Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เพิ่มผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้อย่างไร




      

เพิ่มผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้อย่างไร โดย สุรชัย เทียนขาว
         

          เป้าหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ได้กำหนดไว้เรื่องหนึ่งสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือภายในปี 2558 จะต้องให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทย โดยผลการทดสอบ PISA ของไทยให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่ระดับโลก ในการที่จะทำให้ผลการสอบ PISA สูงขึ้น ภายในปี 2558 (2015) ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับการประเมินผลระยะที่ 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมการและดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาของประเทศได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ เป็นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ที่จะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง มากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน ในด้านการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 (Phase l: PISA 2000 PISA 2003 และ PISA 2006) และรอบที่ 2 (Phase ll: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015)
          ในการดำเนินการผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้ดีขึ้นจากผลการสอบครั้งก่อนๆ นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีความกระตือรือร้นสูงมาก ในการขับเคลื่อน/ผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย โดยให้มีคณะกรรมการ/คณะทำงานขับเคลื่อนในระดับกระทรวง (Macro level) การดำเนินงานตามแนวทางนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าการเพิ่มคะแนนการสอบ PISA ของไทยในรอบใหม่มีความเป็นไปได้
          อย่างไรก็ตาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งประเทศ และสถานศึกษาในภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกือบทั้งหมด ก็ควรที่จะต้องตระหนักและหาหนทางในการกำหนดมาตรการแนวปฏิบัติเพื่อยกระดับผลการสอบ PISA ของตนเอง (SBM) สำหรับแนวทางที่จะช่วยให้หน่วยงานระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา (Micro level) กำหนดมาตรการเพื่อรองรับ นอกจากการปรับระบบการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล โดยเฉพาะเครื่องมือวัดผล กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมวิชาการ, ชุมนุม, ชมรม) ให้เข้มข้นขึ้นแล้วก็ควรมีการศึกษางานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการพัฒนา / ปรับปรุง
          ในที่นี้จะขอนำเสนอให้มีการศึกษารายงานผลการศึกษาของโครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2544) เรื่อง ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นรายงานการศึกษาที่วิเคราะห์ผลกระทบจากตัวแปรด้านโรงเรียนที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โดยศึกษาข้อมูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA 2009
          โดยชี้ให้เห็นว่าลักษณะของระบบโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จ และลักษณะที่ระบบของไทยเป็นอยู่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดทำแผนขับเคลื่อน และปรับปรุงระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่
          สำหรับระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในรายงานฉบับนี้ หมายถึง โรงเรียนที่นักเรียนมีผลการประเมินการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD (493 คะแนน) ภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมของนักเรียนส่งผลกระทบต่อคะแนนการอ่านต่ำกว่าประเทศ OECD และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจสังคม และผลการประเมินมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยข้อมูลชุดนี้น่าจะนำไปใช้ประโยชน์การจัดทำแผนการขับเคลื่อนได้มากและตรงประเด็น ลักษณะของระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ และลักษณะที่ระบบของไทยเป็นอยู่ มีดังนี้
          1.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ สามารถจัดให้นักเรียนมีโอกาสทางการเรียนเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคม อย่างไร
          โรงเรียนไทยมีการแบ่งกลุ่มตามภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมปรากฏชัดเจน ค่าดัชนีเฉลี่ยของสถานะทางสังคมและวัฒนธรรมของโรงเรียนกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำแตกต่างกันถึงเกือบสองหน่วยดัชนี (ความแตกต่างเฉลี่ย 1.76) ซึ่งประเทศสมาชิก OECD ไม่มีประเทศมีความแตกต่างสูงขนาดนี้
          2.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ให้อำนาจอิสระแก่โรงเรียนในด้านการกำหนดการเรียนการสอนและออกแบบการประเมินผลได้เอง แต่ไม่จำเป็นต้องให้โรงเรียนแข่งขันกันรับนักเรียน
          ประเทศไทยมีบรรยากาศของการแข่งขันกันรับนักเรียนสูงมาก การที่โรงเรียนต้องสอบคัดเลือกนักเรียนและสอบในวันเดียวกัน หรือรับมอบตัววันเดียวกันกับวันสอบของโรงเรียนอื่นเป็นการแข่งขันที่สูงที่สุด เพราะต่างโรงเรียนต่างแย่งนักเรียนกัน ตัดโอกาสไม่ให้นักเรียนและพ่อแม่มีทางเลือกโรงเรียนที่หลากหลาย
          3.ในประเทศสมาชิก OECD ส่วนใหญ่โรงเรียนเอกชนมีผลการประเมินสูงกว่าโรงเรียนของรัฐ แต่
          หลังจากอธิบายด้วยเหตุผลทางภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคมและประชากรศาสตร์ของโรงเรียนและนักเรียนแล้ว ในประเทศสมาชิก OECD นักเรียนโรงเรียนของรัฐมีผลการประเมินสูงกว่าโรงเรียนเอกชน ส่วนประเทศไทยโรงเรียนของรัฐสูงกว่าเอกชนทั้งก่อนและหลังอธิบายด้วยตัวแปรทางภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม
          ประเทศไทย พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมเลือกโรงเรียนของรัฐ และผลการประเมินนักเรียนในโรงเรียนของรัฐสูงกว่าโรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว และเมื่ออธิบายด้วยตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว โรงเรียนของรัฐยิ่งสูงขึ้นอีก
          4.พ่อแม่ต้องการเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพทางวิชาการมากกว่าความช่วยเหลือทางการเงิน
          สำหรับการปฏิบัติในประเทศไทย ขณะนี้ให้ลำดับความสำคัญกับมาตรการการช่วยเหลือทางการเงินเป็นอันดับแรก แต่มาตรการการยกระดับคุณภาพการศึกษายังไม่ถูกจัดลำดับความสำคัญ
          5.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมีการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงและการใช้จ่ายมักให้ลำดับความสำคัญกับเงินเดือนครูมากกว่าทำชั้นเรียนขนาดเล็ก
          ประเทศไทยครูมีเงินเดือนไม่สูงแต่ชั้นเรียนมีขนาดใหญ่ และข้อมูลชี้ว่าโรงเรียนที่มีผลทางวิชาการสูง มีครูและทรัพยากรที่ดีกว่า และเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนได้เปรียบทางสถานะเศรษฐกิจและสังคม ส่วนโรงเรียนที่ด้อยเปรียบหรือโรงเรียนยากจน มีดัชนีสถานะเศรษฐกิจและสังคม และดัชนีทรัพยากรต่ำกว่าทั้งสองอย่าง ครูดีๆ มีคุณภาพมีอยู่เฉพาะในโรงเรียนดีๆ ที่มีผลทางวิชาการสูง ส่วนครูในโรงเรียนยากจน นอกจากไม่ใช่ครูคุณภาพสูงแล้วยังต้องแบกภาระงานนอกเหนือจากการสอนอีก เพราะทรัพยากรบุคคลมีจำกัด จึงเกิดความแตกต่างจากโรงเรียนเศรษฐกิจดีในช่องว่างที่กว้างมาก ซึ่งเป็นตัวชี้บอกถึงความไม่เสมอภาคในการกระจายทรัพยากร
          6.โดยทั่วไปโรงเรียนที่มีบรรยากาศทางระเบียบวินัยดี นักเรียนและครูมีพฤติกรรมทางบวกและมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนกับครู มีแนวโน้มที่มีคะแนนการอ่านสูง
          แม้ว่าโดยทั่วไปในประเทศส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับประเทศไทย แม้ว่านักเรียนจะรายงานถึงระเบียบวินัยที่ดี และอยู่ในอันดับต้นๆ ของตาราง แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนน หรือมีความสัมพันธ์แบบกลับกัน
          ส่วนการปรับระบบโรงเรียนของไทย คณะผู้ศึกษาและจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว มีข้อเสนอและชี้แนะ ดังต่อไปนี้
          1) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ เนื่องจากความผิดพลาดของระบบที่ผ่านมาคือ การส่งเสริมทรัพยากรที่ไม่เสริมการเรียนรู้ ตัวแปรที่ส่งผลกระทบทางลบ เช่น การปล่อยให้ครูที่ขาดแคลนเกษียณอายุก่อนเวลา และการเก็บอัตราครูเกษียณทำให้ขาดแคลนครูมากยิ่งขึ้น การเรียนกวดวิชานอกโรงเรียนตลอดจนการสนับสนุนการใช้ ICT ตามกระแสการพาณิชย์
          2) การทำให้นักเรียนจำนวนมากที่สุดอยู่ในมือครูคุณภาพสูง โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มอ่อนจำเป็นที่ต้องการความช่วยเหลือจากครูดี การยกระดับให้ครูส่วนใหญ่ของประเทศเป็นครูคุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำอย่างรีบด่วน
          3) มุ่งเน้นให้นักเรียนกลุ่มด้อยเปรียบทางสถานะทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ทั้งโรงเรียนที่ด้อยเปรียบ และนักเรียนที่ด้อยเปรียบในโรงเรียน ให้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเพียงพอ การปฏิบัติที่ผ่านมาที่รัฐจัดหาทรัพยากรให้นักเรียนเท่ากันทุกคนไม่ใช่คำตอบ แต่กลับขยายการปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นการขยายช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มีสถานะต่างกันให้กว้างขึ้นอีก
          4) มุ่งสร้างความเข้มแข็งทางการศึกษา สร้างนักเรียนที่มีความรู้และทักษะถึงระดับ 5 และสูงกว่าให้มีสัดส่วนมากขึ้น (ระดับการรู้เรื่องในการประเมินผล PISA มีระดับ 1 ถึงระดับ 6)
          5) เวลาเรียนและวิชาเรียน นักเรียนไทยมีวิชาเรียนมากกว่านักเรียนวัยเดียวกันในประเทศอื่นๆ นักเรียนจึงมีเวลาเรียนแต่ละวิชาต่ำ แต่เรียนหลายวิชาต่อสัปดาห์ จึงควรมีการทบทวนการใช้เวลาเรียนและวิชาเรียน ส่วนการกวดวิชานั้นไม่ควรได้รับการส่งเสริม
          6) ประเด็นการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการเรียนการสอน เป็นนโยบายที่ต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะนอกจากยังไม่มีรายงานว่าการใช้คอมพิวเตอร์ของนักเรียนส่งผลทางบวกต่อการเรียนรู้ ยังปรากฏข้อมูลที่เป็นเชิงลบ
          7) เปลี่ยนวิธีการสอนและประเมินผลให้สะท้อนเป้าหมายของการเรียนการสอนและหลักสูตรเพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ การเรียนการสอนต้องมีความพยายามให้นักเรียนให้รู้เรื่อง (Literacy) นักเรียนต้องเรียนและสอบได้จริงๆ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการวัดและตัดสินผลการสอบได้และต้องพยายามเปลี่ยนแปลงประมวลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับสูงกว่า
          8) เร่งรัดการปรับปรุงระเบียบวิจัยของนักเรียนความปลอดภัยในบรรยากาศทางการเรียนในด้านการปฏิบัติของครูเชิงพฤติกรรมที่นอกเหนือจากงานสอนปกติในห้องเรียน
          ข้อมูลที่นำเสนอดังกล่าวข้างต้น เป็นสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงวิชาการจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ (Evidence base) ควรอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของไทยระดับนโยบาย (Macro level) ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กรมกองในสังกัด และระดับปฏิบัติการและหน่วยงานกำกับติดตาม (Micro level) ได้แก่สถาบันอุดมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐและเอกชน นำข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นทางเลือกหนึ่งสู่การปฏิบัติในส่วนที่ตนเองเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนโยบายออกกฎกระทรวง ออกระเบียบการปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอน การพัฒนาครู การจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ ทุกภาคส่วนควรนำการบริหารจัดการที่เน้นผลวิจัย/ประเมิน (Research based management) มาพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อหนีความอลเวง ในการใช้ความคิดส่วนตนในลักษณะของอัศวินม้าขาว
          ขอชื่นชม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ที่กล่าวไว้ว่า ท่านไม่ใช่อัศวินม้าขาว ดังนั้น การยกระดับคุณภาพของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดดังที่กล่าวข้างต้น คือการทำให้ผลการทดสอบ PISA ของไทยดีขึ้นนั้น ควรมีการเสวนาวิชาการในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่นานาชาติ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกระตือรือร้นที่จะเสาะแสวงหาองค์ความรู้ ในการกำหนดมาตรการทั้งระดับมหภาคและจุลภาค หน่วยงานหรือองค์กรนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีศักยภาพและดำเนินการให้สังคมเกิดความรู้ที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เช่น สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพของเยาวชน (สสค.) ในการผลักดันให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบ PISA ของไทยให้สูงขึ้น และได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่เพียงเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. สกศ. สสวท. เท่านั้น สถานศึกษาทุกแห่ง เขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ พ่อแม่
          ที่สำคัญยิ่งคือ ตัวผู้เรียนเอง จะต้องมีความตระหนักปรับตัว และให้ความร่วมมือเพื่อสร้างประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก โรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องมีความรับผิดชอบในการเพิ่มผลการสอน PISA ให้สูงขึ้น

 (ที่มา:มติชนรายวัน 22 สิงหาคม 2556)


โพสเมื่อ : 23 ส.ค. 56   อ่าน 873 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ไทยอ่อนอังกฤษแพ้กัมพูชา โดดเด่นเรื่องทักษะทำงาน
01 มี.ค. 55 | อ่าน 12127 ครั้ง
มรส.ร่วมสสค.จัดโครงการ’ครูสอนดี’เน้นแม่พิมพ์ยุคปัจจุบันต้องเท่าทันโลกเทคโนโลยี
12 มี.ค. 56 | อ่าน 993 ครั้ง
สอศ.เปลี่ยนใจรับการประเมินรอบสาม
03 ส.ค. 54 | อ่าน 26676 ครั้ง
ย้ำใช้สื่อเสริมเรียนรู้
29 พ.ค. 60 | อ่าน 478 ครั้ง
ฝุ่นตลบ! จับตาโยกย้ายซี 10-11 ศธ. หลัง "สุรเชษฐ์" ปักธงฟัน 3 คดีทุจริตมหากาฬ
07 ก.ย. 58 | อ่าน 643 ครั้ง
อบรม ’น.ร.’ด้อยโอกาสเตรียมรับเข้าทำงาน
11 มี.ค. 57 | อ่าน 567 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.