Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย



          ศ.นพ.ประเวศ วะสี
          1.ความยุ่งเหยิงซับซ้อนและวิกฤตของระบบการศึกษาไทย
          ระบบการศึกษาปัจจุบันซึ่งเริ่มเมื่อ 100 ปีเศษมาแล้ว ใหม่ๆ ก็ดูดี แต่ค่อยๆ ก่อตั้งเข้าไปสู่ความซับซ้อนยุ่งเหยิง และวิกฤตในตัวเองอย่างสางไม่ออก ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกันได้สร้างความอ่อนแอให้ประเทศ เพราะเป็นระบบที่ไม่ได้สร้างบุคลิกภาพคนไทยที่พึงปรารถนาเลย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีจิตสำนึกพลเมือง ความเป็นคนเห็นคุณค่าของการทำงาน และทำงานเป็น ความเป็นคนใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้เป็น
          ภาคธุรกิจเอกชนร้องเรียนว่า คนที่จบการศึกษามีแต่ปริญญา แต่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเราเน้นการศึกษาโดยการท่องวิชามากกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำ การเรียนโดยเอา วิชา เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอาความจริงของชีวิตจริงปฏิบัติจริงเป็นตัวตั้ง ทำให้คนไทย 4-5 ชั่วคนที่ผ่านมา ไม่รู้จักแผ่นดินไทย จบไปก็ทำอะไรไม่ถูก
          แต่เราก็มีกฎหมายที่ไปไล่ต้อนคนทั้งแผ่นดินให้มาเข้าระบบการศึกษาที่เป็นทางการ และสร้างค่านิยมว่า ต้องได้รับการศึกษาแบบนี้จึงจะดี แต่การเข้าโรงเรียนดีๆ ก็ยาก ทำให้เกิดระบบติวขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นภาระแก่เยาวชนที่จะต้องหน้าดำคร่ำเครียดต่อการท่องจำโดย ผิวเผินแต่ไม่มีประโยชน์จริงจังต่อปัญหาและทักษะชีวิต เป็นภาระอย่างหนักทางการเงินของพ่อแม่ จนผู้นำชุมชนเรียกระบบการศึกษาที่ทำให้พ่อแม่ยากจน หมดเนื้อหมดตัวว่าเป็น โจรเสื้อขาว
          ในพื้นที่ห่างไกลระบบติวไม่เข้มแข็ง พ่อแม่ต้องส่งลูกไปอยู่ในเมืองเพื่อมีที่ติวดีๆ แล้วเกิดปัญหาสังคมตามมาอีก เพราะเด็กอยู่ห่างไกลพ่อแม่ มามั่วสุมกันเอง เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเข้าไปอีก นี่เพราะเราไปสร้างค่านิยมให้เห็นว่าการศึกษา (ที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร) สำคัญกว่าการที่ครอบครัวพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน
          เมื่อเราไปมีกฎหมายและค่านิยมที่ต้อนคนทั้งหมดเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่เรียกว่า สามัญ (ซึ่งจริงๆ ไม่สามัญ) แบบเส้นตรง คือ ประถมเพื่อไปมัธยม มัธยมเพื่อไปอุดมศึกษา การจราจรสายนี้จึงเบียดเสียดเยียดยัด ทำให้การศึกษาเป็นการค้าแบบ จ่ายครบจบแน่ คนอยากได้ปริญญามากกว่าอยากเรียน แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐ ก็หมดกำลังไปด้วยการสอนคนที่อยากได้ปริญญามากกว่าอยากเรียนรู้ ทำให้งานวิชาการของชาติอ่อนแอ
          ทั้งหมดนี้จึงยุ่งเหยิงซับซ้อนวิกฤต หมดงบประมาณของชาติเป็นอันมาก แต่ไม่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และมองไม่เห็นทางออก จึงจะต้องหาอะไรที่เป็นจุดคานงัดออกจากระบบการศึกษาอันวิกฤต และแก้วิกฤตของประเทศไปพร้อมๆ กัน
          2.การศึกษาเพื่อสัมมาชีพคือจุดคานงัด
          การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยชี้ขาดของความร่มเย็นเป็นสุข ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่ กำลังวิกฤตอยู่ขณะนี้ เพราะเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาคนและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง การไม่มีงานทำและช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างมากเกิน กำลังเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองของโลกอยู่ในปัจจุบัน และนำไปสู่ความรุนแรง เราต้องไปเลยฝรั่ง สร้างบ้านเมืองของเราให้ร่มเย็นเป็นสุข โดยสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด อย่าลืมว่า สัมมาอาชี+ว เป็น 1 ในมรรค 8
          การศึกษาต้องมุ่งสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่
          สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมี รายจ่ายน้อยกว่ารายได้
          สัมมาชีพจึงเป็นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม พร้อมกันอยู่ในตัว ฉะนั้นเมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเกิดสังคมศานติสุข ซึ่งเป็นสังคมที่มีศีลธรรมอยู่ในตัวบูรณาการอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจและอื่นๆ ไม่ใช่การสอนศีลธรรมแบบแยกส่วนท่ามกลางความยากจน ซึ่งไม่ได้ผล
          การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จะปฏิรูปการเรียนรู้ จากการท่องวิชาในห้องเรียน มาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงให้ได้ผลจริง ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาและทักษะโดยรอบด้าน รวมทั้งการจัดการทำให้เกิดความสนใจใฝ่รู้ว่าความรู้หรือทักษะอะไรที่จะทำให้ทำงานได้ผลก็จะไปขวนขวายหาสิ่งนั้นๆ มา
          เป็นการเปิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างกว้างขวางการเรียนรู้ในห้องเรียนจำกัดอยู่ที่ครู ห้องเรียน ตำรา แต่การเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง กศน.เอย วิทยาลัยอาชีวะเอย วิทยาลัยเทคโนโลยีเอย วิทยาลัยสารพัดช่างเอย ผู้ประกอบการเอย ผู้มีอาชีพทั้งหลายล้วนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ยังศิลปิน พระสงฆ์องค์เจ้า ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้บริหารต่างๆ นายก อบต. นายกเทศมนตรี นายก อบจ. ล้วนอยากให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ของตน จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสัมมาชีพ ครูที่เคยเห็นแต่ สอน อยู่ที่โรงเรียน และเกิดการพัฒนาคุณภาพครูยาก ก็จะกลายเป็นผู้ เรียน โดยเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นมากมายในพื้นที่ ถ้าครูปรับจาก ผู้สอน เป็น ผู้เรียน และผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ ก็จะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของครูได้
          เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนจะมีรายได้ระหว่างเรียนไปด้วย เพราะลงมือทำอาชีพจริงๆ จะไม่มีปัญหาการไม่มีงานทำเพราะมีงานทำตั้งแต่ขณะที่เรียนแล้ว ลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ หรือช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะครูมีรายได้จากการเรียน ผู้ประกอบการในพื้นที่จะดีขึ้นเพราะมีคนมาฝึกงานและช่วยทำงานเศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่จะดีขึ้นหรือหลุดพ้นจากความยากจน เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่
          การหลุดพ้นจากความยากจนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็ก และเยาวชน คุณภาพเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่ออนาคตของชาติ แต่คุณภาพเด็กและเยาวชนของเราอยู่ในสถานะย่ำแย่ โดยทางทฤษฎีเรารู้ว่าทำอย่างไรเด็กและเยาวชนจะมีคุณภาพ แต่เราติดที่พ่อแม่ยากจนเกิน ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก หรือต้องทอดทิ้งลูกไปหากินที่อื่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยเรื่องคุณภาพเด็กและเยาวชน
          การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะไปปรับระบบการศึกษาทั้งหมดให้ดีขึ้น ดังจะกล่าวต่อไปข้างล่างนี้
          3.ผลต่อระบบการศึกษาทั้งหมดถ้าเราแบ่งการศึกษาเป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ คือ
          (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ
          (2) การศึกษาเพื่อวิชาการ
          (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ
          โดยให้ทั้ง 3 เชื่อมต่อกัน
          (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ เป็นสามัญศึกษา เพราะอาชีพเป็นสามัญของชีวิต คนส่วนใหญ่จะศึกษาสายนี้ มีอาชีพ มีฝีมือ มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจทั้งส่วนตัว ทั้งของพื้นที่ และของชาติ คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจชีวิตของตนเอง แต่ถ้าอยากเรียนรู้วิชาอะไรเป็นพิเศษ (2) หรืออยากไปศึกษาเพื่อวิชาชีพ (3) ต่อไปก็ทำได้ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก ดีไม่ดีอาจทำเงินให้ระบบได้ด้วย รัฐจะประหยัดงบประมาณ และมีเงินไปทุ่มเทกับงานวิชาการมากขึ้น
          (2) การศึกษาเพื่อวิชาการ ได้แก่ การศึกษาพิเศษต่างๆ ตามที่มีผู้อยากเรียน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา วรรณคดี ฯลฯ สถาบันการศึกษาทุ่มเทให้มีครูอาจารย์เก่งๆ ในวิชาเหล่านี้ และสอน คนที่อยากเรียน ไม่ใช่เรียกว่า สามัญศึกษาและทุ่มเทไปสอนคนที่ไม่อยากเรียน เมื่อครูที่เก่ง กับนักเรียนที่อยากเรียนในวิชานั้นๆ ได้มาเจอกันก็จะสนุกมาก และวิชาการก็จะเข้มแข็ง (ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำว่าสามัญศึกษา สามัญศึกษาควรเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต แต่การศึกษาเพื่อวิชาการควรถือว่าเป็นการศึกษาพิเศษ)
          (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฯลฯ ก็ควรทำด้วยคุณภาพสูง และเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจและ เหมาะสมขึ้นมาได้ทั้งจาก (1) และ (2)
          โดยจัดระบบแบบนี้จะลดความเครียดของระบบการศึกษาลงทั้งระบบ ทำให้คุณภาพสูงขึ้นทั้ง 3 ประเภท เศรษฐกิจ สังคม และวิชาการของประเทศเข้มแข็งขึ้น
          4.การสร้างค่านิยมใหม่
          สังคมไทยมีค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งมาจากคนชั้นสูง เช่น รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน ทำให้ขาดการเห็นคุณค่าในงาน (Work Value) ดูถูกการทำงานหนัก ต่างจากคนญี่ปุ่น คนจีน คนเยอรมัน คนอเมริกัน ทำให้ดูถูกอาชีวศึกษา ทั้งที่อาชีวศึกษาสำคัญมาก ดังที่ประเทศเยอรมนี ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษามากทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง การดูถูกอาชีวศึกษาทำให้ไม่มีคนอยากเรียน แล้วเด็กอาชีวะ จะอยู่ได้อย่างไรถ้าเขาไม่มีเกียรติ ค่านิยมจอมปลอมทำให้คนไทยอยากได้ปริญญาแต่ไม่ได้อยากเรียน
          ถ้าจะปรับระบบการศึกษาตามแนวที่เสนอข้างต้น รัฐต้องปรับค่านิยมใหม่ โดยการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่มีงานต่ำ การทำงานเป็นของดี การไม่ทำงานไม่ดี อาชีวะเป็นของสูง การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเป็นความต้องการสูงสุด ลดความสำคัญของปริญญาลง อาจเลิกตีราคาปริญญา ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ตีราคาเงินเดือนตามปริญญา คนมีปริญญา หรือไม่มีปริญญาก็รายได้เท่ากัน เขาถือตามความเป็น คน เสมอกัน ไม่ใช่มีปริญญากระเพาะใหญ่กว่าคนไม่มีปริญญา ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดในโลก
          ผมมีโอกาสอ่านประวัติแม่ของประธานหอการค้าคนปัจจุบัน เป็นผู้หญิงจีนที่จนที่สุดไม่รู้หนังสือเลย แต่ขยันสุด อดทนที่สุด ประหยัดที่สุด สอนลูกให้ทำงานหนัก ขยัน อดทน จนครอบครัวนี้สามารถสร้างธุรกิจใหญ่เป็นที่ 3 ของโลก คนไทยเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จ เพราะขยัน อดทน และใฝ่การศึกษา มีไม่ใช่น้อย หากสามารถช่วยรัฐในการสร้างค่านิยมในงานให้เกิดขึ้นในเยาวชนไทย ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล
          โดยสรุป การเปลี่ยนค่านิยมให้เห็นว่า สัมมาอาชีวะเป็นของสูง เป็นของมีเกียรติ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะเป็นจุดคานงัดการพัฒนาประเทศไทย และการพัฒนาระบบการศึกษาไทย

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


โพสเมื่อ : 14 มิ.ย. 56   อ่าน 517 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
’วรวัจน์’ตัดงบฯหนังสือแจกแท็บเล็ตขอเวลาพิสูจน์ฝีมือในเก้าอี้รมว.ศธ.
11 ส.ค. 54 | อ่าน 134059 ครั้ง
เสนอชื่อข้าราชการซี10สพฐ.ให้รมว.ศธ. ชี้เชี่ยวชาญบริหารจัดการศึกษา
27 เม.ย. 58 | อ่าน 440 ครั้ง
’จาตุรนต์’ อนุมัติจัดซื้อแท็บเล็ต 3 โซน
09 ก.ย. 56 | อ่าน 466 ครั้ง
ปฏิรูปการศึกษาศตวรรษ 21 สร้าง ร.ร.เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้
28 ต.ค. 59 | อ่าน 455 ครั้ง
สทศ.เพิ่มคุมเข้มการสอบโอเน็ต
16 ก.พ. 55 | อ่าน 68225 ครั้ง
อาชีวะของบปี 57 เพิ่มอีก 3 พันล.
01 ก.ค. 56 | อ่าน 403 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.