Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: รายงาน: นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ ท่องจีนผนึกความร่วมมือยกระดับอาชีวศึกษาไทย




      

คอลัมน์: รายงาน: นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ ท่องจีนผนึกความร่วมมือยกระดับอาชีวศึกษาไทย

          สุพัด ทีปะลา
          teepala@hotmail.com

          การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)และ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พร้อมด้วยคณะระหว่างวันที่ 24-31 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น เป็นการเดินทางเป็นประเทศที่สามต่อจากประเทศ ฝรั่งเศส และสิงคโปร์ จุดมุ่งหมายหลักเพื่อหากรอบความร่วมมือต่างๆ อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาของบ้านเรา
          ในส่วนของจีน ก็เช่นเดียวกัน มีการหารืออย่างเป็นทางการระหว่างน.ส.นริศรา กับดร.หลู่ ซิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน ถึงความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษาของสองประเทศ โดยได้ข้อสรุปความร่วมมือกันใน 3 เรื่อง คือ การแลกเปลี่ยนอาจารย์ระหว่างกัน และให้ทุนเพื่อศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา3-4 เดือน ใน 7 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาภาพพิมพ์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ศิลปหัตถกรรม การโรงแรม ยานยนต์ เกษตรกรรม และอาหาร โดยทั้ง 2 ประเทศจะคัดเลือกวิทยาลัยของตนเอง10 แห่ง และอาจารย์เข้าอบรมสาขาวิชาละ 20 คน โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 นี้ และหลังจากนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกันด้วย
          น.ส.นริศราบอกว่าจุดที่น่าสนใจคือ จะมีการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอน โดยจะมีการรับรองมาตรฐานระหว่างการจัดการศึกษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยกับจีน ให้สามารถเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ในลักษณะเดียวกับการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาของไทยและจีน ที่นักศึกษาสามารถมาเรียนในไทยและนำหน่วยกิตกลับไปเรียนต่อที่จีนได้ โดยจะเริ่มนำร่องอย่างน้อยจำนวน 5 วิทยาลัยในปีการศึกษา 2554 และการทำเรื่องมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพให้สอดคล้องกัน เพื่อให้คนจีนและคนไทยสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันได้สะดวกขึ้น เพราะใช้มาตรฐานเดียวกัน
          นอกจากนี้ ทางคณะยังได้เดินทางไปเมืองเขตปกครองพิเศษ เทียนจิน เมืองท่าอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีนมาก เพราะที่นี่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่มากมาย เช่น โรงงานผลิตเครื่องบิน ยานยนต์ เป็นต้น โดยได้เข้าหารือกับนายจีน รูงเช็ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา และ นางซาง ซิงยางรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา เมืองเทียนจิน ถือเป็นผู้บริหารทางการศึกษาสูงสุดของเมืองนี้
          นายจีน รูงเช็งบอกว่า ขณะนี้ประเทศจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านวิชาชีพมากแม้ว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลได้สนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า แต่ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องมาเน้นการศึกษาสายวิชาชีพ โดยเฉพาะเมืองเทียนจินเป็นเมืองใหม่ ได้ปรับปรุงและพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ มีประชากร 12 ล้านคนเป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของจีน มีมหาวิทยาลัยจำนวน 19 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านเทคนิคหลายแห่งและหนึ่งในนั้น ยังมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของจีนตั้งอยู่ที่นี่ด้วย โดยขณะนี้มหาวิทยาลัยของเมืองได้ปรับหลักสูตรการสอนรองรับสายวิชาชีพมากขึ้นเพื่อรองรับคนที่จะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ
          การเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวส.) ของมหาวิทยาลัยในเมืองเทียนจินนั้นเมื่อนักศึกษาเข้ามาเรียนต้องไปทำงานร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเวลา 6 เดือน ทำให้เด็กที่จบออกไปส่วนใหญ่จะได้งานทำต่อหลังจากเรียนจบ
          ทั้งสองฝ่ายยังได้ขยายความถึงการแลกเปลี่ยนอาจารย์อาชีวศึกษา หลังจากที่ น.ส.นริศราได้ข้อสรุปร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.ของจีน ซึ่งจะมีการส่งอาจารย์ของไทยมาที่เมืองเทียนจินแห่งนี้ด้วยเพื่อได้เรียนรู้การเรียนการสอนในสาขาต่างๆ
          โดย น.ส.นริศราเชื่อว่าการนำครูมาแลกเปลี่ยนที่จีนจะเป็นการเปลี่ยนความคิดและทัศนคติใหม่ว่าเราจะย่ำอยู่กับที่เดิมไม่ได้ ทั้งที่อุตสาหกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้น การปรับการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญมาก อย่างจีนเองเขาก็ยอมรับว่าก่อนนี้ไม่ได้มีความทันสมัยในการเรียนการสอนแต่ตอนหลังมีการปรับตัวได้เร็วมาก ส่วนของไทยปรับตัวค่อนข้างช้ากัน ดังการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
          การหารือในคราวนี้ทำให้เราทราบข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของจีนว่า การศึกษาในด้านวิชาชีพหรืออาชีวศึกษาของจีนคล้ายกับบ้านเรา แบ่งเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงจะใช้เวลาเรียน 3 ปี มีนักเรียนอยู่หลายล้านคนและเมื่อเทียบสัดส่วนกับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วจะอยู่ที่ 50:50 แต่ก็มีบางเมืองของจีนที่สัดส่วนของนักเรียนสายอาชีวศึกษาจะสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแนวโน้มของเด็กที่มาเรียนทางสายนี้เพิ่มมากขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 เหตุผลน่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างมาก
          โดยกระทรวงศึกษาธิการของจีน ได้จัดตั้งสถาบันวิจัยด้านอาชีวศึกษา ขึ้นมากว่า 20 ปีแล้ว ให้ขึ้นตรงกับรัฐมนตรีการศึกษา เพื่อทำวิจัยพัฒนาการสอนสายอาชีวศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตร ปัจจุบันมีคนเรียนสายอาชีพทุกระดับกว่า 35 ล้านคน มีครู 1.3 ล้าน
          คน และรัฐบาลจีนมีนโยบายจะผลักดันให้คนในท้องถิ่นที่ยากจนเข้ามาเรียนสายนี้กันมากขึ้นโดยให้ทุนการศึกษาเพื่อดึงคนมาเรียน โดยจีนนั้นไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลนแต่มีปัญหาเรื่องฝีมือแรงงาน ส่วนครูเองก็ยังขาดแคลนเช่นกัน
          น.ส.ศศิธาราบอกว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านอาชีวศึกษาอย่างมากมีการจัดสรรงบประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ของประชากรมาพัฒนาทางการศึกษา ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลจีนได้ปรับปรุงระบบการศึกษามาโดยตลอด โดยในช่วงปี พ.ศ.2553-2563 ได้ประกาศให้เป็นปีการอาชีวศึกษาในรูปแบบใหม่ที่จะต้องพัฒนาเรื่องวิทยาการ ความก้าวหน้า และที่สำคัญต้องตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมด้วย ทั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการเดินทางมาในคราวนี้เพราะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในด้านการเรียนการสอนของสองประเทศ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสอนด้านอาชีวศึกษาของไทย
          นอกจากการหารืออย่างเป็นทางการแล้ว ในคราวนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้จัดให้คณะฝ่ายไทย เข้าเยี่ยมชม โรงเรียนอาชีวศึกษาปักกิ่ง จินสง (Beijing Jinsong Vocational School ) เจ้าหน้าที่ อธิบายให้ฟังว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงเรียนสายอาชีวศึกษาหลักระดับชาติของจีนและยังเป็นโรงเรียนนำร่องของกระทรวงศึกษาธิการของจีน ก่อตั้งมา 27 ปีแล้ว เปิดสอนสายวิชาชีพใน 9 สาขาประกอบด้วย การอาหารจีน การอาหารตะวันตก การโรงแรม การท่องเที่ยว ถ่ายภาพคอมพิวเตอร์ เสริมสวย ความงาม และ ดนตรี ซึ่งเฉพาะในการเรียนการสอนด้านอาหารนั้นสถานศึกษาแห่งนี้เป็นศูนย์กลางหลักในการฝึกอบรมและการเรียนการสอนของวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ในเมืองปักกิ่งด้วย
          ปัจจุบันมีนักเรียน 2,600 คน มีอาจารย์ผู้สอน 149 คนส่วนหนึ่งเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพจากภายนอกเข้ามาสอนด้วยนักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี่จะเข้าทำงานในสถานประกอบการใหญ่ๆ ของเมืองปักกิ่ง อย่างเช่น นักเรียนที่เรียนด้านอาหารจะเข้าทำงานโรงแรมระดับ 4-5 ดาว หรือหากจบด้านการโรงแรมก็มีไปทำงานในต่างประเทศที่อังกฤษเยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน เป็นต้น
          การเรียนการสอนที่นี่นอกจากจะมีความเข้มข้นมากแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความพร้อมในด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน มีความทันสมัยมากมีการเปลี่ยนกันปีต่อปี และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือผู้นำของรัฐบาลจีนทุกยุคทุกสมัยได้ให้ความสำคัญกับวิทยาลัยแห่งนี้มาก โดยได้เข้ามาตรวจเยี่ยมหลายต่อหลายครั้ง และคาดหวังว่าสถานศึกษาแห่งนี้จะกลายเป็นโรงเรียนดีที่สุดในอนาคตและจะเป็นประโยชน์กับการศึกษาด้านอาชีวศึกษาของจีนด้วย
          ต้องยอมรับว่าโรงเรียนแห่งนี้ยอดเยี่ยมจริงๆแม้แต่ น.ส.นริศรายังบอกว่า การที่โรงเรียนแห่งนี้ปรับเปลี่ยนเครื่องไม้เครื่องมือใหม่นับเป็นการลงทุนที่สูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ในสายงานแต่ละวิชาชีพ ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถทำงานในระดับที่สูงขึ้นได้
          การเดินทางมาจีนของคณะผู้บริหารศธ.คราวนี้ นอกจากจะมีความร่วมมือต่างๆ ตามมาอีกหลายอย่างแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกทรรศน์และได้เรียนรู้ว่ายักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน ให้ความสำคัญกับการศึกษาสายอาชีวศึกษาอย่างมาก.....

         

          --มติชน ฉบับวันที่ 10 พ.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 09 พ.ย. 53   อ่าน 20382 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
จี้อุดม-อาชีวะผลิตคนทำงานได้จริง
21 พ.ค. 55 | อ่าน 836 ครั้ง
ผอ.มหิดลฯ หนุนปั้นนักวิทย์ สสวท.คาด ปี 60 เพิ่มเท่าตัว
18 ส.ค. 57 | อ่าน 341 ครั้ง
มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครนักวิเคราะห์
01 พ.ค. 57 | อ่าน 226 ครั้ง
มอบอำนาจการปรับอัตราค่าจ้างลูกจ้างประจำ
22 มิ.ย. 58 | อ่าน 336 ครั้ง
สอศ.รวมพลครูอาชีวเกษตรแนะแนวทางพัฒนาการศึกษาด้านการเกษตร และประมง
03 มิ.ย. 54 | อ่าน 76932 ครั้ง
ข้อมูลล่าสุด! การคัดเลือกผู้รับทุน สควค. ระดับ ป.โท ประจำปีการศึกษา 2559
25 ม.ค. 59 | อ่าน 299 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.