Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สกศ.แจงผลประเมินการจัดการศึกษา ตามนโยบาย 7 ประการของรัฐบาล




      

สกศ.แจงผลประเมินการจัดการศึกษา ตามนโยบาย 7 ประการของรัฐบาล

 

          จากการแถลงนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ซึ่งมีสาระสำคัญ 7 ประการ ที่ให้หน่วยงานการศึกษาทุกระดับและ ทุกสังกัดทั่วประเทศนำไปปฏิบัติเพื่อให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและบรรลุผลตามเป้าหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษาได้ดำเนินการติดตามผลการจัดการศึกษาตามนโยบายทั้ง 7 ประการดังกล่าวถึงความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และผลสำเร็จที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายใน ภาพรวม และชี้แนะแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารและสอบถามจากกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ/ประเภทการศึกษา ทุกสังกัดและทุกจังหวัดทั่วประเทศใน 5 กลุ่ม คือ นักเรียน/นักศึกษา ครู/อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา/จังหวัด/องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และผู้ปกครอง/ชุมชน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติประมาณ 140,000 คน คิดเป็นร้อยละ 1 ของประชากร และเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม - มีนาคม 2556 สรุปผลดังนี้
          การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาการเรียนการสอนพบว่า ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของ บทเรียนและสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติได้ มีความใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และสามารถค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต สื่อต่างๆ ได้ดี แต่ยังสามารถสรุปหรือจดบันทึกได้ในระดับปานกลาง ส่วนการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม และประชาธิปไตย และความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับมากและที่เห็นตรงกันคือควรปรับปรุงความสามารถด้านภาษาอังกฤษของผู้เรียนทุกระดับ นอกจากนี้ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นว่ามีนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ประมาณร้อยละ 10 ส่วนหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและประชาคมอาเซียน แต่การนำหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานไปใช้ยังมีความยุ่งยากสำหรับครู สำหรับการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาพบว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นติวนักเรียนเพื่อเตรียมสอบโอเน็ต ส่วนโครงการห้องเรียนพิเศษเพื่อพัฒนาเด็กที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศยังมีน้อย
          การสร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษา มีการสนับสนุน ในหลายรูปแบบเพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ในขั้นพื้นฐานพบว่าผู้เรียนยังเข้าเรียนไม่ครบทุกคน และมีการออกกลางคันในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากที่สุด เนื่องจากอพยพตามผู้ปกครอง มีปัญหาครอบครัวและฐานะยากจน สำหรับแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนทั้งประถมและมัธยมใช้มากที่สุดคือ ห้องสมุดโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ ส่วนด้านทุนการศึกษาพบว่า ทุนสนับสนุนการศึกษาที่รัฐให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลยังมีอัตราต่ำ ส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน พบว่านักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจในทุนดังกล่าว แต่ในระดับประถมและมัธยมแม้จะได้รับเงินอุดหนุนก็ยังต้องการทุนการศึกษา จึงไปขอทุนจากวัด มูลนิธิ สมาคมและภาคเอกชนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังพบว่าปีการศึกษาของคนไทย มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยกลุ่มที่อยู่ในวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) เพิ่มขึ้นจาก 8.7 ปี ในปี 2550 เป็น 9.1 ปี ในปี 2554
          การปฏิรูปครู ยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง มีการเสริมสร้าง ความพร้อมและความเข้มแข็งของสถาบันผลิตครู โดยดำเนินงานวิจัยเพื่อจัดตั้งคลัสเตอร์ คุรุศึกษา ส่วนด้านความรู้และทักษะของครูถือว่าได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ครูยังได้รับการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจจากโครงการครูคืนถิ่นเพื่อได้อยู่ร่วมกับครอบครัว  แต่ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนรอบนอกที่ต้องขาดแคลนครู มีการรับรองปริญญาทางการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) และประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพของสถาบันต่างๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ  รวมทั้งการเสริมสร้างขวัญกำลังใจครู โดยกำหนดหลักเกณฑ์ความก้าวหน้าในอาชีพ ปรับปรุง เงินเดือนชดเชยแก่ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับ ผลกระทบจากการปรับเงินเดือนของภาครัฐ  และการแก้ปัญหาหนี้สินครู
          จัดการศึกษาอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับ ตลาดแรงงาน จากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2554 กำลังแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ที่จบมัธยมศึกษาขึ้นไป อยู่ในอัตราร้อยละ 46.9 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ในอัตราที่ไม่มากนัก นอกจากนี้พบอัตราการ ว่างงานร้อยละ 0.7 โดยระดับอุดมศึกษา มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ประถมศึกษา ส่วนผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษามีอัตราการว่างงานน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ว่างงานยังมีมากกว่าจำนวนที่ขาดแคลนอยู่มาก สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีระดับวุฒิการศึกษาตามที่นายจ้างต้องการ แต่อาจยังมีคุณภาพหรือความสามารถที่ไม่ตรง ตามความต้องการของสถานประกอบการ ส่วนการพัฒนาระบบบริหารวิสาหกิจเพื่อการศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ได้มีการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) และจัดการศึกษา เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning : WIL) รวมไปถึงการขยายศูนย์ซ่อมสร้างประจำชุมชน (Fix-it Center)
          การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาชาติ ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปมีแนวโน้ม ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ส่วนคอมพิวเตอร์พกพาที่รัฐบาล จัดให้พบว่านักเรียน ผู้ปกครอง และครูเกือบร้อยละ 90  มีความพึงพอใจ ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่ จะเรียนมากขึ้น ส่วนครูมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์พกพาในระดับพอใช้งานได้ แต่ยังมีโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมเรื่องระบบไฟฟ้า และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วเพียงพอ และมีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการใช้และบำรุงรักษา ส่วนการใช้เทคโนโลยีของครูพบว่าครูส่วนใหญ่ใช้เพื่อศึกษาหาความรู้ ทำแผนการสอน เตรียมการสอน และจัดเก็บข้อมูลการเรียนของนักเรียน
          การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ ในช่วงปี 2553 ประเทศไทยมีบุคลากรด้านการวิจัยที่ทำงานวิจัยเต็มเวลาทั่วประเทศเพียง 0.9 คนต่อประชากร 1,000 คน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ซึ่งมีจำนวนบุคลากรด้านวิจัยสูงสุดในกลุ่มอาเซียนคือ 7.3 คนต่อประชากร 1,000 คน  และประเทศไทยมีงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.24 ของ GDP ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอื่นๆ อย่างไรก็ตามพบว่าสถาบันอาชีวศึกษาและอุดมศึกษามีการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัย อยู่ในระดับมาก โดยผลวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ใน ระดับมาก
          การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน พบว่าความสามารถด้านภาษาอังกฤษ จากการทดสอบโอเน็ตชั้น ป.6, ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2555 คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษมีเพียงร้อยละ 37.0, 28.7 และ 22.1 ตามลำดับ และ TOEFL มีค่าเฉลี่ย 75 คะแนนจาก 120 คะแนน นอกจากนี้ผลการประเมินทุกภาคเห็นตรงกันว่าความสามารถในการสื่อสารด้านภาษาอังกฤษของผู้เรียนทุกระดับการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง และควรกำหนดให้มีหลักสูตรที่บูรณาการอาเซียนในทุกกลุ่มสาระและทุกระดับการศึกษา รวมถึงเพิ่มความเข้มข้น ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และจัดรายวิชาเลือกวิชาภาษาเพื่อนบ้าน ภาษาคู่ค้า ภาษาจีนเพิ่มขึ้น และควรสอนภาษามลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ผลการประเมิน QS เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกในปี 2554 มีเพียง 8 แห่ง จึงต้องมีการพัฒนาความพร้อมของคนไทยให้มากขึ้น
          สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 โทรศัพท์ 0-2668-7123 ต่อ 2319 เว็บไซต์ www.onec.go.th

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 15 พ.ค. 56   อ่าน 267 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
น่าห่วง! สกอ.ตรวจหลักสูตร ป.เอก 4 สถาบัน ผ่านมาตรฐานเพียงสถาบันเดียว
27 พ.ค. 58 | อ่าน 377 ครั้ง
’มศว’ สร้างร.ร.งบน้อยผลเลิศ
06 ก.พ. 56 | อ่าน 1169 ครั้ง
คอลัมน์: บทความพิเศษ: ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย : สาเหตุและข้อเสนอแนะ
15 ก.พ. 55 | อ่าน 19438 ครั้ง
เปิดสเปกแท็บเล็ตป.1 - ม.1 ลอตใหม่
11 มี.ค. 56 | อ่าน 358 ครั้ง
"การุณ"มั่นใจสอบครูแบบก.พ.ไร้ทุจริต
13 ก.ค. 59 | อ่าน 174 ครั้ง
ก.ค.ศ.คลอดเกณฑ์ย้ายบิ๊กสถานศึกษา เปิดช่อง’ผอ.ร.ร.เล็ก’บริหารโรงเรียนใหญ่เลขาฯกพฐ.’
01 ส.ค. 54 | อ่าน 38070 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.