Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ใจป้ำแจกเงินขรก. คลังชง"ครม.บิ๊กตู่"เคาะ-แรงงานเตรียมเฮขึ้นค่าแรง



“คลัง” เตรียมชง “ครม.บิ๊กตู่” คลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อต 3 แจกเงินข้าราชการระดับกลาง-ล่าง คนละกว่าพันบาท วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท หวังให้ใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ “สนช.-ปชป.” ยกมือหนุน เหมือนช็อปช่วยชาติ ส่วน พท.แขวะเหมือนใช้กุ้งฝอยตกปลากะพง สปท.รูดซิปปากงดวิจารณ์ “สมชาย” เชื่อมีผลจิตวิทยา แรงงานเตรียมจ่อเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 360 บาทต่อวัน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้อย่างเหมาะสม และดูแลกลุ่มคนที่มีความจำเป็นต้องดูแลเพิ่มเติม โดยส่วนหนึ่งเป็นมาตรการบ้านประชารัฐ ซึ่งนอกจากจะทำให้คนมีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยแล้ว ยังทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมากด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 1 ได้แก่ การส่งเสริมความเป็นอยู่วงเงิน 1.36 แสนล้านบาท และครั้งที่ 2 เป็นมาตรการเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยมาตรการรอบ 3 จะมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม คือการแจกเงินให้ราชการเป็นวงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท โดยให้ราชการระดับล่างและกลางที่ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งมีอยู่จำนวน 1 ล้านคน ซึ่งจะได้เงินคนละประมาณกว่า 1 พันบาท โดยจะจ่ายเงินให้ได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาว เป็นการกระตุ้นการบริโภคให้เกิดความคึกคัก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มเติมเหมือนกับการลดภาษีช็อปปิ้งของรัฐบาลในช่วงส่งสิ้นปี 2558

"การแจกเงินข้าราชการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรายเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ในภาพรวมเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความคึกคักทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น และข้าราชการเป็นกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือเลย"แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังยังจะเสนอมาตรการเติมเงินกองทุนหมู่บ้านรอบใหม่ให้ ครม. พิจารณาด้วย โดยนำเงินในส่วนของเงินตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งทำสัญญาไม่ทัน 31 มี.ค.นี้ ประมาณ 5 พันล้านบาท และเงินลงทุนปีงบประมาณ 2559 ที่ก่อหนี้ไม่ทัน 31 มี.ค.นี้ อีกประมาณ 5.73 หมื่นล้านบาท บางส่วนไปให้กับกองทุนหมู่บ้านที่มีโครงการพร้อมดำเนินการแล้ว แต่ไม่ได้รับเงินจัดสรรจากมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท โดยต้องไม่เป็นโครงการที่ซ้ำกับโครงการที่ได้รับจัดสรรเงินกองทุนหมู่บ้านละ 5 แสนบาท วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายทำสัญญาและเบิกจ่ายให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

สำหรับมาตรการกระตุ้นรอบใหม่ ในส่วนของบ้านประชารัฐ จะอัดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 7 หมื่นล้านบาท โดย 4 หมื่นล้านบาทเป็นการปล่อยให้กับผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการบ้านประชารัฐ ดำเนินการโดยธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และอีก 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยให้ผู้ประกอบการที่จะก่อสร้างโครงการบ้านประชารัฐ โดยธนาคารออมสิน, ธอส.และธนาคารกรุงไทย จะปล่อยกู้แห่งละ 1 หมื่นล้านบาท

หวังดันจีดีพีโตตามเป้า

"รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะประเมินว่าปัญหาภัยแล้งจะส่งผลกระทบกับประชาชนและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงยาวนานอีกกว่า 2 เดือน ไปจนถึงกลางเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงการส่งออกของไทย ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 60-70% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ถึงแม้ว่าจะมีการใช้จ่ายภาครัฐเข้ามาช่วย โดยมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้ดีขึ้น แต่ก็มีสัดส่วนเพียง 10% ของจีดีพีเท่านั้น ทำให้แรงพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มาก" แหล่งข่าวกล่าว และว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ในการเติมเงินกองทุนหมู่บ้านละ 5 แสนบาท วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท ยังต้องใช้เวลาดำเนินการ และจะมีการทยอยเบิกจ่ายไปจนถึงสิ้นปี ทำให้มีเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจในช่วงได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อย รัฐบาลจึงออกมาตรการรอบ 3 เพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้ตามเป้าเป้าไม่ต่ำกว่า 3.5%

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยปฏิเสธแสดงความเห็น โดยระบุว่า ยังไม่รู้ และไม่ทราบในรายละเอียดเลย แต่ในมุมมองส่วนตัวเห็นด้วย เพราะถือว่าได้เงินมาใช้จ่าย ได้เงินมาใครก็ต้องชอบ ถ้าเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ถือว่าดี แต่คงต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนก่อนถึงกล้าให้ความเห็นต่างๆ ได้

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจในประเทศกำลังประสบกับปัญหา รัฐบาลต้องหาวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องหามาตรการชั่วคราว อาทิ ช็อปช่วยชาติ ซึ่งได้ผลดีหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินได้ เพราะตอนนี้เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ประสบปัญหา แต่เป็นทั่วโลก อย่างไรก็ดี โครงการประชานิยมไม่ใช่ของเสีย ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ต้องใช้ให้เป็น ซึ่งดูแล้วโครงการนี้ก็ไม่ใช่โครงการผูกพันและทำลายเหมือนโครงการรับจำนำข้าวที่มีผลเสียเยอะเกินไป เป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งเห็นด้วยในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นนี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์หาสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสอบถามความคิดเห็น แต่ก็ถูกปฏิเสธ อ้างว่าไม่ทราบรายละเอียด อาทิ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สปท. และอดีตปลัดกระทรววงการคลัง, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สปท.ด้านเศรษฐกิจ, นายนิกร จำนง สปท.ด้านการเมือง และนายกษิต ภิรมย์ สปท.การเมือง

ปชป.ยกมือหนุน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และที่ปรึกษาด้านการเงิน กทม. กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการ เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเป็นเรื่องที่รัฐควบคุมได้เองไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สามารถส่งเงินเข้าไปในระบอบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเหลือข้าราชการที่มีเงินเดือนน้อยให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน ที่สำคัญ หากรัฐบาลจะเดินหน้าในเรื่องนี้ก็ควรดำเนินการไปในคราวเดียว คือแก้มติ ครม.ในอดีตที่มีการล็อกอัตรากำลังของข้าราชการเอาไว้ไม่เกิน 40%ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรรให้หน่วยงานนั้น ทำให้รัฐไม่สามารถจัดหาข้าราชการมาทำงานได้ และทำให้ต้องไปจ้างบุคคลภายนอก หรือที่ปรึกษาต้องใช้งบประมาณส่วนอื่นมาทดแทน และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากหากเปรียบกับการจ้างข้าราชการ

“หากรัฐบาลแก้ไขมติ ครม.ดังกล่าว จะช่วยให้มีการสร้างงานเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้กำลังคน อาทิ เทศกิจ ดูแลถนน ต้นไม้ เป็นต้น อย่างเช่น กทม. ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็สามารถดูแลความเรียบร้อยให้สังคมเพิ่มมากขึ้นด้วย รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจ โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นลูกจ้างมาเป็น 10 ปี จะได้มีโอกาสเป็นข้าราชการเสียที”นายอรรถวิชช์ระบุ

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงมาตรการแจกเงินข้าราชการระดับกลางและล่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ครม.ประกาศให้วันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์เมื่อรวมเสาร์ อาทิตย์แล้วประมาณ 5 วัน การเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจโดยแจกเงินนั้น แม้เป็นโครงการประชารัฐที่สามารถให้ไปได้ แต่ต้องไปดูด้วยว่าเมื่อให้ไปแล้วจะเกิดผลหรือไม่ มีการนำไปใช้ตามเจตนาที่อยากให้เกิดผลหรือไม่ เจตนาคือให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทางที่ดีเงินนั้นต้องเกิดการหมุนเวียน มีการนำกลับมาใช้ซ้ำหลายๆ รอบ ถ้าให้ไปแบบนี้ ก็ควรมีตัววัดผลย้อนกลับ เช่น เมื่อนำไปใช้ในร้านค้า ไปพักตามโรงแรม ก็ควรมีใบเสร็จออกมาด้วย แต่ถ้าให้เหมือนให้เปล่า เงินนั้นจะตกน้ำ ไม่เกิดประโยชน์อะไร

พท.แขวะไร้ผล

“การทำแบบนี้ที่หวังให้เกิดการกระตุ้นเหมือนเอากุ้งฝอยไปตกปลากะพง และที่ให้เฉพาะข้าราชการ ก็บ่งบอกว่าคลังเองก็กระเป๋าแห้งเหมือนกัน ไม่อู้ฟู่ บรรดานายธนาคารก็กังวลจีดีพีไม่น่าจะถึง 3.5% ตรงนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ หากนโยบายออกจริง มันเป็นการกระตุ้นกะปริบกะปรอย ไม่ได้ใหญ่จริง ถ้าใหญ่จริงก็ควรมีนโยบายไปทั่วๆ ไปถึงรากหญ้าเกษตรกรด้วย ซึ่งมีเกือบ 60 ล้านคน ถ้าจะให้แจกเงินคนละพันกว่าบาท ต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้าน ก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะให้หัวละ 100 บาทก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่สำหรับเรื่องนี้ การเตรียมแจกเงินให้ข้าราชการ ผลสุดท้าย ผลสะท้อนกลับคงวัดค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้”นายเรืองไกรระบุ

น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองโฆษก พท. และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องขอแสดงความยินดีกับข้าราชการระดับกลาง ระดับปฏิบัติการ ที่จะได้วงเงินจากรัฐบาล เพราะข้าราชการก็เป็นตัวแปรสำคัญในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องนี้ แต่ลุกลามไปทั่ว คนหลายระดับได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะรากหญ้า ในการช่วยเหลือหรือกระตุ้น ควรจะช่วยคนกลุ่มอื่นในสังคมด้วย

"การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่น่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังดำดิ่งในทุกๆ ด้านได้เพียงในเดือนเดียว เมื่อจะแก้ปัญหา ควรแก้ให้คนกลุ่มอื่นด้วย เช่น ชาวนา เกษตรกร ที่ตอนนี้ก็กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ควรหามาตรการว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง"น.ส.อนุตตมากล่าว

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลังกล่าวว่า การเอาเงินไปกระตุ้นกลุ่มต่างๆ เพื่อให้เกิดการอุปโภคบริโภคนั้น ปกติไม่เห็น เพราะควรนำเงินไปทำถาวรวัตถุพัฒนาชุมชนจะดีกว่า แต่กรณีนี้นำเงินไปให้ข้าราชการระดับล่างและกลาง ถือเป็นการช่วยเล็กน้อยไม่เป็นไร เมื่อเขาได้รับเงินแล้วจะนำไปจับจ่ายใช้สอย เป็นในแง่ของขวัญกำลังใจข้าราชการ แต่ว่าทำไปจนเป็นกิจจะลักษณะจะเสียระเบียบ เพราะต่อไปต้องทำเรื่อยๆ จะกลายเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายประจำของภาครัฐ ถ้านานๆ ทำครั้งไม่เป็นไร

นายธีระชัยกล่าวอีกว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น อยากให้เอาเม็ดเงินไปทำโครงสร้างพื้นฐานชุมชน เช่น โรงหมักขยะ โรงผสมปุ๋ยที่จะใช้เพาะปลูกในชุมชน แต่กระบวนการตรงนี้ต้องใช้เวลา และความต้องการแต่ละชุมชนแตกต่างกัน ส่วนวิธีกระตุ้นอุปโภคบริโภคนั้น เหมือนไฟไหม้ฟาง แป๊บเดียวก็หมด น่าเสียดาย เพราะเงินเท่ากันสามารถเอาไปสร้างถาวรวัตถุได้ ซึ่งขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นได้เร็ว ดังนั้น ระหว่างนี้ นอกจากโครงสร้างพื้นฐานชุมชนแล้ว ภาครัฐควรเน้นเรื่องการปฏิรูป ไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจ แต่เป็นทุกด้าน แต่ในเรื่องเศรษฐกิจนั้นต้องปฏิรูปหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดในแง่ของกระบวนการจัดการ การแก้ปัญหาการผูกขาดตัดตอนเรื่องต่างๆ ปัญหาพวกเสือนอนกินที่เข้ามาครอบครองบางธุรกิจ การปฏิรูปเรื่องระบบการค้าส่งค้าปลีกพลังงานทั้งระบบ

“การปฏิรูปกระบวนการเปิดเผยข้อมูล กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลในลักษณะที่เป็นหน้าที่ที่ต้องเปิดทุกอย่าง การปรับทำงานของรัฐให้ประชาชนเข้ามามีส่วนออกความเห็น รับรู้ปัญหา ร้องเรียน และติดตามแก้ไขสิ่งที่ได้รับการร้องเรียน ทั้งหมดเป็นกระบวนการปฏิรูปที่จะใช้จังหวะนี้ในการดำเนินการปรับตัวทำให้เราพร้อมเข้าไว้ แทนที่จะเอาเวลาไปทุ่มการคิดกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยมที่ได้ผลแป๊บเดียว ควรทำอะไรที่ยั่งยืน เช่น ในแง่โครงสร้างพื้นฐานชุมชน”นายธีระชัยกล่าว

เชื่อมีผลจิตวิทยา

ส่วนนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวคล้ายกับมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการเมื่อช่วงปลายปี 2558 แต่ครั้งนี้เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นข้าราชการ โดยเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของข้าราชการ ส่วนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่นั้น คิดว่ามีผลจำกัด เป็นในแง่ทำให้เกิดความรู้สึกหรือผลทางจิตวิทยามากกว่า เหมือนกับให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ย่ำแย่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่หมด เพราะมีมาตรการออกมาเรื่อยๆ แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ รัฐบาลต้องไปเร่งตัวงบประมาณในส่วนของการลงทุนผ่านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังติดขัดอยู่ ซึ่งจะช่วยได้ระดับหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการดังกล่าวออกมาบ่อยครั้งจนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนนโยบายประชานิยม นายสมชายตอบว่า ลักษณะของนโยบายประชานิยมมี 2 แบบ คือประชานิยมทางบวกกับประชานิยมทางลบ ซึ่งนโยบายประชานิยมทางลบจะสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพการคลัง ประชาชนจะมีความรู้สึกว่าได้เงินมาง่าย เช่น นโยบายรถคันแรก จะเห็นว่าประชาชนเป็นหนี้ มาในระยะหลังธุรกิจรถยนต์ก็เริ่มซบเซา ซึ่งนโยบายลักษณะนี้จะใช้หาเสียง แต่มาตรการแจกเงินให้ข้าราชการระดับล่างและระดับกลางคนละพันกว่าบาทนั้นแม้จะไม่ใช่ประชานิยมทางบวก แต่ก็ไม่ได้ลบขนาดนั้น เพราะเป็นมาตรการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง เพราะตัวเลขงบประมาณยังต่ำมาก ไม่ได้ทำให้ประชาชนก่อหนี้มากมาย คิดว่ามีลักษณะในแง่บวก แต่ผลของมันจำกัดมาก ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไร เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ว่าในช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นปีใหม่ไทยมีความคึกคัก เพราะคนมีกำลังซื้อ

วันเดียวกัน นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 300 บาท เป็น 360 บาททั่วประเทศไทย และให้ปฏิรูปประกันสังคมให้โปร่งใสว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการพิจารณาร่วมกันทั้งฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง ภาครัฐ ในลักษณะไตรภาคีภายใต้คณะกรรมการค่าจ้าง โดยรับข้อเสนอมาจากอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของทุกจังหวัด ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการค่าจ้างกลางได้ให้ความเห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานครั้งล่าสุดอีก 20 สาขาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานต่ำที่สุดอยู่ที่ 360 บาท/วัน สูงสุดอยู่ที่ 550 บาท/วัน ซึ่งจะนำเสนอต่อ ครม.ในวันที่ 22 มี.ค.นี้

“ส่วนการปฏิรูปประกันสังคม พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมากได้เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนหลายประการ ขณะเดียวกันก็ลดงบประมาณด้านการดูงานในต่างประเทศลดลงตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 มี.ค.อย่างเคร่งครัด”นายธีรพลระบุ.

 

ที่มาไทยโพสต์ วันที่ 21 มีนาคม 2559
http://www.thaipost.net/?q=ใจป้ำแจกเงินขรก-คลังชงครมบิ๊กตู่เคาะแรงงานเตรียมเฮขึ้นค่าแรง 

***ชมคลิปข่าวนี้ จาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ วันที่ 21 มีนาคม 2559 ทางไทยทีวีสีช่อง 3***


โพสเมื่อ : 22 มี.ค. 59   อ่าน 336 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ดาว์พงษ์สั่งแก้ไข ประกาศเรียนฟรี สตาร์ทอนุบาล-ม.6
07 มิ.ย. 59 | อ่าน 343 ครั้ง
’รินน้ำใจสู่น้องชาวใต้’ความสำเร็จที่ไม่ควรมองข้าม
07 ก.พ. 56 | อ่าน 582 ครั้ง
เซ็นแล้ว!แท็บเล็ตจีนล็อตแรก 4 แสนเครื่อง
11 พ.ค. 55 | อ่าน 1465 ครั้ง
ร่างพ.ร.บ.วชช.ยังมีลุ้น
18 ม.ค. 54 | อ่าน 9210 ครั้ง
จุฬาฯ ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก CWUR
06 ส.ค. 57 | อ่าน 435 ครั้ง
ชัดแล้ว สกศ.ปรับเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ
04 ก.ค. 61 | อ่าน 375 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.