนี้ที่เปิดอยู่อย่างสแตมป์ฟอร์ดอิมพีเรียลก็มีปัญหาหาคนเรียนยากเพราะธรรมชาติของเด็กไทยไม่ชอบอยู่ไกลจากเมืองแต่ถ้าจะร่วมกับมหาวิทยาลัยของไทยเปิดหลักสูตรต่างๆน่าจะเป็นไปได้มากกว่า * มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้อย่างไร ตอนนี้เราเปิดศูนย์เตรียมความพร้อมอาเซียนมีที่นี่ที่เดียวที่อื่นจะเป็นศูนย์อาเซียนศึกษาเราทำให้ร่วมกับภาครัฐจัดอบรมให้กับโรงเรียนหน่วยงานราชการต่างๆเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนและก็ทำวิจัยเกี่ยวกับอาเซียนให้กับภาครัฐเรื่องที่สองที่ทำก็คือการสร้างความตื่นตัวในเรื่องภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการทำงานเพราะถ้าอาเซียนมาแล้วภาษาอังกฤษเขาไม่ได้มันจะลำบากนอกจากนี้เรายังเปิดหลักสูตรปริญญาโทที่เกี่ยวกับอาเซียนเช่นMBA ธุรกิจอาเซียนซึ่งตอนนี้มีนักศึกษาจีนที่จบปริญญาตรีแล้วอยากเรียนปริญญาโทต่อเพราะจีนค่าเรียนเขาสูงกว่าเราตอนนี้เปิดเป็นภาษาไทยก่อนต่อไปจะปรับเป็นภาษาอื่นอาจจะเป็นไบลิงกัวล์หรือสามสี่ภาษานอกจากนี้เรายังเปิดภาษาบาฮาซาเป็นวิชาเลือกใน คนคิดว่าประชาคมอาเซียนเปิดแล้วทุกอย่างจะหลั่งไหลเข้ามา ไม่ใช่ มันจะค่อยเป็นค่อยไป ตื่นตัวได้แต่อย่าตื่นตูมแต่ยังไงเราก็ต้องขึ้นรถไฟขบวนนี้
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
16 พ.ค. 55
อ่าน 2547 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |