ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เปิดนโยบายหลังนั่งเก้าอี้ รมว.ศธ.คนใหม่
ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เปิดนโยบายหลังนั่งเก้าอี้ รมว.ศธ.คนใหม่
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบายการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ วันแรกที่เข้าทำงานในตำแหน่ง รมว.ศธ.เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมาว่า ถึงการพัฒนาการศึกษาในยุครัฐบาล พรรคเพื่อไทย โดยจะมุ่งเน้นปรัชญา ความเท่าเทียม และการนำ เทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนทุกคนทุกพื้นที่ และจัดการอุดมศึกษา โดย ปั้นนักศึกษาไทยให้เป็นมืออาชีพ สำหรับนโยบายทางด้านการศึกษาที่จะดำเนินการต่อไปมีดังนี้ 1.จัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนทุกคนคำว่า เยาวชน คือ เด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เยาวชนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกันทุกแห่งไม่ว่าในเมืองหรือชนบท 2.ปั้นนักศึกษาไทยให้เป็นมืออาชีพ คำว่า นักศึกษา คืออุดมศึกษา อาชีวศึกษา หรือ สูงกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไปนักศึกษาจบแล้วต้องเป็นมืออาชีพ พร้อมกับรัฐบาลประกันรายได้ปริญญาตรี 15,000 บาท ต่อเดือน การขยายโอกาสทางการศึกษา 4 ด้าน 1)โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เนื่องจากความเป็นเลิศมักอยู่ในเมือง แต่นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทและมีฐานะยากจน รัฐบาลจึงมีโครงการ เช่น โครงการ One Taplet per Child เด็กไทยฉลาดต้องมี Tablet PC ถือไปโรงเรียน, สร้างห้องเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ โดยมีครูมาเปิดสอนพิเศษ (โดยให้รัฐจ่ายค่าจ้างให้) , โครงการ e-Education พัฒนาโปรแกรมและเนื้อหาที่จะพลิกโฉมโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตและส่งเสริมการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูง,โครงการพลังครู พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ขยายโอกาสด้วยการอบรมคุณธรรม ทำบัญชีครัวเรือนปรับโครงสร้างหนี้ นำหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ และเพิ่มรายได้พิเศษให้เพียงพอ และขยายโอกาสใหม่ ๆ ฯลฯ 2) โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน นักเรียนสามารถเข้าเรียนได้โดยที่ผู้ปกครองและนักเรียนไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องทุนการศึกษา รัฐบาลจึงมีโครงการ เช่น Smart Card เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน,โครงการเรียนก่อนผ่อนที่หลัง ส่งคืนเมื่อมีรายได้ (Income Contingency Loan Program) , ทุนการศึกษาสานฝันนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศ(โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน) , กองทุนตั้งตัวได้ ประชาชนชาวไทยจะต้องตั้งตัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี 3) โอกาสในการเพิ่มพูนและฝึกฝนทักษะ นักเรียนทุกคนสามารถเติบโตได้ในโลกที่เป็นจริง การเรียนรู้บนการทำกิจกรรม (Activity-Based Learning) ส่งเสริมอาชีวศึกษา ให้มีความสำคัญมากขึ้น มีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็นมืออาชีพ ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ตั้งเป้าหมายให้มีเพียงพอ เพื่อให้บริการทุกชุมชน เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากทักษะของนักเรียนอาชีวศึกษาเพื่อให้บริการซ่อมราคาประหยัดแก่ประชาชนในชุมชน โครงการ 1 ดนตรี 1 กีฬา 2 ภาษา สนับสนุนให้เยาวชนได้มีความสามารถที่จะเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อความเป็นเลิศทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาจีนต้องอยู่ในบรรยากาศของเจ้าของภาษาให้มากที่สุด วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จะต้องสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ปรับปรุงหลักสูตร เลิกการท่องจำ ใช้การเรียนรู้เนื้อหาวิชาที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน เช่น ผ่าน Video Link รวมถึงการวัดผลที่มีมาตรฐานทันสมัย คนไทยที่อายุ 25 ปีขึ้นไปสามารถเทียบประสบการณ์จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ สามารถเรียนในเวลา และนอกเวลาเพื่อให้ทันโลก และทันลูกหลาน มหาวิทยาลัยราชภัฏและอาชีวศึกษา ต้องค้นหาตัวเองให้รู้ว่าเก่งด้านไหน ส่งเสริมอาชีวศึกษา ให้มีความสำคัญมากขึ้นมีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็นมืออาชีพ จากนั้น เปิดให้ประชาชนไปพัฒนาเพิ่มเติมทักษะด้านต่าง ๆ ตามที่ต้องการตามความถนัด เรียนก่อนผ่อนที่หลัง หลังจากทำงานแล้วค่อยผ่อนใช้ จัดศูนย์ฝึกอบรม จะจัดศูนย์ฝึกในอาชีพ ให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้เรื่องที่สนใจ พัฒนาทักษะให้คนไทยเป็นผู้ชำนาญในสาขาต่าง ๆ ใช้ระบบเรียนก่อน ผ่อนที่หลัง 4) โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ (โดยใช้ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ศูนย์วัฒนธรรมต่าง ๆ) โครงการ Internet ตำบล และInternet หมู่บ้าน(ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนค้นหาความถนัดของตนเอง เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อการต่อยอดในสิ่งที่ต้องการทำ และสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวิชาชีพ สถานที่รวมกลุ่มอย่างสร้างสรรค์แก่เด็กวัยเรียน โดยมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ มีวายฟาย (Wi-Fi) ให้ มีครูที่จะสอนการบ้าน
ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า |
|
โพสเมื่อ :
02 ก.พ. 55
อ่าน 64603 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |