Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการศึกษาพลังขับเคลื่อนเดียวกัน




      

ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการศึกษาพลังขับเคลื่อนเดียวกัน

ประโชติ ศิริวัฒน์ นักวิชาการอิสระ
          ประเทศไทยในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราได้ลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างขาดประสิทธิภาพและผิดทิศทางจนประเทศไทยได้ตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบต่อประเทศที่พัฒนาการศึกษาหลังเราแต่สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเรา
          ในระดับจุลภาค คนไทยจำนวนมากเป็นคนจน ป่วย เจ็บ ขาดวุฒิภาวะ ขาดปัญญาเป็นแรงงานคุณภาพต่ำ รายได้ต่ำ ยากจน ขาดคุณภาพชีวิต ความรุนแรงในเด็กสตรีด้อยโอกาส เยาวชนเร่ร่อน อาชญากรเด็ก ท้องก่อนวัยอันควร ยาเสพติด ใช้ความรุนแรงและอารมณ์มากกว่าเหตุผล ขาดการเหลียวแลจากรัฐบาล
          IMD (สถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ) ได้ทำการประเมินประเทศไทย จากรายงานสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล พ.ศ.2552 ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้สรุปเป็นรายงานจนถึง พ.ศ.2552 ซึ่งเป็นระยะเวลาครบ 10 ปีของการประกาศปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษที่ 1 ที่ผ่านมาพอดี
          IMD ได้เสนอรายงานที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยเรา 2 เรื่อง คือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย
          ในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งได้ประเมินจากปัจจัยหลัก 4 กลุ่ม คือ ผลประกอบการของเศรษฐกิจ, ประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยประเมินจากนโยบายของรัฐบาลที่เอื้อต่อการแข่งขัน,ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ครอบคลุมข้อมูลสภาพแวดล้อมระดับชาติที่ส่งเสริมให้สถานประกอบการดำเนินงานในลักษณะที่เป็นนวัตกรรมมีผลกำไร และมีความรับผิดชอบ,โครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมถึงปัจจัยด้านการศึกษา เมื่อ
          พิจารณาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจำแนกตามปัจจัยหลัก 4 กลุ่มดังกล่าวแล้วพบว่าใน พ.ศ.2552
          ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยรวม อยู่ในอันดับ 26 จาก 57 ประเทศทั่วโลก
          โดยกลุ่มผลประกอบการของเศรษฐกิจไทยอยู่ในอันดับที่ 14 ประสิทธิภาพของภาครัฐอยู่ในอันดับที่ 17 ประสิทธิภาพภาคธุรกิจอยู่ในอันดับที่ 25 และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่อันดับ 42 จึงเฉลี่ยอยู่ที่ 26 โดยประเทศที่มีอันดับเหนือกว่าไทย 25 ประเทศ คือสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ออสเตรเลีย แคนาดาฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลักเซมเบิร์กเยอรมนี กาตาร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรีย ญี่ปุ่นมาเลเซีย ไอซ์แลนด์ จีน อังกฤษ เบลเยียมไต้หวัน อิสราเอล ชิลี และไทย ในอันดับ 26 จาก 57 ประเทศ และอีก 37 ประเทศ ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศไทยไม่ต้องกล่าวถึงให้ยืดยาว
          ทีนี้เรามาดูในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย พบว่าIMD ได้จัดอันดับโดยประเมินจากตัวชี้วัดด้านการศึกษาทั้งหมด 17 ตัว แบ่งเป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณ 8 ตัว ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 9 ตัว แล้วนำมาพิจารณาว่าตัวชี้วัดนั้นๆ สามารถตอบสนองต่อตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ และการแข่งขันมากน้อยเพียงใด และสามารถบ่งชี้คุณภาพในการจัดการศึกษาของประเทศได้ในระดับใด โดยจัดกลุ่มดังนี้
          ด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาเช่น อัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาและการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่
          ด้านคุณภาพประเมินจากอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษา อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา วิศวกรที่มีคุณวุฒิตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทักษะด้านภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา
          ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ในส่วนของประสิทธิภาพในการจัดการด้านการ
ศึกษาก็จะประเมินจากตัวชี้วัดเหล่านี้ คือ การถ่ายโอนความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทธุรกิจ การจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ การตอบสนองความ
          สามารถในการแข่งขันของระบบการศึกษาการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ร้อยละของงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อหัว สัดส่วนของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศ
          นอกจากนั้น IMD ยังได้พิจารณาดัชนีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตัวอื่นๆ เช่น สัดส่วนบัณฑิตสายวิทยาศาสตร์ การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน จำนวนบทความวิทยาศาสตร์บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาต่อหัว การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้อินเตอร์เน็ต ปริมาณการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้นทุนในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและเอกชน ตัวชี้วัดเหล่านี้ได้ถูกนำมาประเมินผล เปรียบเทียบกับ 57 ประเทศทั่วโลก บางตัวคะแนนสูง บางตัวคะแนนต่ำ และหาค่าเฉลี่ย ปรากฏว่า
          ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยจากการประเมินเมื่อ 2522 อยู่ที่อันดับ 47 จาก 57 ประเทศทั่วโลก
          IMD ได้ใช้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศนั้นๆ เป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานในการประเมินขีดความสามารถของประเทศ ดังนั้น เราจึงพบว่าอันดับในการจัดขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย ตกอยู่ที่อันดับ 47 จึงทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยถูกดึงให้ตกลงมาอยู่ที่ 26 การจัดอันดับที่ดังกล่าว
          ทำให้เราต้องมีคำถามว่า ประเทศไทยกับระบบการศึกษาของไทย ใครมีอาการป่วยหนักกว่ากันปัจจุบันเราเห็นความมุ่งมั่นของ ฯพณฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ที่จะทำการปฏิรูปประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคมให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม
          แต่ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาของไทยยังวนเวียนอยู่ในกรอบและรูปแบบเดิมๆ ชนิดที่เรียกว่า ยังไม่เห็นแสงสว่าง
          อย่างไรก็ตาม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษที่ 2 ไว้ในรายงานสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากลพ.ศ.2522 อย่างสนใจยิ่งดังนี้
          1.จัดให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพไม่น้อยกว่า 12 ปี และพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เข้าถึงง่าย มีระบบเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งการส่งเสริมกำลังแรงงานและผู้สูงอายุให้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามความต้องการ ให้การศึกษาลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยแก่วัยแรงงานและผู้สูงวัย
          2.ยกระดับการศึกษาโดยเน้นคุณภาพให้มากขึ้นทั้งคุณภาพครู ผู้เรียน สถานศึกษาโดยยุบรวมสถานศึกษาที่มีขนาดเล็กหรือผลิตผู้สำเร็จออกมาคุณภาพต่ำและเกินความต้องการของประเทศ ทั้งต้องพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษา ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการรู้หนังสือและรณรงค์ให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน และส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยเน้นเร่งแก้ไขในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก่อน
          3.จัดและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตการศึกษาทางไกล สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาและสื่ออื่นๆ รวมทั้งการผลิตและพัฒนาเนื้อหาสาระผ่านสื่อที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเร่งพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาที่เข้าถึงง่าย ประหยัด สะดวกต่อการใช้สำหรับผู้เรียน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
          4.ให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านกระบวนการศึกษาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนในทุกระดับ ประเภท ทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมทั้งการเป็นผู้ใฝ่รักในการเรียนรู้ ใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต รู้จักวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ไม่เป็นผู้หลงกระแสและถูกชักจูงได้ง่าย สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเฝ้าระวังปัญหาด้านศีลธรรมคุณธรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งปลูกฝังวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลสามารถจัดการงานอาชีพอย่างชาญฉลาด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อพัฒนาเยาวชนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพและสมรรถนะสูงขึ้น
          5.ส่งเสริมสนับสนุนการผลิตพัฒนาครูคณาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และบุคลากรวิชาชีพทางด้านการวิจัยที่มีคุณภาพสามารถทำการวิจัยและพัฒนาสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างภาคธุรกิจเอกชน สถานประกอบการสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา โดยจัดให้มีกลไกและงบประมาณสนับสนุนกำหนดทิศทางความต้องการกำลังคนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งสมาคมวิชาชีพ สถานประกอบการ องค์กรผู้ใช้กำลังคน สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ผลิต
          6.ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาสากลเป็นภาษาที่ 2 ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการเรียนรู้ภาษาที่ 3 เพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้และเปิดโลกทรรศน์การเรียนรู้อย่างกว้างขวางไร้พรมแดน ส่งเสริมสถาบันการศึกษา จัดหลักสูตรนานาชาติหรือสมทบร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ เพื่อรองรับตลาดแรงงานนานาชาติ
          7.ปรับปรุงระบบสารสนเทศทางการศึกษาให้มีมาตรฐานครบถ้วนทันสมัย และเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจวางแผน การบริหารและติดตามประเมินผลระบบสารสนเทศที่มีการใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น
          จากข้อเสนอแนะดังกล่าว หากคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางและปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเชื่อว่าจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาของไทยในทศวรรษที่ 2 นี้ประสบความสำเร็จและเป็นพลังหลักในการปฏิรูปประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไม่มากก็น้อย

          --มติชน ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2554 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 11 มี.ค. 54   อ่าน 14977 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
อาชีวะเปิดป.ตรี 28 หลักสูตรปีหน้า สอศ.โวพร้อม - รอเกณฑ์คัดผู้บริหาร 19 สถาบัน
28 ส.ค. 55 | อ่าน 618 ครั้ง
ราชบัณฑิตสัญจรปี 60
29 ส.ค. 60 | อ่าน 173 ครั้ง
เลขาธิการ CHES ชี้ ก.พ.อ. ชง ครม.ขึ้นเงินเดือน8% อ.มหาลัย ไม่ครบกลุ่ม
30 ต.ค. 58 | อ่าน 151 ครั้ง
ปลัดศธ.ปัดปล่อยครูกู้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ปล่อยกู้ใหม่ กู้ได้เฉพาะวงเงินเท่าที่เป็นหนี้
12 ก.พ. 59 | อ่าน 446 ครั้ง
ยอดครูผู้มีอุดมการณ์
16 ม.ค. 57 | อ่าน 225 ครั้ง
กศน.ปลื้มเด็กแห่เรียนอีพี
30 ก.ค. 57 | อ่าน 708 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.