สพฐ.เร่งพัฒนา ร.ร.ขนาดเล็ก 1.4 หมื่นแห่ง
สพฐ.เร่งพัฒนา ร.ร.ขนาดเล็ก 1.4 หมื่นแห่ง
สพฐ.เร่งพัฒนาร.ร.ขนาดเล็กกว่า 1.4 หมื่นแห่ง ชี้แนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิมปี 2536 มีแค่กว่า 1 หมื่นแห่ง ลั่นไม่ยุบหวั่นกระทบผู้ปกครอง-นักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ-ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าที่ประชุมได้หารือถึงการบริหารงานความเสี่ยงเพื่อวิเคราะห์การดำเนินการภารกิจเร่งรัดเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษาที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินการเพื่อดูแลโรงเรียนเหล่านี้ให้มีคุณภาพอย่างเป็นรูป ธรรม ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบว่าขณะนี้จำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากในอดีต สาเหตุมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงของประชากรวัยเรียน และการคมนาคมที่จะดวกทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนในตัวอำเภอและตัวเมือง เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสพฐ. จำนวน 14,056 แห่ง คิดเป็น 44.78% ของจำนวนโรงเรียนสังกัดสพฐ.ทั้งหมดกว่า 30,000 แห่งโดยหากดูสถิติย้อนหลังในปี 2547 มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 11,599 แห่งคิดเป็น 35.88% และปี 2536 มีจำนวน 10,741 แห่งคิดเป็น 33.48% ทั้งนี้ จากตัวเลขที่สำรวจของสพฐ.ยังพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กนั้นจะมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร อย่างอัตราครูต่อนักเรียนต่ำเมื่อเทียบกับโรงเรียนทั่วไปโดยโรงเรียนขนาดเล็กมีอัตราครูต่อนักเรียน 1 ต่อ 12.46 ส่วนโรงเรียนทั่วไปมีอัตราครูต่อนักเรียน 1 ต่อ 20 ในขณะที่ผลการศึกษาวิจัยของต่างประเทศระบุว่าขนาดของจำนวนนักเรียนที่เหมาะสมกับโรงเรียนนั้น ในโรงเรียนประถมศึกษาจำนวนนักเรียนที่เหมาะสม 300 - 400 คน ระดับมัธมศึกษา 400- 800 คน ดร.ชินภัทร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าขนาดของโรงเรียนจะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 495 คน จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ส่วนโรงเรียนที่จำนวนนักเรียนประมาณ 495 - 2,000 คนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มเช่นเดียวกับงานวิจัยดังกล่าว โดยโรงเรียนขนาดเล็กจะมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของโรงเรียนขนาดเล็กที่สุดจะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ส่วนโรงเรียนขนาดกลาง 301 -1,000 คนจะมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่สพฐ.จะต้องนำมาปรับปรุงแนวทางการบริหาร โดยจะต้องทำแผนที่การศึกษา(School Mapping)ของเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆเพื่อจะดูว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่ใดบ้างที่จะสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันในลักษณะการเรียนรวมโดยดึงโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมในชั้นเดียวกัน ส่วนการจัดสรรงบประมาณจะต้องยืดหยุ่นมากโดยจัดสรรเป็นเงินก้อนเพื่อให้โรงเรียนบริหารจัดการเอง การเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายพาหนะในการเดินทางให้กับนักเรียนที่จะต้องมาเรียนรวมกับอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งจะให้องค์กรปกครองส่วนตำบลเข้ามามีส่วนร่วมด้วย การนำมาตรการการยุบโรงเรียนขนาดเล็กมาใช้นั้นคงไม่ใช่แนวทางที่สพฐ.จะดำเนินการเพราะการยุบโรงเรียนขนาดเล็กจะเกิดผลกระทบกับผู้ปกครอง และนักเรียน แต่การนำนโยบายการกระจายโรงเรียนดีมีคุณภาพ เช่น โรงเรียนดีประจำตำบล ไปยังพื้นที่ต่างๆจะเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้เพราะจะทำให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนเหล่านี้และท้ายที่สุดโรงเรียนที่ไม่มีเข้าเรียนก็จะต้องถูกยุบไปโดยปริยาย และนี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดร.ชินภัทร กล่าว
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com |
|
โพสเมื่อ :
15 ธ.ค. 53
อ่าน 10511 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |