Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สสวท. กับการปรับกลยุทธ์การ"สร้างครูศักยภาพสูง"และ "สร้างคน"ทางวิทยาศาสตร์และเทคโ




      

สสวท. กับการปรับกลยุทธ์การสร้างครูศักยภาพสูงและ สร้างคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

oปรับกลยุทธ์ทุนพัฒนาครูศักยภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
          ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่7(พ.ศ.2535 - 2539) ได้กำหนดให้เร่งรัดการผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งปริมาณและคุณภาพในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมาก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้ได้คุณภาพที่ดี ปัญหาและอุปสรรคคือการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีความรู้ความสามารถสูงทั้งในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
          กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในปัจจุบัน)และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์(สควค.) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 เพื่อผลิตครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีความสามารถสูงที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิชาการในโรงเรียน  คณะกรรมการที่บริหารงาน คือคณะกรรมการกำหนดนโยบายการดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยก่อนหน้านี้รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานส่วนปัจจุบันมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานผู้อำนวยการสสวท.เป็นกรรมการและเลขานุการฯมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน
          และยังมีคณะอนุกรรมการอีก2คณะและคณะทำงาน 1 คณะประกอบด้วย
          oคณะอนุกรรมการ สควค.ระดับอุดมศึกษาระดับประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการ สควค. ระดับอุดมศึกษา
          oคณะอนุกรรมการ สควค.ระดับหลังสำเร็จการศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการ สควค. ระดับหลังสำเร็จการศึกษา
          o คณะทำงาน สควค. ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ สควค.ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
          โครงการ สควค. ได้ดำเนินการคัดเลือกเยาวชนจำนวนหนึ่งที่มีผลการเรียนดีในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยระยะแรกได้ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ต่อมาในปีการศึกษา2542  จึงงดให้ทุนระดับมัธยมศึกษาคงไว้เฉพาะระดับอุดมศึกษา โดยมีศูนย์สควค. จำนวน 23 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ  นิสิตนักศึกษาในโครงการจะต้องเรียนหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต 4 ปี ในสาขาเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ที่คณะวิทยาศาสตร์ แล้วต้องเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตอีก 1 ปีที่คณะศึกษาศาสตร์
          นอกจากนั้นยังมีการจัดกิจกรรมเสริมให้แก่ผู้รับทุน เช่น ค่ายวิทยาศาสตร์ค่ายปลูกฝังลักษณะความเป็นครู และการเสริมประสบการณ์วิชาชีพครูภายหลังจากสำเร็จการศึกษาและบรรจุเข้ารับราชการครูแล้ว ยังมีโอกาสได้ทุนศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
          หลังจากการดำเนินโครงการสควค.อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันมีข้าราชการครูที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการจำนวนมาก จนได้รับรางวัลครูดีเด่นนับร้อยคน นับได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และสามารถยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมนานาประเทศได้
          ล่าสุดในปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลได้อนุมัติให้มีการปรับกลยุทธ์การผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยนายไชยยศจิรเมธากรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งกำกับดูแลสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)เห็นความสำคัญและผลักดันให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติการปรับแผนการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์(สควค.)ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2555 - 2560) โดยทุนการศึกษายังคงมีเท่าเดิมปีละ 580 ทุนแต่ปรับเปลี่ยนทุนแบ่งออกเป็น2 ประเภท ได้แก่
          ทุนประเภทที่ 1 Premium จำนวนปีละ 400 ทุน เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโททางการศึกษาหรือหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ที่มุ่งเน้นการสร้างครูเพื่อสอนวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาคณิตศาสตร์ และวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เป็นลำดับแรก
          ทุนประเภทที่ 2  Super Premium จำนวนปีละ 180 ทุน เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโททางการศึกษาหรือหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ที่มุ่งเน้นการสร้างครูสอนวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาคณิตศาสตร์ และวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใช้ภาษาอังกฤษในการสอน
          รมช.ศธ.นายไชยยศ  จิรเมธากรอธิบายไว้ว่าการปรับรูปแบบของโครงการ สควค. นอกจากปรับเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของคุรุสภาแล้วยังคำนึงถึงความต้องการของโรงเรียน  โดยเฉพาะสังกัด สพฐ.ที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก นอกจากนั้นสพฐ.ยังได้จัดให้มีกลุ่มโรงเรียนมาตรฐานสากล และกลุ่มโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอน(EP Program) เพิ่มขึ้น
          นอกจากนั้น รมช. ไชยยศ ยังกล่าวต่อไปว่า ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในกลุ่มโรงเรียนเหล่านี้นอกจากต้องมีพื้นฐานทางวิชาการดีเยี่ยม มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและมีความเป็นครูดีเยี่ยมแล้ว  ยังต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย  โดยปรับรูปแบบการผลิตครูจากเดิมเป็นการให้ทุนการศึกษาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์(วท.บ.) เพื่อศึกษาต่อหลักสูตรระดับปริญญาโททางการศึกษาตามเกณฑ์ของสกอ.และจะได้ใบประกอบวิชาชีพครูตามเกณฑ์ของคุรุสภาโดยอัตโนมัติ และบรรจุเข้ารับราชการครูในโรงเรียนที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ รวมทั้งโรงเรียนมาตรฐานสากลของ สพฐ.เพื่อพัฒนานักเรียนสู่มาตรฐานสากล
          o ปรับกลยุทธ์ทุนพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
          นอกจากรัฐบาลได้อนุมัติให้มีการปรับกลยุทธ์การผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือทุนสควค.แล้วในขณะเดียวกันยังได้อนุมัติให้ปรับกลยุทธ์การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทุนการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) อีกด้วย
          โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพิ่มจำนวนนักเรียนนิสิตนักศึกษาให้สนใจเรียนวิทยาศาสตร์
          จากบัณฑิต พสวท. ที่สำเร็จการศึกษามากกว่า 700 คน มีบัณฑิตที่ผลิตและสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ จำนวน 16 คนโดยได้รับต่อเนื่องมาตั้งแต่พ.ศ. 2540 -2553 รางวัล L'OREAL FOR WOMEN IN SCIENCE จำนวน 4 คน  รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นรุ่นเยาว์ ระดับนานาชาติ ของ UNESCO จำนวน 2 คนรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ จำนวน 2 คน และรางวัลเมธีส่งเสริมนวัตกรรมจำนวน 1 คน เป็นต้น
          ผลงานดีเด่นทางวิทยาศาสตร์ของบัณฑิต พสวท. ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่นด้านอุตสาหกรรมได้แก่การพัฒนากราไฟต์ทำเป็นชิพคอมพิวเตอร์อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน อุปกรณ์ในจอแสดงภาพ เพื่อให้จอภาพรุ่นใหม่แบนบางและใช้พลังงานน้อย
          ด้านการแพทย์เภสัชและสาธารณสุข  ได้แก่ การพัฒนาสารยับยั้งเอนไซม์ไดไฮโดรไฟเลตรีดักเทสเพื่อเป็นยาต้านมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นจุลยานขนส่งสู่เซลล์เป้าหมาย ยารักษาโรคข้อกระดูกเสื่อม วัสดุปิดแผล การค้นคว้ายารักษาโรคมาลาเรียโดยใช้สารสกัดจากสมุนไพรไทยเพื่อลดการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และการจดสิทธิบัตรยาดังกล่าว เป็นต้น
          ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่การพัฒนาถุงกระดาษซิปล็อคที่ทำจากกระดาษทั่วไป แต่ใช้กาวจากยางพาราซึ่งหาได้ง่ายและไม่มีสารพิษเจือปน ไม่ทำให้เกิดไอน้ำ ป้องกันแมลงได้ดี การพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจากไคติน-ไคโตซานที่สกัดจากเปลือกกุ้งและปู เป็นต้น
          ในด้านของการปรับกลยุทธ์การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทุนการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(พสวท.)นี้ นายไชยยศ  จิรเมธากรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าระยะหลังมีผู้สนใจเข้ารับทุนวิทยาศาสตร์ลดลงและขาดแรงจูงใจในการเลือกอาชีพเป็นนักวิจัย  นักวิทยาศาสตร์  ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรที่สนใจเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานอย่างต่อเนื่องในขณะที่ความต้องการกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศสูงขึ้น  ตนจึงได้ผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการปรับแผนการดำเนินงานการพัฒนาและส่งเสริมมีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(พสวท.) ซึ่งผ่านการอนุมัติหลักการจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ประกอบด้วย
          1.การปรับมูลค่าทุนการศึกษาในประเทศ ส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
          2.การปรับค่าใช้จ่ายสนับสนุนการจัดการศึกษานักเรียนทุน พสวท.ในประเทศรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของศูนย์โรงเรียนและศูนย์มหาวิทยาลัยการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อใช้สำหรับโครงงานวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์โรงเรียนค่าใช้จ่ายสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับบัณฑิตพสวท.แรกบรรจุ
          3.การปรับจำนวนทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เป็น180 ทุน เพื่อให้การสร้างกำลังคนในอนาคตของชาติ(ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) ที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และลดปัญหาการขาดแคลนกำลังคนคณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาจากปีละ 130 ทุนเป็นปีละ180 ทุน โดยจัดสรรเป็นทุนการศึกษาในประเทศ 135 ทุน และทุนการศึกษาต่างประเทศ 45 ทุน
          4. อนุมัติการเพิ่มจำนวนศูนย์โรงเรียนและศูนย์มหาวิทยาลัย เป็น 20 ศูนย์ อนุมัติการปรับเพิ่มจำนวนศูนย์โรงเรียนจาก 7 ศูนย์  เป็น 10 ศูนย์ และเพิ่มศูนย์มหาวิทยาลัยจาก 7 ศูนย์เป็น 10 ศูนย์ รวมเป็น 20 ศูนย์เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทยให้ทั่วถึงในภูมิภาคต่างๆ และเพื่อช่วยให้ผู้รับทุน พสวท. ไม่ต้องจากบิดามารดาและผู้ปกครองไปศึกษาในสถานศึกษาที่อยู่ไกลจากภูมิลำเนาเดิมศูนย์ฯ ที่เพิ่มขึ้นจะกระจายอยู่ในภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ภาคละ1 ศูนย์
          นับเป็นความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการสร้างครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีความรู้ความสามารถสูงทั้งในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาจำนวนมากขึ้น รวมถึงการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้เป็นนักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ที่จะมาช่วยกันพัฒนาประเทศในอนาคต
          www.ipst.ac.th

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 06 พ.ค. 54   อ่าน 82371 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
วิศวะ ม.บูรพารับ ป.โท
14 พ.ค. 57 | อ่าน 268 ครั้ง
ขับเคลื่อนลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้อีก15,897โรงเรียน
07 เม.ย. 59 | อ่าน 328 ครั้ง
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ครู คุรุสภา จับมือกับการศึกษาทางไกล
18 ต.ค. 56 | อ่าน 472 ครั้ง
ประกาศแล้ว! พระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ขรก.ครูฯ (ฉบับที่3) พ.ศ.2558
22 พ.ค. 58 | อ่าน 926 ครั้ง
รายชื่อกรรมการผู้แทนจาก ก.ค.ศ.ที่ดูแลและติดตามการเลือกตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ประถมศึกษา
08 ก.ย. 57 | อ่าน 285 ครั้ง
เตือนครู 1,055 คน ต้องเข้าอบรมไม่น้อยกว่า 90 % มิฉะนั้นหมดสิทธิ์บรรจุเข้ารับราชการครู
31 ก.ค. 57 | อ่าน 256 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.