Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


วงเสวนา การศึกษาในศตวรรษที่ 21 หวัง‘พลิกโฉม’หลักสูตร-ตำรา-การประเมินผล




      

วงเสวนา การศึกษาในศตวรรษที่ 21 หวัง‘พลิกโฉม’หลักสูตร-ตำรา-การประเมินผล

 

          เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา มูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดวงเสวนา เพื่อการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลางและการสอบมาตรฐาน ในโครงการยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เกิดความรับผิดชอบและคุณภาพ โดยมี 2 ประเด็นหลักร่วมหารือคือ 1.ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และ 2.หลักสูตรการสอบและการประเมินผลมาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
          ผลของการเสวนา ได้ข้อสรุปหลักที่เห็นสอดคล้องตรงกันว่า 1.หลักสูตรแกนกลางต้องปรับให้สอดคล้องกับการสร้างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีครูเป็นวิทยากรกระบวนการกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน และ 2.การหาเครื่องมือมาตรฐานในการประเมินผล ซึ่งควรมีลักษณะคล้ายคลึงกับ PISA เพื่อจะให้เกิดมาตรฐานกลางในการวัดคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย 3.เครื่องมือการทดสอบตัวใหม่นี้กระทรวงศึกษาธิการต้องมีส่วนในการแสดงความรับผิดชอบต่อนักเรียน ครอบครัว 4.โรงเรียนควรมีอิสระในการจัดหลักสูตรการเรียนท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้และลองผิดลองถูก 5.การเทรนนิ่งครูด้วยระบบการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชุมชน (Professional Learning Community) เป็นสิ่งสำคัญถ้าต้องการจะยกระดับการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
          ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า กลไกสำคัญที่การศึกษาไทยขาดในการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้จากศตวรรษที่ 20 สู่ศตวรรษที่ 21 คือ กลไกในการ พลิกโฉมวงการศึกษา (Transform)ซึ่งก็คือแนวทางในการดำเนินการและการลงมือปฏิบัติที่ต้องสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อ และการก้าวผ่านทัศนคติต่างๆ โดยอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ในการผลักดันการศึกษาที่ต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน ทั้งคนที่รับผิดชอบโดยตรง และสังคมโดยรอบ ซึ่งในเวลา 5-6 เดือนข้างหน้านี้ TDRI จะนำเสนอ โร้ด แมพ คร่าวๆ ว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจะมีธงอย่างไรใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.ทักษะที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 2.หลักสูตรและตำราที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3.รูปแบบหรือเครื่องมือในการประเมินวัดผลในระดับชาติต่อไป
          นพ.วิจารณ์ พานิช กรรมการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ กล่าวว่า ผลงานวิจัยเรื่องการเรียนรู้ระบุว่า การเรียนรู้ที่ดีผู้เรียนต้องได้ลงมือทำกิจกรรมนั้นเอง ฉะนั้นต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้และการเรียนรู้ต้องเลยจากความต้องการความรู้ไปสู่ความต้องการทักษะฉะนั้น 1.ผู้เรียนจึงต้องเป็นการฝึกฝนลงมือทำ 2.ครูต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ หัวใจสำคัญที่สุดของการเรียนอยู่ที่ ครูสามารถวัดความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของลูกศิษย์และช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อที่จะไปอยู่ในโลกแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง โดยครูต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ไม่ใช่อยู่ในกระบวนการที่ถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งเห็นด้วยกับการเปลี่ยนวิธีวัดผลการประเมิน โดยยึดฐานการประเมินเป็นตัวตรวจสอบมาตรฐานความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้เกิดอิสระในการเรียนมากขึ้น
          ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาวิชาการ สสค. กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธิ์เด็กไทยนั้นระบบวัดผลสำคัญมาก ถ้าไม่มีระบบวัดผลที่ดีเราก็ไม่สามารถพัฒนาครูและเด็กได้ ไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะยืนอยู่จุดไหน ทั้งในระดับชาติและระดับโรงเรียน อย่างไรก็ตามการวัดผลสัมฤทธิ์ในปัจจุบันยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง 3 ด้านคือ 1.ข้อสอบยังขาดเนื้อหาที่ครอบคลุมและส่วนใหญ่ออกโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยทำให้การออกข้อสอบค่อนข้างล้ำหน้าไปกว่าวิชาที่เรียนและกระบวนการคิด จึงกลายเป็นสอนอย่างสอบอย่าง จึงควรมีกระบวนการพัฒนาครูอย่างคู่ขนานเพื่อนำเข้าสู่การร่วมออกข้อสอบมาตรฐาน 2.กระบวนการจัดการการสอบยังมีช่องโหว่ คือโรงเรียนที่อยากให้คะแนนสูง ทำได้ด้วยการติวเข้มจนใบ้ข้อสอบเด็กทำให้ไม่รู้มาตรฐานที่แท้จริง หรือกลุ่มเด็กที่เรียนช้า ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กบกพร่องการเรียนรู้ และ3.การนำคะแนนไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้นั้นควรมีข้อสอบและการบริหารจัดการที่ดีควบคู่กัน การวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็กจึงไม่ควรใช้เป็นตัววัดผลทั้งหมด เพราะยังไม่ครอบคลุม จึงมีข้อเสนอหลายแนวทางทั้งการใช้ PISA ที่มีการวัดทักษะพื้นฐานเป็นการวัดผลกลาง หรือการปรับโอเน็ตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการออกข้อสอบด้วยการดึงครูเก่งๆ มาร่วมออกข้อสอบมากขึ้น การจัดการการสอบที่เข้มมากขึ้น หรือการหาเครื่องมือวัดอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความยืดหยุ่นของระบบการวัดที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เช่น เด็กด้อยโอกาส เด็กในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนต่อ
          โอเน็ตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการวัดผล แต่จำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆ เข้าร่วมด้วย เพื่อเสริมการวัดผลให้โรงเรียนการศึกษาทุกแห่งรับผิดชอบต่อผลสัฤทธิ์ของผู้เรียน โดยโรงเรียนที่เด่นด้านวิชาการอาจวัดในด้านของ PISA หรือโอเน็ต ส่วนโรงเรียนทางเลือกก็มีวิธีในแบบของตนเอง โดยโรงเรียนต้องแสดงผลความรับผิดชอบต่อผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาตามโจทย์ที่เขามอบให้ เพื่อที่ประเมินตามโจทย์ที่โรงเรียนได้รับ สุดท้ายโรงเรียนจะมีเครื่องมือที่จะหาคำตอบในการจัดการศึกษาให้กับเด็กในชุมชน โดยรู้จุดอ่อนของโรงเรียนที่ควรปรับปรุง โดยอาศัยข้อมูลที่ได้เป็นตัวสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการปรับปรุงร่วมกันทั้งกลุ่มพ่อแม่ สถานศึกษา ชุมชนท้องถิ่น และสังคมโดยรวม
          ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดินทางด้านการศึกษา สำนักงานตรวจการแผ่นดิน อดีตผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางและการทดสอบในศตวรรษที่ 21 นั้น ต้องเน้นเรื่องการสอบทักษะที่จำเป็นพื้นฐาน เช่น ทักษะทางสมอง การคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณแล้ว จัดทำเป็นคลังข้อสอบ เพื่อให้จัดสอบได้ตลอดปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการสอบที่ไปปรับการเรียนการสอน มิใช่การสอนที่ไปปรับการสอบ เช่น ถ้าโรงเรียนใดได้คะแนนคิดวิเคราะห์ต่ำโรงเรียนต้องนั่งคิดร่วมกันแล้วว่าจะเพิ่มกระบวนการเรียนการสอนตรงนี้อย่างไร เพื่อให้ได้คะแนนตรงนี้ดีขึ้น จึงเป็นหน้าที่ปฏิบัติของสพฐ.หรือหน่วยเทศบาลต้องปรับปรุงวิธีสอนของครูให้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งจะย้อนกลับไปสู่การพัฒนาจัดกระบวนการสอนในโรงเรียน
          ไอเดียคือ ต้องมีตัวเช็คสักตัวที่เป็นระดับชาติที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกันต้องมีการเคลียร์ความชัดเจนของหลักสูตรแกนกลางที่ใช้กันในปัจจุบัน เพื่อไม่เกิดคำถามและข้อสงสัยว่า ทำไมสอบไม่ตรงกับที่สอน ฉะนั้นการสอบในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่ใช้คนในปัจจุบันเพื่อออกหลักสูตรการเรียนรู้ซึ่งไม่สอดคล้องกับเด็กในอนาคต
          น.ส.กัญนิกา พราหมณ์พิทักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการมาตรฐานการศึกษา (สวก.) กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่า หลักสูตรแกนกลางดีที่สุด แต่เมื่อการศึกษาเป็นพลวัตร เป้าหมายในการพัฒนาเด็กจึงต้องปรับควบคู่ไปกับตัวคุณลักษณะตามสมรรถนะ ซึ่งสามารถเติมเข้าไป หลักสูตรตรงนี้จึงเป็นเพียงกรอบทิศทาง สถานศึกษาก็ต้องไปคลี่บูรณาการตามความเหมาะสม ซึ่งสวก.ได้มีการเปิดโครงสร้างที่ทำให้เกิดความคับข้องใจตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นความพยายามในการยกระดับคุณภาพการศึกษาร่วมกัน
          นายศีลวัต ศุษิลวรณ์ ครูโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งให้ทันใคร แต่ต้องวิเคราะห์ปัญหาของประเทศให้ชัด เพราะฉะนั้นหลักสูตรแกนกลางต้องตอบโจทย์ปัญหาของประเทศไทยซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประเมินความต้องการของประเทศ และทิศทางของประเทศต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยกันดีไซน์หลักสูตรที่จะสอดรับกับความต้องการการศึกษาในอนาคต ได้ ที่ไม่ใช่การล็อกชั่วโมง ล็อกวิชา และตัวชี้วัดต่างๆ แต่ควรเปลี่ยนเรื่องเนื้อหาเป็นเรื่องคอนเซ็ปต์

          ที่มา: http://www.naewna.com



โพสเมื่อ : 07 ธ.ค. 55   อ่าน 1306 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ชงหลักสูตรกลางอาเซียน’ป.1-ม.6’ ที่ประชุม’รมต.ศึกษาฯ’ส.ค.-ก.ย.55
18 มิ.ย. 55 | อ่าน 1060 ครั้ง
เกาะติดการปฏิรูปการศึกษาไทย 2
04 ก.ค. 56 | อ่าน 468 ครั้ง
อาจารย์ ม.อุบลฯ ถูกตรวจสอบพบเป็นด็อกเตอร์เก๊ อ้างใบปริญญาเอกปลอม
30 ม.ค. 58 | อ่าน 744 ครั้ง
สอศ.ผุดกรมใหม่ดูแลอาชีวะเอกชน
22 ต.ค. 58 | อ่าน 2038 ครั้ง
ปรับโครงสร้าง ศธ.ใครได้ประโยชน์
16 ธ.ค. 57 | อ่าน 443 ครั้ง
ประกาศแล้ว! พระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ขรก.ครูฯ (ฉบับที่3) พ.ศ.2558
22 พ.ค. 58 | อ่าน 1142 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.