Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ยกต้นแบบ’เชียงใหม่โมเดล’ผู้ให้การศึกษาแบบไร้เงื่อนไข




      

ยกต้นแบบ'เชียงใหม่โมเดล'ผู้ให้การศึกษาแบบไร้เงื่อนไข

พลพิบูล เพ็งแจ่ม
          ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงปัญหาของประเทศไทย หลายคนคงยกมือขึ้นกุมขมับเพราะดูเหมือนว่ามันช่างมีมากมายเหลือเกิน ราวกับว่าหันไปมองด้านไหนก็จะเจอแต่ปัญหา ๆ ๆ ๆ เต็มไปหมด จนไม่รู้จะหยิบจับเรื่องใดมาแก้ไขก่อนหลังดี แต่ปัญหาหนึ่งที่พูดถึงกันมานานก็คือ ปัญหาของเด็กและเยาวชน ที่มีทั้งเรื่องของการขาดโอกาสทางการศึกษา อาชญากรรม เร่ร่อน ยาเสพติด ทะเลาะวิวาท เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ค้าประเวณี ฯลฯ หลากหลายปัญหาเป็นเรื่องหนักใจของผู้ใหญ่ในสังคมที่จะต้องเร่งหาทางแก้ไขเพื่อดึงเด็กเหล่านั้นให้มีโอกาสกลับมาเป็นกำลังสำคัญช่วยกันพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้เติบโตขึ้นมาอย่างไม่มีคุณภาพกลายเป็นผู้ก่อปัญหาให้สังคมจนยากจะเยียวยาแก้ไข
          การที่เด็ก ๆ ถูกปล่อยปละละเลย ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ ไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างถูกต้องมักเป็นคำตอบแรกที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพยายามมองหาต้นเหตุของปัญหา ดังนั้นการให้การศึกษาจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการแก้ไขปัญหาและการป้องกันปัญหา
          ในปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนวัยเรียนที่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาประมาณ 10 ล้านคน แต่จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า ประเทศไทยยังมีกลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสอีกกว่า 13.8 ล้านคนที่ขาดโอกาสในด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโอกาสทางการศึกษาด้วย และในจำนวนนั้นก็เป็นเด็กและเยาวชนถึงกว่า 5 ล้านคน อาทิ เด็กยากจน 3 ล้านคน, เด็กพิการ 1.7 ล้านคน, เด็กในชนบทห่างไกล 1.6 แสนคน, เด็กกำพร้า 9 หมื่นคน, แม่วัยรุ่น 1 แสนคน, เด็กในสถานพินิจ 6 หมื่นคน, เด็กไร้สัญชาติ 3 แสนคน รวมถึงเด็กที่ถูกบังคับขายแรงงาน เด็กติดยาเสพติด และเด็กเร่ร่อน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนกว่า 5 ล้านคนนี่เองที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องการการเอาใจใส่ดูแลจากทุกภาคส่วนในสังคม
          จำนวนเด็กกลุ่มเสี่ยงอาจมีแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงงานต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ทำให้มีเด็กย้ายตามพ่อแม่ และเด็กที่เกิดใหม่ในเมืองไทยกลายเป็นเด็กไร้สัญชาติจำนวนมาก ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็คือกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องเข้าไปให้โอกาสทางการศึกษาด้วยเช่นกัน
          รูปแบบการบริหารจัดการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้เพื่อลดอัตราการออกกลางคันให้เป็นศูนย์ หรือเชียงใหม่ซีโร่ดรอปเอาท์โมเดล (Chiangmai Zero Drop Out Model) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 1 จึงได้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อทำให้เด็กวัยเรียนทุกคนในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไม่ช่องทางใดก็ทางหนึ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนไปแบบตลอดรอดฝั่ง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ มาเป็นอุปสรรคขวางกั้นทั้งสิ้น
          นายโกศล ปราคำ ผอ.สพป.เชียงใหม่เขต 1 อธิบายว่า เชียงใหม่โมเดลประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ชี้เป้า เฝ้าระวัง สังเคราะห์ ให้ความรู้ และเลือกวิธีให้เหมาะ ซึ่งการชี้เป้าจะเป็นการออกสำรวจเพื่อทำฐานข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ต้องชี้เป้าหาตัวให้เจอ โดยการทำแผนที่เดินดินแบบเอกซเรย์กันทุกตารางนิ้ว และมีการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันเด็กหายไป อาทิ ประสานกับผู้ปกครองและชุมชนอย่างใกล้ชิด มีการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาและความต้องการของทั้งเด็กและผู้ปกครอง เป็นต้น หลังจากนั้นก็นำข้อมูลมาสังเคราะห์เพื่อหาแนวทางจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ซึ่งมีทั้งการศึกษาในระบบ, การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ดังนั้นเด็กบางคนอาจเข้าโรงเรียนปกติ แต่บางคนก็เรียนนอกระบบผ่านการศึกษาทางไกล หรือเรียนกับครูภูมิปัญญา หรือบางคนอาจเรียนตามอัธยาศัย เช่น การศึกษาทางเลือก เรียนในสถานประกอบการ การศึกษาโดยครอบครัว หรือการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นต้น
          ตัวอย่างที่ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า อ.เมือง ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของชุมชน หลังจากนั้นสพป.เชียงใหม่เขต 1 และหน่วยงานต่าง ๆ ก็เข้าไปให้การสนับสนุน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็กไร้สัญชาติหรือเด็กต่างวัฒนธรรม อายุ 4-14 ปี ซึ่งก็ใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามปกติ แต่จะเพิ่มเรื่องของวิถีชีวิต เช่น สอนให้เด็กรู้จักรักษาอัตลักษณ์ไทใหญ่ของตนเอง บางครั้งพระหรือพ่อแม่ผู้ปกครองก็ยังมาช่วยสอนด้วย ซึ่งการเรียนการสอนมีทั้งภาษาไทย ภาษาไทใหญ่ ภาษาอังกฤษ และปัจจุบันยังได้เพิ่มการสอนภาษาจีนอีกด้วย เพื่อเตรียมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต
          ผอ.โกศล ยังย้ำอีกว่า สิ่งที่ทำถือว่ามีคุณค่าต่อมนุษย์ แม้ทำได้แค่ 2-3 คน ก็รู้สึกปลาบปลื้มแล้ว เป็นความสุขส่วนหนึ่งที่ได้ทำ ซึ่งตนมีปณิธานว่า มนุษย์คนใดที่เข้ามาอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งในเชียงใหม่ยังมีเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาจากใครเลยอีกประมาณ 2 พันคนที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยเครือข่าย โดยเฉพาะวิทยุชุมชนไทใหญ่ในการรณรงค์เชิญชวนเด็กเหล่านั้นออกมาเรียน
          แรงงานต่างด้าวในไทยมีประมาณ 3 ล้านคน ก็จะมีเด็กในวัยเรียนเกิดขึ้นประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งผมเคยถามเด็กเหล่านั้นพบว่าใน 10 คน จะมีถึง 9 คนที่ตอบว่าไม่คิดจะกลับไปประเทศของตน หากลองนึกภาพว่าถ้าเด็กเหล่านั้นไม่ได้รับการกล่อมเกลาจิตใจ ไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาด้วยการศึกษาแล้ว จะเกิดปัญหาอย่างไร เด็กเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้อย่างไร เมื่ออ่านเขียนไม่ได้ อาจไม่เคารพกฎหมาย ไม่รับรู้สถาบันชาติ หรือศาสนา ถ้ารัฐไม่ดูแลให้สำนึกในบุญคุณของแผ่นดิน สร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมได้ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ เราจึงสามารถป้องกันได้โดยให้การศึกษา
          ซึ่งการดูแลโอบอุ้มเด็กเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าการปล่อยไปตามยถากรรม อย่างไรก็ตามผมไม่หวังว่าเด็กเหล่านี้จะได้ดีทั้ง 100% แต่ขอแค่ 60% ก็ถือว่าดีแล้ว ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยประเทศชาติประหยัดเรื่องต่าง ๆ ได้ในระยะยาว ผอ.โกศล กล่าวย้ำ ในมุมมองของ นพ.สุภกร บัวสาย ผอ.สสค.มองว่า ระบบการศึกษาของไทยเหมาะกับคนกลาง ๆ เหมือนเอาเสื้อขนาดเดียวมาให้ทุกคนใส่ ทำให้บางคนใส่ได้ แต่บางคนก็ใส่ไม่ได้ ดังนั้นเราจะต้องไม่ตัดเสื้อไซซ์เดียวกันให้ทุกคนใส่ เรื่องของการจัดการศึกษาจึงต้องยืดหยุ่น โดยเฉพาะการศึกษาสำหรับเด็กนอกระบบกว่า 5 ล้านคน ต้องเป็นการเรียนเพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ไม่จำเป็นต้องมุ่งหวังให้ได้รับปริญญาและถ้าจะให้ดีก็ควรมีการส่งเสริมให้โรงเรียนทั่วไปจัดระบบดูแลเด็กด้อยโอกาสด้วย
          น.ส.กัลยา สุมานนท์ ครูประจำชั้นอนุบาล 2/2 ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า ก็คิดเช่นเดียวกันว่า การที่ตนมาสอนเด็กไร้สัญชาติก็ให้ความรักเหมือนกับเด็กไทยเช่นกัน เพราะอยากให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาซึ่งจะทำให้มีโอกาสในอาชีพที่ดีและช่วยป้องกันปัญหาสังคมในอนาคตด้วย
          ก็คงพอมองเห็นได้ว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญที่เป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเริ่มที่ตัวเด็กและเยาวชน แม้อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะปัญหาของเด็กและเยาวชนมีความซับซ้อนมากนัก แม้ส่วนใหญ่จะมีโอกาสทางการศึกษาแต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องกังวลใจ แต่อย่างน้อยการที่ทุกภาคส่วนออกมาร่วมแรงร่วมใจกันคนละไม้คนละมือ โดยเฉพาะการดูแลใส่ใจกลุ่มเด็กด้อยโอกาสกว่า 5 ล้านคนเหล่านี้ให้มากขึ้น ก็ย่อมดีกว่าปล่อยไปตามยถากรรม เพราะจริง ๆ แล้วเด็กเหล่านั้นไม่ใช่สมองไม่ดี แต่เป็นเพราะไม่มีโอกาสที่ดีในชีวิตมากกว่า.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



โพสเมื่อ : 19 ก.ค. 54   อ่าน 43656 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
’จาตุรนต์’ให้การบ้านสกศ.เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ
25 ก.ค. 56 | อ่าน 464 ครั้ง
บอร์ดใหม่อาชีวะลุยปรับภาพลักษณ์ เพิ่มสายอาชีพรองรับประชาคมอาเซียน
07 ก.พ. 56 | อ่าน 1497 ครั้ง
เผยชื่อ4มหา’ลัยสัตวแพทยสภาไม่รับรอง
28 มี.ค. 54 | อ่าน 11776 ครั้ง
ทุนเยาวชนดนตรีคลาสสิก
03 มิ.ย. 57 | อ่าน 359 ครั้ง
"เกณฑ์พีเอ"เส้นทาง(ใหม่)สู่"วิทยฐานะครู"
05 ก.พ. 59 | อ่าน 743 ครั้ง
การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย โครงการทุนครูมืออาชีพ 2557
31 ต.ค. 57 | อ่าน 786 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.