Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ปัญหารากหญ้าต้องพัฒนา’การศึกษาท้องถิ่น’




      

คอลัมน์: พอแล้วรวย: ปัญหารากหญ้าต้องพัฒนา'การศึกษาท้องถิ่น' (7)

          การจัดการศึกษาภาคประชาชนนั้น ทำได้หลายระดับจากบ้าน หรือ Home School ซึ่งหมายถึงการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองขออนุญาตจัดโปรแกรมการเรียนการสอนให้ลูก หรือหากจะเปิดเป็นโรงเรียนก็เริ่มได้ตั้งแต่มีเด็กนักเรียน 50 คน ก็จัดเป็นโรงเรียนได้ หากมากกว่าร้อยคนต้องผ่านการอนุมัติจากบอร์ดของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก่อน หรือขออนุญาตกระทรวง นั่นจึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดโรงเรียนเล็กๆ ขึ้นมาที่มาบเอื้อง
          โรงเรียนมาบเอื้องมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติที่มาบเอื้อง หรือชื่อที่เรียกกันติดปากว่า โรงเรียนปูทะเลย์ เนื่องจากเป็นการประยุกต์แนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเผยแพร่แนวคิดในหนังสือพระมหาชนก โดยยึดเป้าหมายสี่ประการที่ได้เล่าไปแล้ว โรงเรียนนี้พัฒนาได้เพียง 1 เทอม เพิ่งเปิดเทอม 2 เท่านั้น แต่ประสบผลสำเร็จอย่างมาก จนเขตพื้นที่การศึกษาได้เชิญคณะผู้จัดตั้งไปบรรยายแนวทางให้ฟัง นอกจากนั้น ได้มีจิตอาสาเป็นสจ๊วตท่านหนึ่งถ่ายทำนำลงเผยแพร่ในยูทูบ และรายการสถานีสีเขียวได้ไปถ่ายทำออกรายการทางไทยพีบีเอส เป็นที่ประทับใจของนักบริหารการศึกษา ที่วิธีการศึกษาได้ยึดปรัชญาหลักของพระเจ้าแผ่นดินเป็นปรัชญาการศึกษาและการเรียนรู้แบบ learning by doing ให้นักเรียนได้มีทักษะก่อนแล้วสรุปสาระความรู้ความเข้าใจจนครบทั้ง 8 หมวดสาระที่กระทรวงตั้งนโยบายเอาไว้ แต่ไม่ได้เน้นที่สาระอย่างเดียว เน้นที่การปฏิบัติเพื่อให้ได้สาระจากการเรียนรู้ เช่น การจัดการป่าด้วยป่าเปียก การสร้างฝาย เป็นคลังน้ำ คลังอาหาร ให้ป่าเป็นคลังอาหารของโรงเรียนได้ สามารถที่จะเรียนรู้ที่จะผลิตปุ๋ยให้กับป่าไม้ ป่าของเด็กๆ จึงโตเร็ว
          จากนั้นพัฒนามาเป็นปุ๋ยจุลินทรีย์สำหรับบำบัดน้ำเสียใส่ในแหล่งน้ำ ปลา กุ้ง ก็โตดีได้ นักเรียนโรงเรียนปูทะเลย์ขณะนี้มีปุ๋ยเป็นของตนเองแล้ว 200 กว่าตัน ซึ่งนอกจากนำไปใช้เองแล้วยังให้ผู้ปกครองได้ใช้ นำไปแจกจ่าย ไปทำบุญให้กับวัด และนำมาจำหน่ายเป็นรายได้ให้ตนเอง สิ้นปีเมื่อเด็กๆ เรียนจบชั้นประถมเด็กจะมีเงินสะสมเป็นของตนเอง พอจบมัธยมก็มีเงินเพิ่มมากขึ้น สรุปว่าเด็กนักเรียนนอกจากไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลยแล้วยังมีเงินเก็บเป็นทุนให้ตัวเองอีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่าเด็กนักเรียนสามารถพึ่งตนเองได้จริงๆ
          อีกทั้ง เด็กๆ ยังได้ฝึกทำอาหาร เรียนรู้การปรุงอาหารไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญอาหารสูตรเด็ดต่างๆ ได้เสียสละเวลามาสอนให้ หรือแม้แต่อาหารสากลก็มีผู้ใหญ่ใจดีอาสามาสอน แน่นอนว่าเมื่อเด็กได้ลงมือทำด้วยตัวเองต่อเนื่อง จะจำขั้นตอนได้โดยอัตโนมัติ เมื่อต้องสอบเด็กก็จะจำได้หมด เช่น วิชาคณิตศาสตร์ อาจารย์ยักษ์จะเริ่มสอนคำนวณง่ายๆ เช่น ข้าว 1 ไร่ จะมีต้นข้าวกี่ต้น มีผลผลิตข้าวกี่เมล็ด ข้าวเปลือก 1 เมล็ดเมื่อเพาะลงไปแล้วให้ผลผลิตกี่เมล็ดแต่ละต้น แต่ละกอ กอหนึ่งมีกี่ต้น ต้นหนึ่งมีกี่เมล็ด เป็นต้น เป็นการฝึกสมาธิในตัว
          ส่วนวิชาภาษาไทยก็จะใช้อธิบายขั้นตอนการผลิตอาหาร ไปจนถึงการสำรองเป็นคลังอาหาร โดยการเรียนภาษานั้นเด็กจะถูกฝึกให้เขียน ให้อ่าน ให้อธิบาย และนำเสนอเป็น presentation ได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เด็กจะคล่องภาษาเพราะได้ผู้เชี่ยวชาญภาษานั้นๆ มาอธิบาย อาชีพเด็กก็จะพึ่งตนเองได้จริงๆ เป็นตัวอย่างที่ถือเป็นโอกาสที่ดีของโรงเรียนขนาดเล็ก
          ถ้าเรามองปัญหานั้นเป็นโอกาส จะได้ถือว่าโรงเรียนขนาดเล็กได้รับโอกาสให้เป็นทางเลือกใหม่ ให้เป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ต่อท้องถิ่นของตัวเอง
          เป็นแนวคิดการศึกษาใหม่เพื่อสร้างหน่ออ่อนให้แก่ประเทศชาติ

 

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก


โพสเมื่อ : 20 ธ.ค. 56   อ่าน 530 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สอศ.ตั้งเป้าปีนี้ดึงเด็กเรียนสายอาชีพ เข้มคุณภาพ 9 สาขา - ปรับหลักสูตรรับอาเซียน
08 ม.ค. 56 | อ่าน 934 ครั้ง
ตามไปดู’กศน.สอนภาษาไทยในมาเลเซีย’
17 ม.ค. 56 | อ่าน 609 ครั้ง
แฉ ศธ.เพิ่มภาระครู มุ่งกวดวิชา ครูยังต้องรับภาระโครงการที่ไม่ใช่การสอนเฉลี่ยคนละ 6-8 โครงการ
14 พ.ย. 59 | อ่าน 260 ครั้ง
ว.แม่ฮ่องสอนจี้ช่วยน.ศ. ปี 1 ไทยภูเขาออกอื้อ-เหตุไร้เงินเรียน
03 ก.ย. 55 | อ่าน 696 ครั้ง
สพฐ.แจ้งปฏิทินการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศปีการศึกษา 2560
24 พ.ค. 60 | อ่าน 237 ครั้ง
สกศ.วิจัยเพิ่มมูลค่าสินค้า
12 ก.ย. 55 | อ่าน 673 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.