Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’มช.’ร่วมมือ5ประเทศวิจัยยาต้าน’โรคเอดส์’สำเร็จครั้งแรกของโลก




      

'มช.'ร่วมมือ5ประเทศวิจัยยาต้าน'โรคเอดส์'สำเร็จครั้งแรกของโลก

          วิจัยยาต้านเอดส์สำเร็จครั้งแรกของโลก มช.ร่วมมือ 5 ประเทศเก็บข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างใช้ยา 2 ตัวผสมในเม็ดเดียวกันกับยาเลียนแบบ
          เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่าสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำ 11 แห่ง ใน 6 ประเทศทั่วโลกวิจัยการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี (เอดส์)ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มเกย์ และสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 2,499 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ เปรู เอกวาดอร์ บราซิลแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย มีนพ.โรเบิร์ท แกรนท์ สถาบันแกล็ดสโตนมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหน้าทีมวิจัย โดยเริ่มรับอาสาสมัครครั้งแรกเมื่อกลางปี 2550 ที่ทวีปอเมริกาใต้ สำหรับประเทศไทยเริ่มโครงการวิจัยที่พิมานเซ็นเตอร์จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2552 และติดตามจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จึงได้ยุติการให้ยาวิจัยในทุกประเทศ แต่ยังคงติดตามอาสาสมัครไปจนถึงเดือนมีนาคม 2554
          นพ.สุวัฒน์กล่าวว่า การวิจัยจะแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับยาที่มีส่วนผสมของยาต้านไวรัส 2 ตัว ผสมอยู่ในเม็ดเดียวกัน โดยกินวันละ 1 เม็ด ซึ่งปกติเป็นยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่งใช้ร่วมกับยาต้านตัวอื่นในการรักษาผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่ 2 จะถูกสุ่มให้ได้รับยาที่มีลักษณะเหมือนยาต้านไวรัสจริงทุกอย่าง แต่ไม่มีตัวยาต้านไวรัสผสมวันละ 1 เม็ด
          จากการวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับยาต้านจริง 1,251 คนมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นในระหว่างการติดตาม 36 คน ส่วนในกลุ่มที่ได้รับยาเลียนแบบ1,248 คน มีผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่า คือ 64 คนซึ่งเมื่อวิเคราะห์ผลทางสถิติแล้ว สรุปได้ว่า ยาต้านไวรัสที่อาสาสมัครได้รับประทานช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ43.8 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาเลียนแบบที่ไม่มีตัวยาอยู่จริง  นพ.สุวัฒน์กล่าว
          นพ.สุวัฒน์กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ตามความสม่ำเสมอในการรับประทานยา พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าร้อยละ50 พบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ร้อยละ 50.2 แต่หากรับประทานยาสม่ำเสมอมากกว่าร้อยละ 90 จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 72.8 ความสำเร็จจากการวิจัยในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก และยังได้รับการพิมพ์ลงในวารสารชั้นนำ New England Journal of Medicine ด้วย

          ที่มา : --มติชน ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 25 พ.ย. 53   อ่าน 9601 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มากกว่าความเป็นโพล
19 ม.ค. 59 | อ่าน 325 ครั้ง
สถานี ก.ค.ศ.: โทษของการคัดลอก หรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ
04 ก.พ. 56 | อ่าน 713 ครั้ง
ตั้งคณะร่างกฎหมายหนุน ’โฮมสคูล’ สพฐ.จัดสรรงบรายหัว-หวังสร้างเด็กอัจฉริยะ
31 มี.ค. 57 | อ่าน 373 ครั้ง
ประกาศผลการประกวดรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. OBEC AWARDS ระดับชาติ ครั้งที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2559
05 ม.ค. 60 | อ่าน 950 ครั้ง
จัดระบบข้อมูลครูต่างชาติ
05 ส.ค. 57 | อ่าน 358 ครั้ง
ห่วงลอกการบ้านผ่านสื่อออนไลน์ นักวิชาการแนะปรับวิธีสอนเด็ก-เพิ่มกิจกรรม
03 ก.ค. 56 | อ่าน 419 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.