Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สสส.ออกมาตรการ ลดปัญหาวัยรุ่นคลอดไม่พร้อม




      

สสส.ออกมาตรการ ลดปัญหาวัยรุ่นคลอดไม่พร้อม

          การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมของแม่และเด็ก ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้มอบหมายให้มีการทบทวนองค์ความรู้และสถานการณ์การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น วิเคราะห์ช่องว่างการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และจัดทำมาตรการในการแก้ไข
          ปัญหาดังกล่าว
          จากการศึกษาวิจัยของ พ.ญ.เบจพร ปัญญายง พบว่า ในประเทศไทยมีวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ประมาณ 10 ล้านคน ชายหญิงมีสัดส่วนพอๆ กันการคลอดในวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปี 2552 มีเด็กและวัยรุ่นคลอดจำนวน 122,736 คน นั่นคือ ประมาณ 336 คนต่อวัน การคลอดในเด็กต่ำกว่า 15 ปี มีประมาณ 3,000 คนต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นการคลอดของวัยรุ่นที่มีอายุน้อยลง คือ อายุ 15-17 ปี สำหรับจังหวัดที่มีอัตราการคลอดสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี
          วัยรุ่นที่คลอดมักจะเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเป็นการตั้งครรภ์นอกสมรสวัยรุ่นจึงปกปิดปัญหา ทำให้มาฝากครรภ์ช้า ไม่บำรุงครรภ์ มีผลต่อทั้งมารดาและทารก โดยพบกว่าการคลอดก่อนกำหนดและทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย ที่อาจมีผลแทรกซ้อนภายหลังคลอดตามมาจากทั้ง 2 เงื่อนไขดังกล่าว เนื่องจากวัยรุ่นส่วนมาก ตั้งครรภ์ทั้งที่ไม่พร้อมจึงหาทางออกด้วยการทำแท้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยและเป็นการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนและค่าใช้จ่ายในการรักษาผลแทรกซ้อนที่ตามมาค่อนข้างสูง อีกทั้งวัยรุ่นต้องกลายมาเป็นแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย มีวุฒิภาวะยังไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูบุตร อาจจะมีผลกระทบทางด้านสังคมจิตใจตามมา วัยรุ่นต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เข้าสู่ระบบแรงงานก่อนวัยอันควร และส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
          พ.ญ.เบจพร กล่าวถึงประเด็นที่ท้าทายในเรื่องนี้ว่า การเรียนการสอนเพศศึกษาและการบริการที่เป็นมิตรกับ วัยรุ่นในประเด็นการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านเพื่อป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นนั้นมีความสำคัญและเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่การเรียนการสอนยังมีข้อจำกัด ซึ่งอุปสรรคไม่ได้มาจากเยาวชนเท่านั้น แต่เป็นอุปสรรคจากทัศนคติของครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน ครูเพศศึกษาที่ขาดแคลน ผู้บริหารโรงเรียนที่มีการโยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลงบ่อย นโยบายของโรงเรียนที่ปิดกั้น และผู้ปกครองที่ต่อต้าน รวมทั้งขาดการสื่อสารกันเองใน ท้องถิ่น และปัญหาด้านงบประมาณสนับสนุน โดยการสอนเพศศึกษายังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน การเรียนการสอนอาจบูรณาการในทุกสาระวิชาหรือบูรณาการในวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา วิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่บูรณาการในสาระวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา แนะแนว นอกจากนี้ยังจัดในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น โฮมรูม เป็นต้น
          ในอดีตที่ผ่านมาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรเพศศึกษาแยกต่างหาก เป็นเพียงเนื้อหาย่อยในหลักสูตรกลุ่มสาระสุขศึกษาที่สอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของร่างกายและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนเพศศึกษาในมิติอื่นได้ถูกละเลยหรือมองข้ามไป ในปี 2547-2551 กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านร่วมกับองค์กรแพธ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหลักสูตรเพศศึกษา มีองค์ประกอบหลัก 6 ด้าน คือ พัฒนาการของร่างกาย การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ความเข้าใจพฤติกรรมทางเพศและการดูแลสุขภาพทางเพศ และความเข้าใจเรื่องเพศให้สอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรม ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนได้ประมาณ 16 คาบต่อปี ส่วน UNGASSS แนะนำให้มีรายงานการเรียนการสอนเรื่องเพศและเอดส์ทั้งความรู้และทักษะ 30 คาบต่อปี และการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านของประเทศไทย นั้นการดำเนินการยังครอบคลุมน้อยมากในทุกระดับ พ.ญ.เบจพร กล่าว
          ส่วนประเด็นการจัดบริการสุขภาพนั้น ก่อนการ ตั้งครรภ์วัยรุ่นจะรับบริการสุขภาพที่แผนกเด็กที่ให้บริการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 15 ปี และเมื่อตั้งครรภ์จะรับบริการที่แผนกผู้ใหญ่หรือสูตินรีเวช ซึ่งส่งผลต่อการรับบริการสุขภาพของวัยรุ่นโดยเฉพาะ การคุมกำเนิดและการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ถือว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ทำให้วัยรุ่นยังเข้าถึงบริการได้น้อย ในขณะเดียวกันการสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ พบว่าวัยรุ่นต้องการบริการข้อมูล/คำปรึกษาทางเว็บไซต์ ศูนย์ให้คำปรึกษาในหน่วยงาน ศูนย์รับปรึกษาทางโทรศัพท์ ศูนย์ให้คำปรึกษาในศูนย์การค้า ตามลำดับ
          จากความท้าทายของปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นนั้น กลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตทบทวนองค์ความรู้เรื่องนี้ และได้จัดทำมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สสส.ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินมาตรการระยะต้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นขึ้นเป็นมาตรการระยะสั้นประมาณ 2 ปี โดยมี เป้าหมายเพื่อลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นลงร้อยละ 20 ภายในปี 2555
          ประกอบด้วยมาตรการหลัก 4 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้แก่ จัดให้มีการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้าน บูรณาการหลักสูตรเพศศึกษารอบด้าน (ต้องสอดแทรกการเรียนรู้เรื่องร่างกาย อนามัยเจริญพันธุ์ เพศกับเอดส์ (เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย) ทักษะการสื่อสาร รวมถึงทักษะการต่อรองและการปฏิเสธ ในโรงเรียนมีการเรียนการสอนแบบนักเรียนมีส่วนร่วม สร้างกลไกให้เกิดการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม กำหนดมาตรฐานโรงเรียนต้นแบบด้านการสอนเพศศึกษารอบด้าน พัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนสื่อเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและเพศศึกษา พัฒนาศักยภาพครูและขยายเครือข่ายครูสอนเพศศึกษาแบบรอบด้านในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาของหน่วยงานเอกชน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพศศึกษาแบบรอบด้าน เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการประกันคุณภาพการศึกษาของทุกโรงเรียน รณรงค์และสร้างค่านิยมเรื่องเพศสัมพันธ์ที่มีสุขภาวะ ต้องเป็นเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือการท้องไม่พร้อม มีการสื่อสารทางเพศ รวมถึงเพศสัมพันธ์ที่มีความรับผิดชอบ และเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากความสมัครใจ ไม่บังคับ
          2.มาตรการพัฒนาระบบบริการระบบบริการที่ครอบคลุมด้านการป้องกัน รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การดูแลขณะตั้งครรภ์และการคลอด และการดูแลการยุติการตั้งครรภ์ เช่น สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการปรึกษา เพื่อพัฒนาสถานบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่น ให้บริการในการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำและการยุติการตั้งครรภ์ซ้ำ โดยเน้นการสร้างเสริมกระบวนการให้การปรึกษาก่อนหลังการเผชิญปัญหา (pre-post counseling) พัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการสุขภาพและอนามัยเจริญพันธุ์ ในการให้ปรึกษาที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นและเยาวชนก่อน-หลังการตั้งครรภ์และการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ตามระเบียบของแพทยสภา ปี 2548
          จัดให้มีศูนย์บริการอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ประสบปัญหาความรุนแรงทางเพศ เยาวชนที่ท้องไม่พร้อม เยาวชนติดเชื้อ เยาวชนกลุ่มชาติพันธ์และเยาวชนกลุ่มหลากหลายทางเพศในทุกจังหวัด โดยผู้ให้บริการมีความรู้ ความเข้าใจในปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์และวัฒนธรรมของเยาวชนเพียงพอ จัดให้มีศูนย์พักพิงสำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม
          และมีโอกาสทางการศึกษาภายหลังการคลอด
          3.มาตรการด้านข้อมูล การเฝ้าระวัง และงานวิจัยในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้แก่ การจัดการความรู้จากการปฏิบัติงาน ป้องกันและการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรเพศศึกษาแบบรอบด้าน การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์รวมทั้งการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย การวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย จัดเวทีวิชาการเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัยและเพศศึกษาทุกปี และ 4.มาตรการพัฒนาเยาวชน เพื่อเพิ่มทักษะชีวิต และการประสานความช่วยเหลือกับผู้ใหญ่องค์กรต่างๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อโอกาสทางการศึกษาและอาชีพของแม่ที่เป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะการศึกษาต่อเนื่องภายหลังคลอด

          ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง



โพสเมื่อ : 11 ก.ค. 54   อ่าน 33144 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
บทเรียนทุจริตในศธ.
28 พ.ย. 57 | อ่าน 422 ครั้ง
สอศ.พัฒนาคนอาหารโภชนาการ
27 ก.พ. 55 | อ่าน 20136 ครั้ง
คอลัมน์: อาชีวะ...สร้างสรรค์: อาชีวะเปิดอบรมสปีกอิงลิชพัฒนาคนไทยก้าวสู่อาเซียน
07 มิ.ย. 55 | อ่าน 1007 ครั้ง
สอศ.ปัดฝุ่นกองทุนอาชีวะ
29 ต.ค. 55 | อ่าน 678 ครั้ง
ตลาดสร้างสรรค์ธุรกิจ
08 พ.ค. 57 | อ่าน 362 ครั้ง
องค์กรครูจี้ศธ.ลดดอกเบี้ยแก้หนี้ครู
23 พ.ย. 58 | อ่าน 357 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.