Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: การศึกษา: เดินเครื่องหลักสูตรใหม่ปี ’57ฝัน ’ครูสอนน้อย-เด็กรู้เยอะ’



          ใกล้เป็นความจริงไปทุกขณะสำหรับการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ต้องการให้เด็กใช้เวลาเรียนในห้องเรียนน้อย แต่ได้ความรู้เยอะ
          เพราะที่ผ่านมาเด็กไทยเรียนถึง 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี เรียนเนื้อหาตำราเยอะจนสะพายกระเป๋าหลังแอ่น แต่กลับได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำเมื่อเทียบกับบางประเทศที่เรียนแค่ 600-800 ชั่วโมงต่อปี แต่กลับได้ผลสัมฤทธิ์ที่สูงกว่า
          โดยขณะนี้คณะทำงาน 6 ชุด ที่เป็นคณะทำงานย่อยของคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มี นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.  เป็นประธาน ได้ปรับรื้อหลักสูตรคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้น่าจะแล้วเสร็จ
          จากการเปิดเผยของนายภาวิช ระบุว่า หลักสูตรใหม่ จะแบ่งการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ออกเป็น 6 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ 1.กลุ่มภาษาและวรรณกรรม 2.วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศ 4.สังคมและความเป็นมนุษย์ 5.โลก ภูมิภาคและอาเซียน และ 6.ชีวิตกับโลกของงาน
          โดยคณะทำงานกลาง จะมาดูความเชื่อมโยงและความซ้ำซ้อนใน 6 กลุ่มของสาระวิชา ซึ่งหากเจอว่าซ้ำซ้อน ก็ต้องบูรณาการให้สั้นลงนส่วนของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ใและ 2 จะเน้นทักษะ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือ จะนำ 6 กลุ่มสาระวิชา มารวมแล้วแยกเป็น 4 วิชา ได้แก่ 1.บ้านของเรา โลกของเรา 2. ชีวิตกับการเรียนรู้ จะทำอย่างไรถึงจะสร้างความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน 3.เด็กในวิถีประชาธิปไตย เป็นการเรียนรู้เพื่ออยู่ในสังคมแบบมีส่วนร่วม ความมีจิตสาธารณะ ศาสนา และ 4.ศิลปะและพลานามัยเพื่อชีวิต
          การจัดหลักสูตรสำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ส่วนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป จะจัดการศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มสาระวิชา แต่จะมีรายละเอียดที่แตกย่อยออกไปในแต่ละระดับชั้น เช่น ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเน้นการเรียนในทางลึกมากขึ้น โดยจะมีการแยกวิชาออกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวมทั้งจะมีทางเลือกให้กับนักเรียนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และสำหรับนักเรียนที่ไม่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะให้ทางเลือกเพื่อเรียนต่อสายอาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งในหลักสูตรเดิมนั้น จะมีทางเลือก
          ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อ จะไม่ได้มีการส่งเสริมหรือให้ทางเลือกอะไร
          เนื้อหาของหลักสูตรใหม่ อาจจะไม่เปลี่ยนมาก เพราะจริงๆ แล้วเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอนได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นลำดับอยู่แล้ว เพียงแต่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้ในปัจจุบันจะมี 8 กลุ่มสาระวิชา แต่ของใหม่จะเหลือเพียง 6 กลุ่มสาระ ซึ่งตำราต่างๆ อาจจะต้องค่อยๆ ปรับปรุง โดยอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปีนับจากมีการประกาศใช้นายภาวิช กล่าว
          หลักสูตรใหม่ จะกำหนดทักษะที่เด็กหจำเป็นต้องใช้ 10 ประการเมื่อจบการศึกษา อาทิ ทักษะด้านไอซีที การงานและอาชีพ เป็นต้น
          ส่วนการเรียนการสอนไม่ได้ลดการเรียนรู้ แต่จะลดการเรียนในห้องเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียน โดยจะต้องเน้นประสบการณ์เรียนรู้ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การอ่านเพื่อการเรียนรู้ ต่อไปครูต้องกระตุ้นให้เด็กอ่านมากขึ้น 2.การเรียนการสอนแบบโครงการ ทั้งด้านสังคม ศาสนา วิทยาศาสตร์ และจะนำไปสู่ทักษะที่พึงประสงค์ เช่น การค้นหาปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น 3.ไอซีที 4.คุณธรรมและจิตสาธารณะ 5.ความเป็นประชาธิปไตย และ 6.อาชีพ
          ทั้งนี้ การปรับหลักสูตรใหม่ จะทำให้ลดชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลง โดยระดับประถมศึกษา จะเหลือการเรียนในห้องเรียนประมาณ 600 ชั่วโมงต่อปี และจะเรียนนอกห้องเรียน 400 ชั่วโมงต่อปี จะมีผลทำให้นักเรียนเรียนในห้องเรียนเพียง 5 คาบต่อวัน จากเดิมเรียนประมาณ 6-7 คาบ
          ส่วนมัธยมศึกษา จะเหลือ 6 คาบต่อวัน
          โดยในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ นายภาวิช จะประชุมหารือกับคณะทำงานทั้ง 6 ชุดเพื่อพิจารณาหลักสูตรที่แต่ละส่วนรับผิดชอบอยู่ จากนั้นนำมาประกอบเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ  ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน พิจารณา
          คาดว่าในปีการศึกษา 2557 จะเริ่มนำร่องใช้หลักสูตรรอบแรกในโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 30 แห่ง รวมประมาณ 3,000 โรงเรียน ครอบคลุมทั้งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนสาธิตต่างๆ
          และจะให้โรงเรียนนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งละ 10 แห่ง ซึ่งจะทำให้ขยายโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรใหม่เป็น 30,000 กว่าแห่ง
          ขณะที่ นายพินิติ รตะนานุกูล  ผู้ตรวจขราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะทำงานกลุ่มโลก ภูมิภาคและอาเซียน ระบุว่า กลุ่มโลก ภูมิภาคและอาเซียน มีความคืบหน้าในการดำเนินงานเกือบ 100% แล้ว โดยกลุ่มนี้ จะเป็นวิชาที่เชื่อมโยงเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม รวมถึงเรื่องอาเซียน
          โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ ที่จะต้องเขียนขึ้นใหม่ เพราะที่ผ่านมาประเทศใดเขียนประวัติศาสตร์ ก็จะเข้าข้างตัวเอง ทำให้เกิดความขัดแย้ง
          แต่ในหลักสูตรใหม่จะเขียนประวัติศาสตร์ที่สร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน
          และหลักสูตรในกลุ่มของตนเองจะต้องมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามเป้าหมาย ที่ต่อไปเยาวชนในยุคศตวรรษที่ 21 จะต้องรู้เท่าทันในเรื่องต่างๆ อย่างรอบด้าน อาทิ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ไอที เป็นต้น
          โดยในการประชุมวันที่ 27 มิถุนายนนี้ แต่ละกลุ่มจะมาดูว่าแต่ละวิชาจะมีความเชื่อมโยงกันตรงจุดใดบ้าง
          ถือเป็นความก้าวหน้าของการปฏิรูปหลักสูตร ซึ่งจากนี้ต้องลุ้นว่าตำราเรียน รวมถึงผู้ปฏิบัติอย่างครูและบุคลากร จะสามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลตรงตามเป้าหมายแค่ไหน ล่าสุดผู้อำนวยการโรงเรียนดังต่างออกมาขานรับกับการปรับหลักสูตร
          จากนี้โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์คงอยู่ที่ครู เพราะหากครูไม่เข้าใจ...ต่อให้หลักสูตรดีและตำราเจ๋งแค่ฅไหน ผลสัมฤทธิ์ก็ไปไม่ถึงตัวเด็กอยู่ดี

 

          --มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 - 27 มิ.ย. 2556--


โพสเมื่อ : 21 มิ.ย. 56   อ่าน 599 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สถาบันอาชีวะเกษตรฯ4ภาคโดนเบี้ยว’วรวัจน์’เปลี่ยนใจไม่ให้แยกตั้ง
04 ม.ค. 55 | อ่าน 66655 ครั้ง
รมว.ศึกษาฯ ขีดเส้นพิมพ์เขียวปฏิรูปการศึกษาเสร็จภายใน 3 เดือน
14 พ.ย. 57 | อ่าน 305 ครั้ง
สพฐ.ใช้ระบบG-Chat สั่งงานตรงถึงโรงเรียน
08 ก.ย. 59 | อ่าน 373 ครั้ง
เลื่อนสอบ GAT/PAT เป็น 24-27 ธันวาคม 2554
31 ต.ค. 54 | อ่าน 51792 ครั้ง
’วรวัจน์’สั่งเลิกประเมินวิทยฐานะ ล้มคณะกรรมการ-ให้’ผู้ปกครอง’ประเมิน บิ๊กศธ.
19 ส.ค. 54 | อ่าน 82607 ครั้ง
จี้เอาผิดคนออก’หลักสูตรเถื่อน’
24 ธ.ค. 55 | อ่าน 499 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.