Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ดันปรับหลักสูตรป.1-ม.6 ลดชม.เรียน-วิชาซ้ำซ้อน




      

ดันปรับหลักสูตรป.1-ม.6 ลดชม.เรียน-วิชาซ้ำซ้อน

 

          เล็งปรับช่วงชั้น-วิชาซ้ำซ้อน-ลดชั่วโมงเรียน 'ภาวิช'ชง'พงศ์เทพ'ตั้งทีมปฏิรูปหลักสูตรพื้นฐาน 2 ชุด หนุนยกเครื่อง ศธ.ใหม่ แนะปรับโครงสร้างใหญ่ แยก สกอ.ตั้งกระทรวงใหม่
          นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้นายพงศ์เทพเทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อดำเนินการศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
          โดยนายภาวิชให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มกราคม ว่าหลังนายพงศ์เทพมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. จึงเสนอรายชื่อคณะกรรมการ 2 ชุด ให้นายพงศ์เทพลงนามแต่งตั้งได้แก่ คณะกรรมการกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีรัฐมนตรีว่าการศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีตนเป็นประธาน
          หลังนายพงศ์เทพลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดแล้วจะรีบประชุมหารือเกี่ยวกับกระบวนการ และขอบเขตการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าต้องทบทวนโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1(ป.1)-ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) อย่างไรบ้าง ที่ผ่านมามีนักวิชาการจำนวนมากสะท้อนว่า เนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของไทยต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นายภาวิชกล่าว และว่ารายละเอียดของการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คาดว่าจะได้ข้อสรุป และสามารถทดลองใช้หลักสูตรใหม่ได้ประมาณปลายปีนี้
          นายภาวิชกล่าวว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจะมีผู้ทรงวุฒิด้านการศึกษา ครู และสมาคม หรือองค์กรด้านศึกษา มาช่วยระดมความเห็นในการปรับแก้ น่าจะครอบคลุมทุกด้าน โดยประเด็นหลักๆ ที่ต้องหารือ อาทิ การปรับโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 และรายวิชาเรียนของแต่ละช่วงชั้น เพราะปัจจุบันทุกช่วงนั้นเรียนวิชาซ้ำๆ กัน ในอนาคตอาจจะปรับเปลี่ยนรายวิชาการเรียนใหม่ เช่น วิชานี้เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.1-3 อีกวิชาเริ่มเรียนในชั้น ป.4-6 เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องทบทวนจำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันด้วยว่าควรต้องลดลงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กไทยเรียนเฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มองว่าชั่วโมงเรียนมากเกินไป
          อีกประเด็นที่ต้องให้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดพิจาณา และศึกษาในรายละเอียดคือ การแบ่งช่วงชั้นใหม่ ซึ่งปัจจุบันแบ่งช่วงชั้นออกเป็นช่วงละ3 ปี ขณะที่หลายๆ ประเทศ เช่น อังกฤษ แบ่งช่วงชั้นที่ 1 เป็น 2 ปี ส่วนช่วงชั้นที่ 2 เป็น 4 ปีดังนั้น คิดว่าควรต้องศึกษาข้อดีในการแบ่งช่วงนั้นของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับไทย ซึ่งรายละเอียดและข้อสรุปการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องรอมติจากคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนายภาวิชกล่าว
          นายภาวิชกล่าวอีกว่า กรณีที่นายพงศ์เทพลงนามเห็นชอบร่างโครงสร้าง ศธ.ใหม่ โดยยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นเป็นแท่งหนึ่งของศธ.ยกฐานะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) มีฐานะเทียบเท่ากรม และเป็นนิติบุคคลภายใต้สำนักงานปลัด ศธ.และให้การเสนองานต่างๆขององค์กรหลักอื่นๆ ต้องผ่านสำนักงานปลัดศธ.นั้น เห็นด้วยที่ ศธ.จะปรับโครงสร้าง แต่เห็นควรทบทวนทั้งหมด เพราะถ้ายังเป็นโครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การศึกษาของชาติจะยิ่งอ่อนแอโดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่หลังจากรวมกับ ศธ.แล้วการอุดมศึกษาไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน
          หากต้องการให้การอุดมศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็ง ควรแยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่1.แยก สกอ.ออกเป็นกระทรวงใหม่ 2.นำงานอุดมศึกษาไปรวมกับงานวิจัยและตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เพราะ 80% ของผู้ที่ทำงานวิจัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และ 3.นำการอุดมศึกษา การอาชีวศึกษาและงานวิจัย รวมกันเป็นกระทรวงใหม่ นายภาวิชกล่าว
          นายภาวิชกล่าวต่อว่า สำหรับโครงสร้างใหม่ที่ศธ.ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นั้น ยังไม่เห็นในรายละเอียดแต่หากให้องค์กรหลักเสนองานผ่านสำนักงานปลัด ศธ.ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ. น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการ ศธ.ที่ให้แต่ละองค์กรหลักขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ. อีกทั้งในทางปฏิบัติจะเพิ่มขั้นตอนการทำงานทำให้งานช้าลง ส่วนการนำการศึกษาพิเศษจาก สพฐ.ไปไว้ใน สป.ศธ.คงไม่เหมาะเช่นกัน เพราะเป้าหมายการจัดการศึกษาให้คนกลุ่มพิเศษเพื่อให้มีความรู้เหมือนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และตามหลักวิชาการไม่ควรแยกเด็กพิเศษออกจากเด็กปกติ ต้องให้เรียนร่วมและดำรงชีวิตปกติอยู่ร่วมกัน ส่วนการยกฐานะ กศน.เป็นองค์กรหลักที่ 6 นั้น จริงๆแล้วการศึกษาตลอดชีวิตคือ หลักการที่สอดแทรกอยู่ในทุกองค์กรหลักอยู่แล้ว จึงแปลกใจที่แยกการศึกษาตลอดชีวิตออกมาเป็นอีกแท่งหนึ่ง
          ขณะนี้โครงสร้างในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษายังคลุมเครือ ถึงแม้จะแยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ยังมีปัญหาเรื่องของเขตกับโรงเรียน และปัญหาการกระจายอำนาจที่ยืดเยื้อมานาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ส่งรูปแบบในการกระจายอำนาจมาแล้ว ผมได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ดูแล เบื้องต้นพบว่ายังไม่สมบูรณ์ 100% ต้องหารือกันอีกสักระยะหนึ่งนายภาวิชกล่าว
          นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าการดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด เพื่อเป็นเจ้าภาพหลักมีสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการ โดยจะต้องดูตัวชี้วัด และโครงสร้างเวลาเรียนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 ซึ่งจะต้องดูในประเด็นของเนื้อหาการเรียนการสอนว่าแน่น หรือมากไปหรือไม่ จะต้องดูในมิติของสถานศึกษา และต้องนำเอาผลคะแนนเฉลี่ยสะสม(จีพีเอ) และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาประกอบด้วย เพื่อให้เห็นว่าเนื้อหามากและเนื้อหาน้อย ส่งผลต่อการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน
          อีกทั้งจะต้องแบ่งกลุ่มโรงเรียนต่างๆ ตามชั่วโมงการเรียนการสอนที่โรงเรียนจัดว่าใช้ชั่วโมงการเรียนการสอนเหล่านี้ทำอะไรบ้าง นอกจากนี้จะต้องทบทวนเนื้อหารายวิชาต่างๆ เพื่อให้ทันสมัย เบื้องต้นจะต้องปรับกลุ่มวิชาสังคมศึกษากลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์อย่างไรก็ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ สพฐ.กำหนด จะเป็นหลักสูตรที่อิงมาตรฐาน คือกำหนดมาตรฐานกลางขึ้น และจะให้สถานศึกษานำไปจัดการเรียนการสอนเองนางเบญจลักษณ์กล่าว
          แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ สพฐ.กล่าวว่าสวก.ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก สพฐ.ให้ดูแลการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับทีมของนายภาวิช ทาง สวก.ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว เช่น ทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 ว่าเป็นอย่างไรในแต่ละกลุ่มวิชาต้องเรียนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลการใช้หลักสูตรของประเทศต่างๆอย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศอาเซียน ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้สวก.มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ จะต้องดูความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นรายชั้นปีของหลักสูตรว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ ส่วนเนื้อหาในแต่ละวิชาต้องดูด้วยว่าทันสมัยหรือไม่ หากไม่ทันสมัยต้องปรับใหม่
          เบื้องต้นที่ สวก.ได้ดูหลักสูตรของแต่ละประเทศที่ใช้อยู่ไม่แตกต่างกันมาก แต่อาจเรียกหรือใช้ชื่อแตกต่างกัน และหลักสูตรยังเน้นการกำหนดเป้าหมาย และมาตรฐานเช่นเดียวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยทั้งนี้ ประมาณวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเรื่องหลักสูตรจากครูผู้สอนทั่วประเทศ ส่วนครั้งที่ 2 จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการมาร่วมแสดงความคิดเห็น และครั้งที่ 3 จะเปิดเป็นเวทีโต๊ะกลมให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงนักเรียน แหล่งข่าวกล่าว

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 28 ม.ค. 56   อ่าน 531 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ศธ.ร่างโรดแม็ปนโยบาย
27 ก.พ. 57 | อ่าน 345 ครั้ง
เปิดใจ2 น.ศ.มทร.ศรีวิชัย’คว้ารางวัลชนะเลิศ’ฝีมือแรงงานอาเซียน
13 ธ.ค. 53 | อ่าน 8289 ครั้ง
กพฐ.แนะคิดรอบคอบสอบวัดผลกลาง
02 ม.ค. 57 | อ่าน 313 ครั้ง
ศธ.สั่งรื้อหลักสูตรมัธยม7กลุ่มอาชีพ
12 มี.ค. 55 | อ่าน 9227 ครั้ง
ตั้งทีมงานติดตามการเฟ้น “ครูสอนดี”
06 มิ.ย. 54 | อ่าน 51258 ครั้ง
ครูเอกชนวอนรัฐบาลรักเท่ากับครูของรัฐ
28 ก.พ. 54 | อ่าน 12682 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.