Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’ครูไทย พอเพียง’ รู้วิธีปลดหนี้ สร้างเงินออมอุ่นใจยามเกษียณ



                              

'ครูไทย พอเพียง' รู้วิธีปลดหนี้ สร้างเงินออมอุ่นใจยามเกษียณ

          จากข้อมูลพบว่า ครูไทยเป็นหนี้สินรวมกันมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท โครงการครูไทย พอเพียงจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ครูได้เข้าใจในเรื่องการบริหารเงิน และเกิดเป็นแนวคิดการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
          ครูเป็นผู้มีพระคุณไม่ต่างกับบิดามารดา เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่าย ทอดวิชาความรู้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน จึงนับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี ลูกศิษย์ทุกคนจึงปรารถนาให้เรือจ้างทุก ๆ ลำของพวกเขาได้มีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
          แต่ปัจจุบัน ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมากทำให้ครูไทยของเราเป็นหนี้สินกันมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนตกลงเพราะมัวแต่พะวงเรื่องส่วนตัว ทาง มูลนิธิซิตี้ จึงได้จัดทำ โครงการ ครูไทย พอเพียง ขึ้นเพื่อช่วยเหลือครูให้ปลดหนี้เก่าและรู้จักการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ
          หัสญา หาสิตะพันธุ์รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ เปิดเผยว่า มูลนิธิซิตี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ (ประเทศไทย) ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย จัดทำโครงการ ครูไทย พอเพียง เพื่อถ่ายทอดความรู้ทางการเงินให้กับครูในโรงเรียนของรัฐทั่วไปที่มีรายได้จำกัดเพื่อให้ครูมีความรู้เพิ่มเติมด้านการบริหารเงินและสามารถเป็นแกนนำถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการบริหารเงินส่วนบุคคลแก่นักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยดำเนินการกับโรงเรียนนำร่องในหลายจังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครนายก และชลบุรี
          จากการติดตามผลการอบรม 3 เดือนแรกพบว่า ได้ผลเป็นที่น่ายินดีมาก ถึงแม้ว่าครูจะยังมีภาระหนี้อยู่แต่ก็ยังมีการออมบ้าง โดยมีกองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งจำนวนครู 99 เปอร์เซ็นต์ มีการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ 92 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีการวางแผนงบประมาณการเงินของตัวเอง และอีก 69 เปอร์เซ็นต์ มีการนำเงินฝากเพื่อลดหนี้ของตัวเอง และหลังจากการติดตามผล 6 เดือน พบว่าครูมีการออมอย่างสม่ำเสมอ 100 เปอร์เซ็นต์ และ 92 เปอร์เซ็นต์ มีการวางแผนการเงินรายเดือนของตัวเอง
          จากสถิติจะเห็นว่ามีการออมที่ชัดเจนกว่าตอนที่ยังไม่ได้รับการอบรม จึงแสดงให้เห็นว่าครูผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ด้านการบริหารการเงินกลับไปดัดแปลงใช้ในการจัดสรรการเงินของตัวเองได้เป็นอย่างดี มีการจัดบัญชีรายรับรายจ่ายและใช้เป็นข้อมูลในการปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง เป็นผลให้มีการจัดการหนี้สินได้ดียิ่งขึ้นด้วย ที่สำคัญยังสามารถขยายความรู้และแนวคิดที่ได้จากการอบรมไปยังเพื่อนครูและนักเรียนในโรงเรียนอีกด้วย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลพบว่าครูไทยเป็นหนี้สินรวมกันมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท โครงการครูไทย พอเพียงจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ครูได้เข้าใจในเรื่องการบริหารเงิน และเกิดเป็นแนวคิดการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้เกิดการเก็บออมเพื่อสร้างหลักประกันที่มั่นคงในอนาคตรวมทั้งถ่ายทอดให้นักเรียนได้ซึมซับการออมไปด้วย
          โรงเรียนวัดดอนยอ ตำบลดอนยอ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการครูไทย พอเพียง โดย สุภาพร วงษ์เหรียญทองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนยอ อธิบายว่า เริ่มแรกโรงเรียนของเราได้เข้าร่วมโครงการกับสถาบันคีนันแห่งเอเชียก่อน ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้บริการในเรื่องการบริหารโครงการ ให้คำปรึกษา และจัดฝึกอบรม จึงได้ทราบว่ามีโครงการครูไทย พอเพียงของทางมูลนิธิซิตี้ ซึ่งเราเล็งเห็นประโยชน์จึงได้ส่งครูเข้าร่วมอบรมด้วย หลังจากอบรมแล้วครูในโรงเรียนเริ่มมีการวางแผนชีวิตในการออม โดยการออมทีละเล็กละน้อย
          จากนั้นก็เริ่มบริหารวางแผนการใช้เงินของตัวเราเองก่อน คือการเลือกซื้อของต้องดูที่มีคุณภาพ คุ้มค่า ประหยัด และถ้าอันไหนไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าอันไหนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันถึงค่อยซื้อ ต่อมาก็นำมาบริหารงานของโรงเรียนด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อที่จะให้โรงเรียนของเราได้รับการบริหารการเงินที่คุ้มค่า กิจกรรมทุกกิจกรรมต้องเอาเป้าหมายมาแลกกับเงิน และเริ่มปลูกฝังให้เด็กนักเรียนประหยัดน้ำ-ไฟ โดยให้ครูจัดกิจกรรมทำแผนการสอนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการเงินและการออมให้แก่เด็กนักเรียน ปัจจุบันเด็กนักเรียนจึงมีการออมทุกคนรวมทั้งรู้จักการใช้เงินมากขึ้น
          ส่วนกิจกรรมของเรามีทั้งหมด 22 กิจกรรม แบ่งเป็น กิจกรรมอาสา กิจกรรมมีรายได้ เช่น กิจกรรมบ่อปลาดุก มีการให้เด็กได้มาเลี้ยงและดูแลปลา พอขายปลาได้เด็ก ๆ ก็จะมีรายได้ กิจกรรมชมรมนาฏศิลป์ ซึ่งเวลาไปแสดงงานต่าง ๆ เด็กนักเรียนก็จะได้รับค่าตอบแทน ทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน และ กิจกรรมธนาคารขยะ ที่นอกจากจะสร้างรายได้แล้วยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย กิจกรรมแหนมเห็ด สอนให้นักเรียนปลูกเห็ดนำมาแปรรูปเป็นแหนมนำไปขาย กิจกรรมทำดอกไม้จันทน์ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดจะให้นักเรียนเลือกเรียน ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้ทางวิชาชีพแล้วยังมีรายได้อีกด้วย
          ด้าน ศุลีมาศ บุญศรี หรือ ครูอ้อม เล่าถึงการบริหารเงินก่อนการออมและหลังการออมก่อนเข้าร่วมโครงการครูไทย พอเพียงว่า ส่วนใหญ่มีเงินฝากอยู่ที่สหกรณ์ เป็นบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก ซึ่งเราก็เรียกมาใช้ตลอดเวลา ทำให้มีทั้งหนี้สินและเงินฝาก ยังไม่ค่อยรู้ระบบการบริหารเงินมากมาย ทำให้ไม่มีการวางแผนการเงินเลย คิดแค่ว่าเหลือก็ฝากบ้างไม่อย่างนั้นก็ใช้หมด แต่หลังจากที่ได้อบรมทำให้ทราบถึงวิธีการวางแผนเงิน เช่น มีเงินก้อนหนึ่งเราจะเอาไปทำอะไรได้บ้างให้มันได้ผลงอกเงย ได้แก่ การซื้อประกันชีวิตเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว และฝากสหกรณ์เดือนละ 2,000 บาททุกเดือน
          จากที่เมื่อก่อนไม่เคยใส่ใจว่ามีกองทุนอะไรบ้าง การออมเงินให้ได้ประโยชน์สูงสุดทำอย่างไร คงเป็นเพราะส่วนหนึ่งตัวเราเองไม่รู้เรื่องเนื่องจากไม่มีคนมาให้ความรู้ แต่ปัจจุบันเราสนใจมากขึ้นและกำลังพยายามบริหารเงินในส่วนที่เป็นหนี้สินและเงินฝากให้ดีเสียก่อน ในส่วนของการถ่ายทอดความรู้เรื่องการออมเงินให้นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้วิธีบูรณาการ
          ไปกับวิชาที่เราสอน ซึ่งตัวเองสอนวิชาคอมพิวเตอร์ก็จะมีงานในเรื่องของคอมพิวเตอร์ที่จะมอบให้เด็กทำ ผ่านโปรแกรม Excel ซึ่งสามารถคำนวณรายรับรายจ่าย จึงถือเป็นการฝึกให้เด็กวางแผนการใช้จ่ายเงินของตัวเองไปด้วย
          ส่วน พิมลพรรณ พวงยานี หรือ ครูเอ๋ ครูบรรจุใหม่เล่าว่า เมื่อก่อนไม่เคยมีความรู้เรื่องเงินเก็บไว้ใช้เมื่อเกษียณ เพราะตอนนั้นเป็นแค่ครูอัตราจ้าง ซึ่งหลังจากอบรมทำให้ทราบเลยว่านอกจากเงินเก็บตรงนี้แล้ว พอปลดเกษียณเงินที่มีอยู่จะใช้ได้นานเท่าไหร่ และต้องเก็บเงินไว้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ซึ่งสิ่งที่ทำก่อนอบรมมันเป็นแค่การเก็บเงินไว้ใช้แค่ 2-3 ปี เราต้องออมไว้เผื่อตอนปลดเกษียณด้วย ถ้าไม่มีความรู้เรื่องนี้ก็จะไม่ทราบเลยว่าต้องเก็บเงินเยอะขนาดนี้ถึงจะมีใช้สบายยามเกษียณ ตอนนี้จึงเริ่มออมเงินมากขึ้น พยายามลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า เครื่องประดับต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเราโชคดีที่ได้มาอยู่โรงเรียนนี้ เพราะอยู่กันแบบเป็นครอบครัว ทำให้มีเป้าหมายว่าหลังเกษียณจะต้องมีเงินเก็บที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย ๆ สัก 10 ปี
          สำหรับ สมสนิท ศรีมงคล หรือ ครูแจ๋ว ถึงแม้ไม่ได้เข้าร่วมอบรมก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครูที่ไปอบรมมา เล่าถึงปัญหาการออมเงินว่า มีปัญหาตรงที่อายุราชการเราเยอะแล้ว มีแหล่งเก็บเงินแห่งเดียวคือ สหกรณ์ครู แต่หลังจากที่ได้รับความรู้จากครูรุ่นน้องถึงได้รู้ว่าการเก็บเงินนั้นไม่ได้มีแต่สหกรณ์อย่างเดียวแต่ยังมีการซื้อธนบัตร การซื้อหุ้น และซื้อประกันชีวิต ซึ่งการซื้อประกันชีวิตนอกจากจะได้ดอกเบี้ยเยอะแล้วยังสามารถนำไปลดภาษีได้ด้วย ในส่วนของ 'เงิน ต่อ เงิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ในชีวิตเพราะอายุเยอะแล้วไม่มีภาระเท่าครูรุ่นน้อง การจัดการในชีวิตของตัวเองก็คือนำเงินที่เราเก็บออมกับสหกรณ์ไปซื้อธนบัตร ไปซื้อหุ้น ซื้อสลากออมสิน และที่สำคัญยังปลูกฝังให้ลูก ๆ นำเงินมาฝากกับเราแล้วให้ดอกเบี้ยอีกเท่าหนึ่ง ถือว่าประสบผลสำเร็จมาก เพราะลูก ๆ อยากได้ดอกเบี้ยจึงรู้จักเก็บเงินออมมากขึ้น
          นิยม ทองนาเมือง หรือ ครูโอด เล่าถึงหนี้สินที่มีว่า ก่อนบรรจุเป็นครูมีหนี้อยู่ 2 อย่างคือ หนี้ในการผ่อนรถยนต์และหนี้ที่กู้เรียน ซึ่งรวม ๆ แล้วรายจ่ายหนี้สินแต่ละเดือนจะอยู่ที่ 12,000 บาท แต่เรามีรายได้เพียง 15,000 บาทต่อเดือน ทำให้ชีวิตค่อนข้างลำบากไม่มีเงินเหลือเก็บ แต่พอมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ไม่ค่อยได้ใช้เงินเท่าไหร่ เพราะอาศัยปลูกผักไว้ริมรั้วแล้วก็หุงข้าวทำอาหารกินเอง และเมื่อได้เข้าร่วมโครงการครูไทย พอเพียงก็เริ่มคิดว่าจะต้องมีการวางแผนในอนาคต จึงเริ่มออมเงินด้วยการจัดทำบัญชีส่วนตัว พอสิ้นเดือนจะเคลียร์รายจ่ายหนี้สินให้หมดก่อนแล้วจึงค่อยดูว่าเหลือเงินเท่าไหร่ จากนั้นเก็บไว้ออมไม่นอกลู่นอกทาง
          และ วีรยา เตไธสง หรือ ครูอ้อมเล่าว่า เป็นครูบรรจุใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท มีภาระด้านหนี้สินจากการผ่อนรถยนต์ จึงพยายามควบคุมการใช้เงินไม่ให้มีหนี้เพิ่ม แต่การใช้จ่ายก็เหมือนการบริหารเงินคือ ทำยังไงก็ได้ให้มีเงินใช้ถึงสิ้นเดือน คือไม่เคยคิดถึงอนาคตเลยว่าจะต้องฝากเงินเท่าไหร่ เดือนหน้าจะใช้อะไร แต่พอได้เข้าไปอบรมก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องเกษียณ เพราะแต่ก่อนคิดว่าทำงานข้าราชการพอเกษียณก็มีเงินบำเหน็จบำนาญไว้ใช้อยู่แล้ว แต่หลังจากอบรมจึงลองคำนวณดูว่าถ้าเกษียณไปแล้วจะต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ในแต่ละเดือน และลองคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในอีก 30-40 ปี ข้างหน้า ถ้าใช้เงินเดือนแบบเดือนชนเดือนอยู่แบบนี้หลังเกษียณเราลำบากแน่ จึงเริ่มที่จะบริหารจัดการเงิน เช่น ถ้าเงินเดือนออกจะรีบชำระหนี้สินให้หมด ส่วนที่เหลือก็เก็บออมไว้ พยายามเก็บเล็กเก็บน้อยไม่ให้ตัวเองลำบากเกินไปและเชื่อว่าถ้าทำได้ในอนาคตหลังจากเกษียณไปแล้วจะมีเงินออมไว้ใช้อย่างสบายแน่นอน
          โครงการครูไทย พอเพียง ถือเป็นโครงการต้นแบบที่จะสามารถช่วยให้ครูที่มีหนี้สินได้มีความรู้ด้านการบริหารเงินและรู้จักออมเงินอย่างพอเพียงเพื่อชีวิตที่ดีของครูไทย สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ที่เปรียบเสมือนเรือจ้างที่คอยดูแลอบรมสั่งสอนเด็กไทยให้มีความรู้กล้าแกร่งเพื่อพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไป.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2556 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 15 ม.ค. 56   อ่าน 834 ครั้ง      คำค้นหา : รู้วิธีปลดหนี้ , วิธีปลดหนี้
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ผล 1 ปีใช้แทบเล็ต ’ผ่าน’ ซื้อล็อตใหม่เดือนนี้
17 ก.ย. 56 | อ่าน 290 ครั้ง
“ชินวรณ์” ฝันแก้หนี้ครูทั้งระบบ เล็งสัดส่วนเงินครูเหลือใช้ 25% ต่อเดือน
26 ส.ค. 53 | อ่าน 21953 ครั้ง
ครุศาสตร์มรภ.เลยดึงร.ร.ร่วมพัฒนาวิชาชีพครู
28 พ.ค. 57 | อ่าน 192 ครั้ง
สกศ.มุ่งพัฒนากรอบคุณวุฒิ
02 ต.ค. 55 | อ่าน 594 ครั้ง
ศธ.ชิงแก้กฎกระทรวงนร.อดไว้หนวด-ทำสวย
11 ม.ค. 56 | อ่าน 494 ครั้ง
เด็กพิเศษแม่กลองโอกาสที่ไม่เท่าเทียม
05 มี.ค. 55 | อ่าน 9826 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.