Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


อย่าปล่อยให้การศึกษาชาติอยู่ในมือของ ...




      

อย่าปล่อยให้การศึกษาชาติอยู่ในมือของคน...

          สุกรี เจริญสุข

          นับแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา การศึกษาของไทยจัดให้เด็กไทยได้มีโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ เพื่อรับใช้ราชการเพื่อให้ออกไปประกอบอาชีพ เพื่อผู้ด้อยโอกาสและเพื่อให้มีใบปริญญา
          ทุกวันนี้ การขยายโอกาสทางการศึกษามีกว้างขวางมากขึ้น ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล มีโรงเรียน และทุกๆ จังหวัดก็มีสถาบันอุดมศึกษา มีมหาวิทยาลัย มีทั้งมหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยทางไกล มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้มีการศึกษาและสามารถที่จะเรียนได้ถึงใบปริญญา
          ถึงปี พ.ศ.2535 รัฐบาลประสบปัญหาหนักเนื่องจากมีข้าราชการ (อาชีพ) รับเงินเดือนมากเกินไป บ้างก็ว่ามีมนุษย์เงินเดือนมาก เนื่องจากการศึกษาไทยผลิตคนออกไปรับราชการเป็นหลักรัฐดำเนินกิจการต่อไปอีกไม่ได้ จึงได้มีนโยบายที่จะลดทอนข้าราชการ (เน่าๆ) ให้ออกไปจากระบบราชการก่อนกำหนด (Early Retired)
          ปรากฏว่านโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เนื่องจากข้าราชการทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ (คนดีๆ) ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงๆ มีเงินเดือนสูงๆ รับราชการมานาน มีประสบการณ์ ต่างก็สมัครใจลาออกจากราชการ ทำให้รัฐลดคนได้เป็นจำนวนมาก
          ขณะเดียวกัน ก็เกิดความเสียหายอย่างยิ่งกับรัฐ นอกจากจะสูญเสียข้าราชการดีๆ ออกไปแล้วยังต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อใช้เป็นบำเหน็จบำนาญ ตอบแทนผู้ที่ลาออกก่อนกำหนด และตัดตำแหน่งเก่าทิ้งออกไปเพื่อลดจำนวนคนตามนโยบายหลัก
          ข้าราชการครูก็เป็นอาชีพ ยอดฮิต มีทั้งครูใหญ่ ครูรุ่นใหญ่ ผู้อำนวยการทั้งหลายครูผู้มีประสบการณ์ ชวนกันลาออกจากราชการเกษียณอายุก่อนกำหนด
          โรงเรียนเสียครูดีๆ ออกไปจำนวนมาก รัฐต้องใช้เงินมหาศาลจ่ายเป็นค่าบำเหน็จบำนาญ และตัดตำแหน่งเดิมทิ้งออกไปจากระบบราชการทำให้โรงเรียนทั้งหลายขาดครูที่ดีทั่วประเทศ
          สิ่งที่รัฐคิดไม่ถึงก็คือ ครู จำนวนมากรู้สึกไม่แยแสกับเด็กอีกต่อไป เงิน ที่ได้จากการลาออกก่อนกำหนดมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตครู เพราะเมื่อครูรู้สึกว่ารัฐเองไม่แยแสต่อการศึกษาชาติ แล้วทำไมครู (ตัวเล็กๆ) จะต้องแยแสการศึกษาเด็กแต่เพียงผู้เดียว
          ความสบายของคนไทยก็คือ การอยู่อย่างไม่ทำอะไร คนที่ไม่ต้องทำอะไรเป็นคติของคนไทย(ที่ขี้เกียจ) ทั้งหลายว่ามีบุญด้วยซ้ำไป (ผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน) ดังนั้นคุณครูทั้งหลายที่ได้ออกจากตำแหน่งแล้วไม่ต้องทำงาน แถมได้เงินเดือนงามๆ ทำให้คุณครูทั้งหลายละทิ้งอุดมคติ ละทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบ และละทิ้งสามัญสำนึก ต่างก็ชวนกันลาออกไปอยู่บ้านและเที่ยวใช้เงินสะสม
          วิธีที่รัฐแก้ปัญหาการศึกษาของชาติที่ขาดแคลนครูดีๆ ก็คือ รัฐใช้วิธีจ้างผู้ด้อยโอกาสและ
          ผู้ยากไร้ที่อยู่ในชุมชนมาเป็นครู เปิดโอกาสให้คนที่หางานทำไม่ได้ คนที่เรียนจบปริญญาด้วยวิธีการต่างๆ (รวมทางไกล) และเป็นผู้ด้อยโอกาสของสังคม มาเป็นครูทดแทนในอัตราจ้าง(ชั่วคราว) โดยที่ครูเหล่านั้นไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ
          ที่ต้องทำงานรับจ้างเป็นครู (ในท้องถิ่น) ก็เพราะหางานทำที่ไหนก็ไม่ได้ เป็นงานที่ว่าจ้างรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี ไม่มีใครรับประกันคุณภาพและไม่มีใครประกันความรู้ของครู เพราะเป็นการจ้างแบบชั่วคราว และคนเหล่านี้ก็มีคุณภาพชีวิตต่ำ
          สำหรับคนมีความรู้มีความสามารถ คนที่มีโอกาส ก็ไม่มีใครเลือกที่จะทำงานเป็น ครูจ้างไปทำงานอย่างอื่นดีกว่า เพราะเป็นงานครูจ้างเป็นงานที่หนัก เงินเดือนน้อย ค่าจ้างถูก แล้วเงินก็ออกช้า ไม่ตรงกำหนด ไม่มีสวัสดิการใดๆ
          ครูประจำการทั้งหลายก็มอบหมายให้ทำงานแทนทุกอย่าง มีงานหนัก ได้ค่าแรงต่ำ ครูจ้างกลายเป็นงานของผู้ด้อยโอกาส เป็นงานของผู้ยากไร้ (คนจน จนเงิน จนใจ จนความคิด จนโอกาส จนปัญญา จนฝีมือ) ทั้งๆ ที่เป็นครูสอนเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ
          ตลกที่รัฐไทยเปิดโอกาสให้ครูที่มีความรู้ความสามารถสูง (ครูประจำการ) มีปรัชญา มีปริญญามีความรับผิดชอบ มีประสบการณ์ ผู้มีอุดมการณ์มีจิตวิญญาณในการสอนเด็ก หวงแหนในอาชีพทำงานมายาวนาน โดยให้ครูเหล่านั้นลาออกไปโดยไม่แยแสต่อการศึกษาชาติ เป็นการแก้ปัญหาที่ผิดประเด็น
          แถมเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนไทยเผชิญปัญหากับการไม่มีครูสอนในโรงเรียน ซึ่งในปีการศึกษา2553 พบว่าเด็กไทยที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่4 แล้วอ่านหนังสือไม่ออก เพราะโรงเรียนไม่มีครูครูที่มีก็ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ
          เมื่อการศึกษาชาติตกอยู่ในมือของผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ (คนจนและคนโง่) ก็เป็นโอกาสให้กับนักการเมือง ผู้มีอำนาจทั้งหลายแสดงความมีน้ำใจ มีนโยบายสาธารณะสร้างความโอบอ้อมอารี จัดการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสความเท่าเทียมกันในสังคม โดยจัดเป็นรัฐสวัสดิการ ให้มีอาหารกลางวันฟรี ชุดนักเรียนฟรีหนังสือเรียนฟรี คอมพิวเตอร์ฟรี ดินสอฟรี
          เป็นการจัดการศึกษาโดยการให้เปล่าที่ทุกคนจะต้องได้โดยทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องนมบูด คอมพ์แพง ดินสอกุด ชุดไม่ครบหนังสือเก่าล้าสมัย เด็กไทยช่วยตัวเองไม่ได้ ฯลฯ
          การศึกษาไทยอ่อนแอลงอย่างน่าใจหาย อาทิครอบครัวไทยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โรงเรียนช่วยตัวเองไม่ได้ เด็กที่ได้รับการศึกษาก็ไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้
          สำหรับครอบครัวที่มีโอกาส ครูนั่งรอคอย ได้แต่บ่นและรำพึงรำพัน พ่อแม่ที่มีความรู้มีความสามารถ และมีฐานะ ก็จะวิ่งหาโรงเรียนที่ดีกว่าเพื่อให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการศึกษาและหาชีวิตที่ดีกว่า
          การวิ่งเต้นเพื่อฝากลูกให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีกว่า เกิดขึ้นทุกชุมชน ทุกครอบครัวทุกระดับ ทุกชนชั้น ตามศักยภาพที่จะวิ่งเต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นก๋วยเตี๋ยวก๋วยจั๊บ และสายพานโรงสี ต่างก็วิ่งเต้นเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่ดีกว่า
          เด็กๆ ที่เหลืออยู่ในชุมชน ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ตกอยู่ในสภาพเหมือนขอทาน นั่งรอคอยโอกาสที่รัฐจะมอบให้ ได้แต่ร้องเพลงรอไปวันละหลายๆ เที่ยว แต่โอกาสเหล่านั้นยังไม่เคยมาถึงชีวิตของเด็กไทยก็โตขึ้นอย่างยถากรรม โตขึ้นเรื่อยๆ เด็กไทยไร้การศึกษา เป็นชีวิตที่ว่างเปล่าเป็นวัวเป็นควาย แม้รัฐจะจัดให้เด็กทั่วประเทศไทยได้รับการศึกษากระทั่งจบปริญญาตรี แต่ก็เป็นการศึกษาที่ มีใบปริญญาที่ไร้การศึกษา
          การศึกษาของรัฐไทยสนใจเฉพาะ ช้างเผือกทั้งๆ ที่ช้างเผือกเป็นช้างส่วนน้อย และเป็นช้างที่เป็นโรคชนิดหนึ่ง เป็นช้างที่ไม่สมประกอบ แต่รัฐไทยก็ปล่อยให้ช้างธรรมดาอยู่อย่างยถากรรมและเหม็นสาบ
          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ การรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ข้อสอบนายอำเภอ นายสิบ นายร้อยรั่ว การวิ่งเต้นเส้นสาย ฝากเข้าโรงเรียนต่างๆ(ให้ไปดูบัญชีรายชื่อของผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ) การซื้อขายใบปริญญา การคัดลอกผลงานอาจารย์ 3 วิทยานิพนธ์ปริญญาโท-เอกผลงานศาสตราจารย์ ฯลฯ ที่เป็นข่าวในสังคมล้วนเป็นผลมาจากการศึกษาไทยไร้คุณภาพทั้งสิ้น
          คนทั้งประเทศตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันเนื่องจากการศึกษาไทยสร้างคนไทยให้เป็นขอทาน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ฟังไม่รู้ดูไม่ออก
          ที่น่าแปลกใจก็คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของไทยนั้นใช้งบประมาณสูงมาก ใช้คนจำนวนมาก มีองค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาที่ยิ่งใหญ่มาก อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สภาการศึกษาแห่งชาติสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เป็นต้นล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรใหญ่ๆ มาก มีคนทำงานมาก ใช้เงินมาก แต่คุณภาพการศึกษาไทยกลับตกต่ำ ไม่มีคุณภาพ เด็กจบออกมาแล้วอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่สามารถช่วยตัวเองได้
          คำถามก็คือ แล้วมีความรู้อะไรในโรงเรียนของไทย ที่จริงแล้วการศึกษาของไทยที่ล้มเหลวอยู่ในปัจจุบันนั้น ก็เพราะอำนาจในการจัดการศึกษาอยู่ในมือของ คนจนและคนโง่ การศึกษาชาติตกอยู่ในมือของผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ จะปฏิรูปอีกสักกี่ครั้งก็คงจะยาก หากไม่เข้าใจปัญหาพื้นฐานเสียก่อน
          ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องใช้คนฉลาดเป็นครู จ่ายค่าจ้างให้ครูพอกิน มีงานทำที่ครูพอใจ มีสวัสดิการสมกับการใช้ครูพัฒนาคน สร้างคนออกไปสร้างชาติ

          --มติชน ฉบับวันที่ 15 พ.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 15 พ.ย. 53   อ่าน 12111 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มทร.พระนคร ร่วมมือ มธ. ประกันคุณภาพการศึกษา
29 พ.ค. 56 | อ่าน 459 ครั้ง
สพฐ.ตั้ง 2 อนุกก.ใหญ่เร่ง’ปฏิรูปศึกษา’
20 พ.ย. 56 | อ่าน 477 ครั้ง
สอบครูผช.ตกเพียบ!! สพฐ.เร่งวิเคราะห์ข้อสอบครูผู้ช่วย หลังผู้เข้าสอบทำคะแนนร่วงเพียบ
02 พ.ย. 59 | อ่าน 500 ครั้ง
ขีดเส้นม.ตัดสินใจ'ร่วมรับตรง'24มิ.ย.
12 พ.ค. 54 | อ่าน 49506 ครั้ง
ฟรี! สสวท.เปิดทดสอบความรู้วิทย์-คณิตออนไลน์
03 ก.ค. 60 | อ่าน 494 ครั้ง
มข. ร่วมสร้างเครือข่ายทางการศึกษา นำร่อง หลักสูตร รร.สีหราชฯ สู่ระบบทันสมัย
15 ธ.ค. 54 | อ่าน 65791 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.