Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สพฐ.ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบดูแลช่วยเหลือ นร.ให้เข้มข้น



                                

สพฐ.ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบดูแลช่วยเหลือ นร.ให้เข้มข้น


          ชินภัทร เผยข้อมูลคัดกรอง นร.และกรมสุขภาพจิต ชี้เด็กกลุ่มพิเศษมีเพิ่มขึ้นถึง 20% ยอมรับการยกระดับคุณภาพผู้เรียนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องเริ่มคัดกรองแต่ต้นโดยจะนำระบบดูแลช่วยเหลือ นร.มาใช้ ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบ ให้เข้มข้นขึ้น
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจราชการ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ สพฐ.ได้หยิบยกมาหารือในที่ประชุม คือ ประเด็นการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความเข้มแข็งและมีกลไกที่จะช่วยดูแล คัดกรอง และส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อมูลผลการคัดกรองนักเรียนและข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต พบว่า ขณะนี้ภาพรวมของเด็กที่อยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ต้องการได้รับการดูแลพิเศษ หรือเด็กกลุ่มพิเศษ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายที่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ.ทำหน้าที่ดูแลอยู่นั้น มีจำนวนถึง 20% แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ แอลดี ประมาณ 10-15% 2.กลุ่มเด็กสมาธิสั้น มีประมาณ 8%, 3.กลุ่มเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ ประมาณ 5% ,4.กลุ่มเด็กออทิสติก พบ 1 ใน 88 คน คิดเป็น 1.13% และ 5.กลุ่มที่มีความพิการทางกายภาพ ได้แก่ หูหนวก ตาบอด ร่างกายพิการ และยังบกพร่องทางสติปัญญา ประมาณ 2%
          เด็กทั้ง 5 กลุ่มเหล่านี้อาจจะมีความบกพร่องทับซ้อนกันบ้าง แต่โดยรวมแล้วมีจำนวนประมาณ 20% ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ให้ สพฐ.ทราบว่าการดำเนินการเพื่อสร้างและพัฒนาระบบดูแลและช่วยเหลือนักเรียนนั้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าปัญหาดังกล่าวมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่ได้ดูที่ต้นเหตุของปัญหาจะทำให้แก้ไขได้ยาก เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มค้นหาต้นเหตุหรือสาเหตุของปัญหาแกละแก้ไขตั้งแต่ระยะต้น นั่นคือ ต้องคัดกรองนักเรียนที่มีปัญหาและพัฒนาช่วยเหลือซึ่งทำให้การดูแลมีประสิทธิภาพมากกว่าตามแก้ปัญหาภายหลังเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
          นายชินภัทร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรจะต้องทำระบบคัดกรองเด็กและการส่งต่อเด็กที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งให้สถานศึกษา โดยเสนอว่าควรจะมีคณะกรรมการช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 1 ชุดและมีเจ้าหน้าที่จากภายนอกคอยให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ จะต้องสร้างกลไกช่วยเหลือดูแลนักเรียนในลักษณะองค์รวม เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์กระทำรุนแรงต่อเด็ก โรงเรียนจะมีหน้าที่ดูแลเบื้องต้น มีเขตพื้นที่การศึกษาคอยให้การสนับสนุน และสพฐ.เป็นหน่วยงานประสาน ทั้งนี้ เบื้องต้น สพฐ.จะขยายผลโดยใช้หน่วยเฉพาะกิจดูแลช่วยเหลือนักเรียน (ฉกชน.) ของ สพฐ. และ ฉกชน.ประจำเขตพื้นที่การศึกษาฯ ก่อนและในอนาคตที่หากโรงเรียนมีคณะกรรมการช่วยเหลือนักเรียนประจำโรงเรียนแล้วทั้งหมดจะทำงานช่วยเหลือกัน พร้อมกันนี้ ต้องทำหลักสูตร คู่มือสำหรับครูที่เป็นองค์ความรู้ในเรื่องการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครอบคลุมการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน เช่น เรื่องการลงโทษอะไรที่ทำได้ อะไรทำไม่ได้ เป็น เพราะฉะนั้น ในปีการศึกษา 2556 การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะเป็นจุดเน้นสำคัญที่ สพฐ.ต้องดำเนินการยกระดับให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

--ASTVผู้จัดการออนไลน์--



โพสเมื่อ : 24 เม.ย. 56   อ่าน 600 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สช.เล็งปล่อยค่าเทอมลอยตัวแต่กำไรต้องไม่เกิน20%/ชงพันล.ส่งเด็กทุนอำเภอรุ่น3
13 ก.ย. 54 | อ่าน 83322 ครั้ง
ปลัด ศธ.ย้ำชัดจ้างออแกไนซ์ต้องแจ้ง คตร.
17 ก.ค. 58 | อ่าน 310 ครั้ง
แผ่นดินไหวเชียงรายโรงเรียนพัง
29 ก.ค. 57 | อ่าน 493 ครั้ง
ผุดแคมเปญ"หนูอยากได้ยินเสียงแม่" ศธ.จัดหาทุนผ่าตัดหูเทียม-ส่งนร.พิการจบป.ตรี
24 ก.ย. 55 | อ่าน 833 ครั้ง
ไปดูการปฏิรูปการศึกษา ที่สำเร็จทุกประการ
11 ธ.ค. 56 | อ่าน 600 ครั้ง
ชะลอประเมินภายนอกรอบสี่
02 พ.ย. 58 | อ่าน 383 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.