ชี้ปฏิรูปการศึกษาไทยต้องทั่วถึงโรงเรียน-ครู-ผู้บริหาร และผู้ปกครอง




      

ชี้ปฏิรูปการศึกษาไทยต้องทั่วถึงโรงเรียน-ครู-ผู้บริหาร และผู้ปกครอง

 

          ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นำเสนอบทความเรื่อง ปฏิรูปการศึกษาไทยต้องกระจายคุณภาพอย่างทั่วถึง มีสาระสำคัญ สำคัญว่า มูลเหตุของความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการเข้าถึงอุดมศึกษา โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรี ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดแคลนปัจจัยระยะสั้น เช่น การขาดแคลนเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ ต้นเหตุสำคัญเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางปัจจัยระยะยาวที่รวมถึงคุณภาพของภูมิหลัง ทางครอบครัว และคุณภาพการศึกษาที่ได้รับตั้งแต่วัยเด็ก ปัจจัยระยะยาวเหล่านี้จึงมีความสำคัญในการกำหนดความพร้อมในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ปัญหาหลักที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขคือการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันกำลังประสบปัญหาด้านคุณภาพอย่างรุนแรง ดังที่สะท้อนให้ เห็นจากคะแนนสอบที่ตกต่ำของเด็กไทยในการทดสอบในระดับนานาชาติ เช่น PISA และ Trends in International Mathematics and Science Study (TIMSS) การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่นั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินไปอย่างถูกทิศทางบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐานทางวิชาการ ผู้บริหารโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ย่อมจะเข้าใจในลักษณะเฉพาะของนักเรียน และโรงเรียนของตนมากกว่าองค์กรส่วนกลางของภาครัฐ ซึ่งความมีอิสระทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          สำหรับประเด็นสุดท้าย ซึ่งเป็นประเด็นที่พบว่ามีผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพของโรงเรียน และมีนัยสำคัญทางสถิติมากที่สุด คือการปฏิรูประบบการประเมิน และการให้ผลตอบแทนความดีความชอบของครูใหญ่ที่ผูกโยงกับผล สัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียน ซึ่ง พบว่าการปฏิรูประบบแรงจูงใจนี้จะประสบผลสำเร็จมากที่สุดภายใต้กลไกการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ในการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการ ปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ปกครอง การปฏิรูปต้องเริ่มต้นที่ข้อมูล โดยจะต้องมี ระบบการสอบไล่มาตรฐานที่วัดความสามารถ ของนักเรียนได้จริงในหลายระดับชั้น ผลการสอบจะต้องมีความหมายทั้งสำหรับนักเรียนและครู และจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบโรงเรียนสำหรับ ผู้มีส่วนได้-เสียทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ปกครอง และองค์กรในท้องถิ่น ซึ่งจะต้องติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง และมีช่องทางในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับครูและครูใหญ่ และที่สำคัญที่สุดจะต้องมีกลไกที่ผู้มีส่วนได้เสียจะมีส่วนร่วมในการประเมิน และให้คุณให้โทษต่อครูและผู้บริหาร โรงเรียน โดยผูกการประเมินกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนเป็นหลัก และเมื่อโรงเรียนมีระบบตรวจสอบและกลไกความรับผิดชอบที่ดีแล้ว การปฏิรูปการกระจายอำนาจการบริหารสู่โรงเรียนจึงจะส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการของนักเรียนเพิ่มขึ้นได้

 

          ที่มา: http://www.naewna.com



โพสเมื่อ : 14 ก.พ. 55   อ่าน 46241 ครั้ง      คำค้นหา :