Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เกษตรในโรงเรียนคุณค่าเกินกว่าอาหารกลางวัน




      

เกษตรในโรงเรียนคุณค่าเกินกว่าอาหารกลางวัน

           โดย กลิ่น สระทองเนียม

          การที่จะจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริงได้นั้น นอกจากจะเน้นคุณภาพด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม คุณธรรมจริยธรรมแล้ว การพัฒนาการทางด้านร่างกายก็ถือว่ามีความสำคัญยิ่งเพราะหากเด็กมีสุขภาพดี จะช่วยให้มีวิถีชีวิตที่มีคุณค่า สามารถดำเนินภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเป็นเกราะคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงช่วยเสริมสร้างจิตใจให้ผ่องใส มีความพร้อมรองรับกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพตามมาอีกด้วย
          แต่ปัญหาด้านสุขภาพ ร่างกายของเด็กไทย ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ทั้งปัญหาทุพโภชนาการ ร่างกายพัฒนาไม่สมส่วน ขาดความสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะปัญหาโรคอ้วนที่เด็กและคนไทยปัจจุบันเป็นกันมาก สาเหตุก็คงมาจากปัจจัยหลัก คือความยากจนของประชาชนที่พลอยส่งผลถึงปัญหาทุพโภชนาการของบุตรหลานไปด้วยเพราะนอกจากจะไม่สามารถสรรหาอาหารที่มีประโยชน์เกิดคุณค่าต่อร่างกายอย่างพอเพียงและต่อเนื่องแล้ว ยังส่งผลให้เด็กอีกหลายล้านคนขาดแคลนอาหารกลางวันไปด้วย จนรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้กับเด็กยากจนเหล่านั้นได้มีอาหารกลางวันรับประทาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณเบื้องต้นจึงจัดได้แค่หัวละ 5 บาท ต่อวัน และจัดได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ของเด็กกลุ่มดังกล่าว ซึ่งหากดูทั้งจำนวนเด็กและงบประมาณที่ได้รับแล้ว นอกจากเด็กทั่วไปในโรงเรียนจะไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันจากโครงการนี้ด้วยแล้ว แม้แต่เด็กยากจนเองส่วนหนึ่งก็ยังขาดแคลนอาหารกลางวันอยู่เช่นเดิม
          แต่ก็ยังเป็นความโชคดีของเด็กและเยาวชนไทยที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน หรือกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณค่า ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยทรงใช้วิธีการจัดทำเกษตรเพื่ออาหารกลางวันไปดำเนินการกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทุกแห่ง มาตั้งแต่ปี2523 จนสามารถทำให้เด็กยากจน ที่อยู่ในท้องถิ่นกันดาร ห่างไกล ได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั่วถึงทุกคนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
          จากแนวทางดังกล่าวนี้ทำให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทเกือบจะทุกแห่งได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาท นำกิจกรรมเกษตรมาดำเนินการในโรงเรียนกันอย่างจริงจังส่งผลให้โรงเรียนมีวัตถุดิบในการปรุงอาหารป้อนโครงการอาหารกลางวันทุกวัน เมื่อโรงเรียนได้นำมาบูรณาการกับงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐอีกส่วนหนึ่งก็ทำให้เด็กของโรงเรียนไม่ใช่เฉพาะกลุ่มขาดแคลนเท่านั้นแต่จะรวมถึงเด็กทุกคนมีอาหารกลางวันที่มีคุณภาพรับประทานอย่างต่อเนื่องตลอดปี
          แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้กิจกรรมเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะถูกลดบทบาทในความสำคัญลงไปและมีหลายโรงเรียนที่กิจกรรมนี้ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว ด้วยมีปัญหาในหลายปัจจัยเข้ามาแทรกซ้อน ทั้งปัญหาขาดแคลนครู การเพิ่มภาระงานอื่น ๆ ให้ครูดำเนินการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของการศึกษา ของหน่วยติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น สมศ. การสอบ O-NET หรือ NT ที่ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับคุณภาพด้านสติปัญญา มากกว่าคุณภาพทางด้านร่างกาย ส่งผลให้โรงเรียนหันไปเน้นเป้าหมายที่ตรงกับการตรวจสอบ เพื่อหวังผลการประเมินให้ดีขึ้น
          ยิ่งเจตคติของเด็กและผู้ปกครองในยุคปัจจุบันที่ต้องการคุณภาพด้านสติปัญญาเพื่อประโยชน์กับการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นมากกว่าจะดูแลด้านสุขภาพ พลานามัยด้วยแล้ว ส่วนนี้ก็พลอยให้ครูบางส่วนเน้นด้านสติปัญญาตอบสนองกับลูกค้าไปเลย
          จากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบถึงกิจกรรมเกษตรเพื่ออาหารกลางวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะพยายามจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา ได้รับประทานอาหารกลางวันครบทุกคน พร้อมขยายค่ารายหัวจาก5 บาท เป็น 10 บาท แล้วก็ตาม แต่จำนวนเงินดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้านทุพโภชนาการของเด็กได้ทั้งหมด เพราะโรงเรียนบางแห่งก็เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ส่วนนี้หากไม่มีกิจกรรมเกษตรในโรงเรียนเข้ามาช่วยเด็กส่วนหนึ่งที่เป็นเด็กยากจนก็ยังคงขาดแคลนอาหารกลางวันอยู่ หรือแม้แต่เด็กที่ได้รับงบประมาณด้านอาหารกลางวัน ก็คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ทุกคนและทุกมื้อหรือไม่ เพราะด้วยจำนวนเงิน 10 บาทกับราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้นหลายเท่าตัวยิ่งหากมีการจ้างบุคคลภายนอกมาจัดทำหรือซื้ออาหารสำเร็จรูปด้วยแล้ว ผู้ค้าเองก็ต้องการกำไร สิ่งที่เด็กได้รับประทานจึงอาจเหลือแค่ข้าวเปล่ากับไข่ต้มเพียงครึ่งฟองอย่างที่เคยเห็นเป็นข่าวอยู่ก็เป็นไปได้ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ใช่ให้อิ่มท้องอย่างเดียวและความสำคัญกิจกรรมเกษตรในโรงเรียนนั้นใช่ว่าจะมีประโยชน์แค่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบปลอดสารพิษให้กับโครงการอาหารกลางวันอย่างเดียว แต่กิจกรรมที่ว่านี้ ยังสามารถใช้เป็นสื่อและแหล่งเรียนรู้บูรณาการทำให้เด็กได้ปฏิบัติจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          โดยเฉพาะการรองรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้ครูจัดการเรียนการสอนนอกห้องเรียน 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยแล้ว กิจกรรมเกษตรในโรงเรียนจะถือว่ามีความสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะจะเป็นสื่อที่ให้ครูสามารถบูรณาการในการเรียนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และทักษะต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ที่จะทำให้เด็กได้สังเกตจากของจริง ได้ลงมือทดลอง สรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ หรือพัฒนาไปสู่ความรู้เฉพาะด้านกลายเป็นหมอดิน นักวิทยาศาสตร์น้อย ซึ่งจะช่วยพัฒนากระบวนการคิด และนำไปใช้ประโยชน์กับวิถีชีวิตจริงประจำวัน ให้เกิดขึ้นกับเด็ก ดีกว่าการเรียนรู้อยู่กับตำราเรียน หรือทดลองแค่อุปกรณ์ในห้องวิทยาศาสตร์เท่านั้นเพราะการเรียนอยู่แต่ในห้องเรียนจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเด็กจนเกินไป การให้ความสนใจจึงอาจลดน้อยลง และที่สำคัญการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนจากสถานที่จริงจะทำให้เด็กไม่เครียด เกิดความสนุกสนาน กล้าแสดงออกตามมาด้วย
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้เด็กเกิดคุณภาพในคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้เป็นเด็กดี อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กไทยในยุคปัจจุบันนั้นกิจกรรมเกษตรจะสามารถเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพกับการปลูกฝังจิตสำนึกเด็กให้เด็กรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบความมานะอดทน รู้จักแบ่งปัน ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งส่วนนี้จะเห็นได้จากภาพที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อเด็กมาถึงโรงเรียนและก่อนกลับบ้านทุกวัน ทุกคนจะมุ่งตรงไปที่แปลงเกษตรเพื่อรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ซึ่งในขณะที่ทำงานก็จะเกิดการช่วยเหลือ แบ่งปัน การรู้จักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ความสามัคคีก็เกิดขึ้น
          และประโยชน์ที่ได้รับที่สำคัญจากกิจกรรมนี้ก็คือ ช่วยปลูกฝังการมีนิสัยรักการทำงานและการมีเจตคติที่ดีกับอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและประเทศไทยที่มีความพร้อมทรัพยากรด้านการทำกสิกรรม ด้วยมีความอุดมสมบูรณ์ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น อู่ข้าว อู่น้ำของโลก แต่คนไทยเองกลับไม่ใส่ใจและเห็นอาชีพอื่นโดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมดีกว่าทั้งที่บริบทความพร้อมไม่ใช่ เมื่อบุคลากรของชาติต้องไปประกอบอาชีพเป็นแค่แรงงานรับค่าจ้างเป็นรายวัน รายเดือนที่ไม่ตรงกับทักษะหรือเป็นอาชีพที่ไม่ได้สร้างผลผลิตให้กับประเทศชาติ จึงเกิดผลกระทบขึ้นกับประชาชน เกิดคนรวยแบบกระจุก คนจนกระจายและประเทศชาติก็สูญเสียทั้งทรัพยากรและขาดรายได้ในภาพรวมไปด้วย
          ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เบื้องต้นก็คงต้องโทษระบบการจัดการศึกษาที่ไม่ได้สร้างความตระหนักให้กับบุคลากรให้เห็นคุณค่าในทรัพยากร และอาชีพที่แผ่นดินไทยมีความพร้อมอยู่ หรือสร้างเด็กและเยาวชนให้มีนิสัยรักการทำงาน มัวแต่ส่งเสริมให้มุ่งเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นเพื่อจะก้าวสู่สากล พร้อมมีการเอื้อปัจจัยให้ทุกอย่าง เด็กและเยาวชนเกิดความสบายจนเคยชินกับการได้มาแบบง่ายๆจึงขาดความมานะอดทน ไม่มีทักษะพื้นฐานด้านอาชีพ ดูเหมือนยิ่งเรียนสูงยิ่งห่างไกลอาชีพของท้องถิ่น ด้วยมุ่งออกไปเป็นมนุษย์เงินเดือน รอการรับจ้างจากบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ เมื่อไม่ได้งานดังกล่าวก็กลายเป็นคนตกงาน เข้าสู่กลุ่มความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ทั้งที่อาชีพในท้องถิ่นหรืออาชีพที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมาอย่างยาวนานก็มีให้ทำแทนที่จะนำความรู้มาพัฒนาอาชีพหรืองานดังกล่าวให้มีคุณภาพมากขึ้นก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีนิสัยรักการทำงานนั่นเอง
          เกษตรในโรงเรียน จึงน่าจะเป็นโครงการหรือกิจกรรมหนึ่งที่หน่วยเหนือควรให้ความสำคัญ เพราะหากดูจากประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว น่าจะดีกว่าอีกหลายกิจกรรมที่ส่งไปให้โรงเรียนดำเนินการ ซึ่งกิจกรรมเกษตรในโรงเรียนนี้หากหน่วยเหนือเอาจริง ก็คิดว่าโรงเรียนส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินการได้ เพราะมีความพร้อมทั้งพื้นที่และแหล่งน้ำอยู่แล้วเพียงแต่รอการใส่ใจจากทุกฝ่ายเข้าไปเท่านั้นประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับเด็กอย่างมากมายส่วนนี้จึงอย่าคิดว่ากิจกรรมเกษตรในโรงเรียนเป็นเรื่องเชย หรือไปเปรียบเทียบให้เด็กเกิดเจตคติไม่ดีว่าเป็นอาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินเพราะอาชีพที่คนรวยว่าต้อยต่ำนี้ก็สามารถเลี้ยงคนทั้งโลกให้อยู่รอดตลอดมา และการที่ได้ทำงานที่ว่าหนักนั้นน่าจะมีคุณค่าเสียด้วยซ้ำไปดังคำพูดที่ว่า ความลำบากสร้างคน แต่ความสบายทำลายคน การจัดการศึกษาจึงอยากให้สร้างคนมากกว่าทำลายคน นะครับ.

          ที่มา  : --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 พ.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 22 พ.ย. 53   อ่าน 8837 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สทศ.ย้ำสมัครสอบ 7 วิชา ต้องสมัครเอง สกอ.เตรียมถกแนวทางรับนศ.นัดแรก
06 พ.ย. 56 | อ่าน 562 ครั้ง
กยศ.เร่งสถานศึกษายื่นความจำนงเข้าร่วมกองทุน กรอ.
10 ก.ค. 55 | อ่าน 873 ครั้ง
ปลัด ศธ.เน้น พัฒนาครูเอกชนชายแดนใต้ มอบเงินกองทุนฯ-เพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัย
22 เม.ย. 56 | อ่าน 522 ครั้ง
บอร์ดกช.อนุมัติ 3 เรื่อง ครูเอกชนรับ 1.5 หมื่น - เพิ่มเงินรายหัว - อุ้มร.ร.การกุศล
11 ธ.ค. 56 | อ่าน 725 ครั้ง
สสอท.วอนรัฐหนุน ’ม.เอกชน’ รองรับประชาคมอาเซียน
26 ม.ค. 55 | อ่าน 91027 ครั้ง
สอศ.อุ้มอาชีวะเอกชนขนาดเล็ก
04 ม.ค. 60 | อ่าน 873 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.