สกศ.กระตุ้นเอกชนเปลี่ยนสังคมไทย




      

สกศ.กระตุ้นเอกชนเปลี่ยนสังคมไทย

          เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาความร่วมมือ (CSR) ช่วยกันเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของคนไทยให้เป็นคนดีมีวินัย ระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กับภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน มีการเสวนาหัวข้อ เราจะช่วยกันเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของคนไทย ให้เป็นคนดีมีวินัยได้อย่างไร โดย ดร.เอนก กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องค่านิยมในเด็กและเยาวชนมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องของลาภ ยศ หรือสิ่งของ หรือสิ่งที่ได้รับมาโดยที่คิดว่าถ้ามีการทุจริตแล้วและสามารถทำให้บ้านเมืองเจริญก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อผู้อื่น และคำนึงถึงประเทศชาติมากกว่าตนเอง จึงเป็นที่มาของโครงการ ช่วยกันเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของคนไทยให้เป็นคนดีมีวินัย โดยเชิญภาคเอกชน ภาครัฐวิสาหกิจ และสื่อมวลชน ที่จะมาช่วยทำ CSR เปลี่ยนนิสัยไม่ดีของคนไทยให้เป็นคนดีมีวินัย ยกตัวอย่าง เด็กที่เรียน ม.ปลาย ในสหรัฐอเมริกา จะมีวิชาที่ต้องทำประโยชน์ให้กับสังคม จำนวน 100 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็จะนำสิ่งนี้ไปประกอบกับผลการเรียนเพื่อรับเด็กเข้าเรียน จึงควรนำสิ่งดีๆ เหล่านี้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในประเทศไทย โดยต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยแรกเกิดไปจนถึงในระดับอุดมศึกษา ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้สังคมของเรามีความสุข และชาวต่างชาติก็ให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่น และอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ผลพลอยได้ก็ได้ทั้งส่วนรวมด้วย
          ด้าน ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันถึงคราวเสื่อม เพราะเรามุ่งสอนให้เป็นคนเก่ง แต่คนดีของสังคมขาดหายไป โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก ทำให้ทุนทางสังคมของเราอ่อนแอ นั่นเพราะคนไทยกำลังเข้าใจผิดในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม คิดว่าความดีเหมือนกันหมด แต่ในความเป็นจริงคุณธรรมเป็นพื้นฐานของจริยธรรม เพราะคุณธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่จริยธรรมเป็นเรื่องของระบบสังคม เป็นอุดมการณ์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เราจึงต้องยกระดับมาตรฐานสังคมให้สูงขึ้น คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก อะไรที่ถูกต้องกับเราจะต้องถูกต้องกับผู้อื่นด้วย หมายความว่า ความดีนั้นต้องเป็นสากล แต่สังคมไทยในปัจจุบันเป็นความดีที่เข้าข้างตนเองเสียมาก
          ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า บ้านกาญจนาภิเษก ก็คือปลายน้ำ เด็กที่เข้ามาก็คือกลุ่มเยาวชน เมื่อเด็กหนึ่งคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา จึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้ก่ออาชญากรรม เด็กจำนวนหนึ่งเกิดมาไม่ได้อยากเป็นคนไม่ดี ก็เริ่มมีความเชื่อว่าตัวเองไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ และค่อยๆ ถูกทำกลายเป็นดาวเคราะห์ผู้ไร้แสงสว่าง เพราะคนดีที่ยืนดูและไม่ทำอะไรทำให้คนชั่วฮึกเหิม การที่เด็กเข้ามาอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตและผลพวงจากสังคม ต้องยอมรับว่าสังคมมีส่วนทำให้เด็กเป็นแบบนี้ ฉะนั้นเราทุกคนในประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบไม่ใช่ผลักภาระไปที่ตัวเด็กเพียงฝ่ายเดียว
          นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ อนุกรรมการ กนป.ด้านพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี กล่าวว่า ต้องแก้ไขที่ตัวเรา ครอบครัว องค์กร ชุมชน แล้วค่อยไปเรียกร้องจากคนอื่น สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมเรียกร้องคนอื่นมากกว่า ต้องเลิกโทษคนอื่น หันมาโทษตัวเราเอง ถ้าทำได้อย่างนี้ปัญหาก็จะลดลง สื่อมวลชนก็ถูกโทษมาโดยตลอด ก็ไม่ปฏิเสธและยอมรับความเป็นจริง ตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนดี ถ้าคนดีช่วยกัน ไม่หยุดนิ่ง ก็จะทำให้สิ่งที่เราพูดกันสามารถเกิดขึ้นได้ วัตถุประสงค์ที่ทางสภาการศึกษาหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายแสดงความคิดเห็นและช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และนำไปปฏิบัติ ว่าจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีให้เป็นสิ่งที่ดี ต้องสร้างจากฐานให้เข้มแข็งก็จะสามารถทำให้ข้างบนยอมรับและปฏิบัติตามได้

          ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง



โพสเมื่อ : 30 ส.ค. 55   อ่าน 1816 ครั้ง      คำค้นหา :