Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สองนวัตกรรมทางความคิดของ’สกอ.’ที่จะเสริมสร้างการอุดมศึกษาสู่สังคมแห่งการเรียนรู้




      

สองนวัตกรรมทางความคิดของ'สกอ.'ที่จะเสริมสร้างการอุดมศึกษาสู่สังคมแห่งการเรียนรู้

ดำรง ลีนานุรักษ์
          มหาวิทยาลัยแม่โจ้
          นิยามหนึ่งของสังคมแห่งการเรียนรู้ประกอบด้วยสามปัจจัยที่ต้องมีในองค์กรหรือสังคมนั่นคือ มีนวัตกรรม มีการสื่อสารที่ไหลคล่องในทางบวก (Social propagation) และมีการไหลเคลื่อนไม่ติดที่ของบุคลากร (Mobility) การอุดมศึกษาไทยในภาพรวมได้เคยถูกวิเคราะห์ไว้ว่าไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (ดูมติชนรายวัน 6 มกราคม 2554)
          ภายใต้จุดอ่อนที่มีของการอุดมศึกษา ได้มีสองนวัตกรรมทางความคิดของสำนักงานการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่จะเสริมสร้างความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในปัจจัยสองข้อแรกที่ได้ผ่านการปรับใช้มาและบังเกิดผลสำเร็จที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่ควรจะได้บันทึกไว้เป็นเกียรติและยกขึ้นมาเรียนรู้กันในวงกว้างมากขึ้น
          หนึ่ง : หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในมหาวิทยาลัย 56 แห่ง
          หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจหรือหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ (University Business Incubator : UBI)คือหน่วยงานในมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ช่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการรายใหม่โดยใช้พื้นที่และศักยภาพของมหาวิทยาลัย จากนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นได้
          จากมหาวิทยาลัย มาพัฒนาเป็นต้นแบบในเชิงการค้าและพัฒนาต่อไปจนเข้าสู่การทำตลาดของบริษัทใหม่
          ในต่างประเทศที่ระบบอุดมศึกษาและการวิจัยพัฒนาไปไกลกว่าบ้านเรา รวมถึงการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม เขาได้มีหน่วย UBI ดังกล่าวมานานมากแล้ว
          บริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งในอเมริกาและยุโรป ตัวอย่างเช่นหลายบริษัทใน Silicon valley ของอเมริกา เคยผ่านการบ่มเพาะนับหนึ่งจาก UBI มา
          การริเริ่มให้มีหน่วย UBI ในมหาวิทยาลัยไทยเพิ่งเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 โดยดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาฯ สกอ. และ นายสุธรรม แสงประทุม รมชศึกษาฯที่กำกับงานสกอ.สมัยนั้น โดยมี ดร.วันชัย ดีเอกนามกุลเป็นประธานคณะอนุกรรมการ UBI โดยให้มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมทยอยกันเสนอตัวเข้ามารับการสนับสนุนงบประมาณจนถึงปี 2551 รวมได้จัดตั้งหน่วย UBI ในมหาวิทยาลัย 56 แห่งมารับการสนับสนุนงบประมาณจนถึงปี 2551 รวมได้จัดตั้งหน่วย UBI ในมหาวิทยาลัย 56 แห่ง
          การจัดตั้งหน่วย UBI นอกจากจะเป็นการนำผลงานจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัยมาร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการให้เป็นบริษัทอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเน้นเรื่องการจุดประกายความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้กับนักศึกษาโดยมีการจัดตั้ง Student Entrepreneur Club ขึ้นเป็นเวทีนอกห้องเรียน
          อีกทั้งทุกวันนี้ UBI ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เป็นหน่วยงานที่รองรับงานเสริมจาก สวทช.ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการบ่มเพาะ พัฒนา หรือช่วยแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการในท้องถิ่นตั้งแต่ SME จนถึงธุรกิจHigh Tech.
          ในหลายๆ มหาวิทยาลัย หน่วย UBI ได้เป็นจุดเริ่มของการสร้างความตระหนักในความสำคัญของการจดทะเบียนทรัพย์สินทาง
          ปัญญาจากงานวิจัย ผลที่ตามมาทำให้หลายมหาวิทยาลัยได้พัฒนาหน่วยปฏิบัติในเรื่องการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมาที่เรียกว่า Technology Licensing Office หรือเรียกย่อๆ ว่า TLO
          ซึ่ง สกอ.ก็ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้แก่ 10 มหาวิทยาลัยแรกที่มีความพร้อมในการจัดตั้งหน่วย TLO และจะขยายเพิ่มขึ้นให้แก่มหาวิทยาลัยที่ได้เตรียมการและแสดงให้เห็นศักยภาพว่าดำเนินการได้
          เป็นที่ทราบกันว่ามหาวิทยาลัยไทยค่อนข้างติดกรอบราชการ ตัวมหาวิทยาลัยและระบบการบริหารงานขาดความเป็นผู้ประกอบการหรือไม่มีความเป็น Entrepreneurship หรือจะว่าทำธุรกิจไม่เป็นก็ว่าได้ มีการพูดกันว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ต่างจากหน่วยราชการอื่นๆ ที่บุคลากรทำงานแบบไม่มีต้นทุนหรือไม่เคยคิดถึงต้นทุนแบบการทำธุรกิจ
          การจะตั้งหน่วยงานในมหาวิทยาลัยมาบ่มเพาะหรือปั้นผู้ประกอบการจนจัดตั้งบริษัทได้ จึงตามมาด้วยเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆ หลายๆตัว! ดังนั้น แนวคิดเริ่มต้นของการจัดตั้งหน่วยUBI ในมหาวิทยาลัยไทยจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องอาศัยความกล้าหาญในความกล้าตัดสินใจ(Bold action) ของ สกอ.และระดับนโยบายอย่างมาก
          จนถึงปี 2554 นี้หลายๆ หน่วย UBI ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นมา ได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการบ่มเพาะได้บริษัทที่จดทะเบียนออกไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง (Spin Off Company)ยืนยันถึงศักยภาพที่พัฒนาได้ในเรื่องนี้ของการอุดมศึกษาไทย ถึงแม้ระดับความสำเร็จของเรายังห่างชั้นอยู่มากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่เป็นต้นแบบ UBI
          แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ดำเนินการมายังมีอยู่บ้างที่หน่วย UBI ของบางมหาวิทยาลัยน่าจะพัฒนาไม่ขึ้น
          ทั้งนี้ส่วนใหญ่พบว่ามีสาเหตุจากการที่ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอธิการบดีหรือรองที่ได้รับมอบหมายไม่ได้ให้ความสำคัญหรือแม้เข้ามาเรียนรู้ว่าพันธกิจใหม่นี้มีลักษณะงานจำเพาะอย่างไร
          พบว่าผู้บริหารบางมหาวิทยาลัยกลับมองว่างาน UBI นี้เป็นงานฝาก (จาก สกอ.) ที่พวกเขาต้องแบกอยู่อย่างไม่มีวิสัยทัศน์ ทั้งๆ ที่การเข้ามารับงานและงบประมาณนี้ ทาง สกอ.ได้วางขอบข่ายของภารกิจพร้อมตัวชี้วัดผล แล้วให้มหา วิทยาลัยทำข้อเสนอที่แสดงความพร้อมของแต่ละมหาวิทยาลัยว่ามีความสามารถดำเนินการได้จึงสนับสนุน
          หรือบางมหาวิทยาลัยผู้บริหารมุ่งหวังที่จะเอาตัวเงินงบประมาณที่จัดสรรให้เพื่อการบ่มเพาะธุรกิจ แต่เงินแทบไม่ถูกใช้ไปในกระบวนการบ่มเพาะ กลับกลายเป็นเงินรายได้เข้ามหาวิทยาลัยไปใช้ในการอื่น! ผลงานที่ออกมาก็กล้อมแกล้มไม่ได้เกณฑ์ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก็มี การทบทวนและประเมินมหาวิทยาลัยในเรื่องต่างๆ เหล่านี้จึงกำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มงวดโดย สกอ.
          อย่างไรก็ดี ภายใต้การผลักดัน ช่วยเหลือและเรียนรู้ร่วมกันในสิ่งใหม่ในเรื่อง UBI นี้ ได้ก่อให้เกิดสังคมนกทิดเมาท์ (ที่เป็นตัวแทนสังคมแห่งการเรียนรู้ : ดูจุดอ่อนของมหาวิทยาลัยไทยฯ มติชนรายวัน 6 มกราคม 2554) ขึ้นมาในส่วนย่อยของการอุดมศึกษา
          นั่นคือการสื่อสารกัน ช่วยเหลือกันแบบระบบพี่น้อง โดยหน่วย UBI ที่ตั้งมาก่อนและมีความพร้อมกว่าเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยง UBI ที่ดีมาตลอด ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น
          สอง : ระบบเครือข่ายอุดมศึกษาสระบบเครือข่ายอุดมศึกษาเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ริเริ่ม โดยเลขาฯ สกอ.คนปัจจุบันดร.สุเมธ แย้มนุ่นโดยเริ่มดำเนินการในปีพ.ศ.2552 โดยย่อระบบงานเครือข่ายแบ่งมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมดตามพื้นที่ทางกายภาพออกเป็น 9 กลุ่ม หรือ 9 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายจะมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยหนึ่งเป็นประธานเครือข่าย การเชื่อมโยงของระบบงานจะแบ่งเป็นสามระดับ นั่นคือ
          1.ระดับ A ที่ประชุมระดับนโยบาย ได้แก่สกอ.ร่วมกับอธิการบดีที่เป็นประธานเครือข่ายทั้ง 9
          2.ระดับ B ที่ประชุมของอธิการบดีประธานเครือข่ายหนึ่งๆ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เป็นลูกข่าย รวม 9 เครือข่าย เพื่อการไหลต่อของนโยบายและแผนงานจาก สกอ.
          3.ระดับ C เป็นเครือข่ายเชิงประเด็นหรือเครือข่ายเชิงพันธกิจย่อยระดับปฏิบัติงาน ซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนที่อธิการบดีแต่ละมหาวิทยาลัยมอบหมายให้รับผิดชอบพันธกิจย่อยนั้นๆตามนโยบาย ในเครือข่ายหนึ่งๆ เครือข่ายเชิงประเด็น C นี้มีได้หลายชุดตามประเด็นงานหรือพันธกิจย่อยหนึ่งๆ เช่น เครือข่ายเชิงประเด็นเรื่องงานวิจัยฯ เรื่องสหกิจศึกษา หรือเรื่อง UBI เป็นต้น
          เป้าหมายของระบบเครือข่ายนี้คือการประสาน งานเชิงบวก การสร้างความร่วมมือกันและช่วยเหลือกัน โดยมีการสื่อสารที่ไหลขึ้นลงได้ไม่ติดขัดในเครือข่ายระดับ A-B-C
          การดำเนินงานของระดับเครือข่ายอุดมศึกษานี้นับว่าเพิ่งเริ่มต้น การสร้างความเชื่อมโยงของระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ 79 แห่ง ให้มีความร่วมมือกันภายใต้กลุ่มย่อยตามพื้นที่เชิงกายภาพ 9 กลุ่มนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องยากและมีความท้าทายสูงความกล้าคิดนอกกรอบในเรื่องนี้นับว่าน่ายกย่อง
          ทั้งนี้เพราะระบบมหาวิทยาลัยไทยแต่ละแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยรองรับงบประมาณโดยตรงจากสำนักงบประมาณ มีสภามหาวิทยาลัยที่กำกับงานของมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ
          ส่วน สกอ.จะกำกับงานเชิงนโยบายระดับประเทศ และมาตรฐานการศึกษามากกว่า การแข่งขันกันสร้างชื่อเสียงของแต่ละมหาวิทยาลัยแข่งขันกันสร้างชื่อเสียงของแต่ละมหาวิทยาลัยและการเน้นโฟกัสการสร้างและพัฒนามหาวิทยาลัยของตัว โดยอธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นธงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามสภาพที่เห็นๆ กันอยู่
          ดังนั้น ถ้าปล่อยให้ระบบเป็นไปตามความเคยชินเช่นนี้ การที่จะคิดว่ามหาวิทยาลัยใหญ่มหาวิทยาลัยก้าวหน้าที่ผ่านการลงทุนจากภาครัฐมามากกว่าและยาวนานกว่าจะมาทำตัวเป็นพี่เลี้ยงกะเตงน้องที่เป็นแฮนดี้แค็ปอยู่คงจะยากพอๆ กับการรอให้เกิดทริคเคิลดาวน์เอฟเฟ็คต์ในระบบทุนนิยมของอดัม สมิธ
          จะเพราะอะไรก็ตาม รูปธรรมหนึ่งที่ชวนให้วิเคราะห์ถึงสภาวะความเป็นปัจเจกของมหาวิทยาลัยที่แม้จะมีการรวมตัวกันเป็นที่ประชุมอธิการบดีและได้ทำประโยชน์แก่วงการการอุดมศึกษาได้มากอยู่ แต่เมื่อมีกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏเกิดขึ้น ก็ต้องไปตั้งเป็นที่ประชุมอธิการบดี ม.ราชภัฏ เช่นเดียวกับกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่ต้องมีที่ประชุมอธิการบดีกลุ่มตน แยกทำสังฆกรรมเป็นสามกลุ่ม
          ดูแล้วถึงแม้จะไม่ถึงขั้นสังคมนกเรดโรบินแต่ก็เหมือนมีเส้นอะไรแบ่งๆ อยู่ชอบกลที่พอจะสะท้อนให้เห็นความเป็นตัวตนและธรรมชาติของสังคมอุดมศึกษาไทย
          ถ้ามหาวิทยาลัยไทยลดความเป็นปัจเจกลงได้บ้าง การทำงานภายใต้เครือข่ายอุดมศึกษาอย่างจริงจังและหวังผลสัมฤทธิ์ ก็น่าจะหลอมรวมพลังของกลุ่มมหาวิทยาลัยทั้งหมดในเชิงประสานกันได้มากขึ้น
          ดังเช่นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จที่งดงามเมื่อบูรณาการงาน UBI เข้าไปเป็นพันธกิจย่อยในเครือข่ายเชิงประเด็น C
          วามสำเร็จของการบูรณาการงาน UBI ในคเครือข่ายพันธกิจย่อยในระดับเครือข่ายเชิงประเด็น C ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จสุดและได้ใช้ระบบเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดคืองาน UBI ทั้งนี้ภายใต้การกำกับงานของสำนักประสานและส่งเสริมกิจการอุดมศึกษา สกอ.
          พี่ใหญ่ของกลุ่ม UBI ที่มีส่วนสูงในความสำเร็จนี้คือ อาจารย์อุษณีย์ ยศยิ่งยวดผู้จัดการหน่วยUBI ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          รายละเอียดของหน้าเว็บหน่วย UBI ของมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถคลิกดูได้จาก http:/www.ubi.mua.go.th/unit.htm ที่แต่ละ UBI ได้กลายเป็นแหล่งความรู้เรื่อง entrepreneurship ในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งตัวอย่างธุรกิจที่เรียนจบหลุดจากการบ่มเพาะและกำลังประกอบการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
          UBI คือตัวอย่างสังคมวิชาการเล็กๆ เป็นระบบย่อยในเครือข่าย ที่สะท้อนให้เห็นความ
          UBI คือตัวอย่างสังคมวิชาการเล็กๆ เป็นระบบย่อยในเครือข่าย ที่สะท้อนให้เห็นความมีอยู่ครบทั้ง Innovation, Social propagation และ Mobility สามองค์ประกอบที่สำคัญของLearning Society ที่กำลังทำหน้าที่พัฒนาประเทศอยู่อย่างปิดทองหลังพระ

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 19 เม.ย. 54   อ่าน 30073 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ก.ค.ศ.อนุมัติปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ผอ.-รองผอ.สถานศึกษาสพฐ.-เพิ่มสอบอังกฤษและค่านิยม
08 พ.ย. 57 | อ่าน 538 ครั้ง
ศธ.ตั้งเป้าปี 58 ผลทดสอบ PISA เด็กไทย
24 ม.ค. 57 | อ่าน 810 ครั้ง
ของขวัญจากรัฐบาลปรับเงิน "ชั้นผู้น้อย"
19 พ.ย. 57 | อ่าน 527 ครั้ง
สอศ.ดันแก้เกณฑ์ทุนอำเภอแบ่งกลุ่มเฉพาะเด็กอาชีวะ
29 เม.ย. 56 | อ่าน 532 ครั้ง
ก.ค.ศ.อนุมัติวิทยฐานะเชี่ยวชาญ/ชำนาญพิเศษ
10 ม.ค. 56 | อ่าน 1218 ครั้ง
จิตอาสา ’ครู กศน.’เพื่อนยามยากของประชาชน
03 พ.ย. 54 | อ่าน 36291 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.