Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: สายใยครอบครัว: ว่าด้วย’ความเป็นอัจฉริยะ’




      

คอลัมน์: สายใยครอบครัว: ว่าด้วย'ความเป็นอัจฉริยะ'

 

          นพ.อุดม เพชรสังหาร
          2-3 สัปดาห์ก่อนผมเขียนเรื่องการปั้นอัจฉริยะ สัปดาห์นี้ขอเขียนเรื่องนี้ด้วยแง่มุมความหมายของมันอีกครั้ง เพราะยังมีคนสับสนว่าจริงๆแล้ว ความเป็นอัจฉริยะ คืออะไร คนเรียนเก่ง (ทำข้อสอบได้คะแนนสูงๆ) คนที่มีคะแนนไอคิวเกิน 140 หรือคนที่ทำอะไรได้สำเร็จเหนือคนอื่น  มีคนให้คำจำกัดความ ความเป็นอัจฉริยะ ไว้หลายแนวทางครับ  แรกๆเขาเชื่อว่าคนที่เป็นอัจฉริยะคือคนที่ทำอะไรใหม่ๆ (ที่เป็นประโยชน์) ได้เป็นคนแรก หรือทำอะไรได้สำเร็จจนน่ายึดถือเอาเป็นแบบอย่าง ต่อมาเมื่อมีการสร้างแบบทดสอบทางสติปัญญา (ไอคิว) ขึ้น ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นิยามของคำว่าอัจฉริยะก็เปลี่ยนไป โดยนิยามใหม่ของมันก็คือ คนที่มีคะแนนไอคิวตั้งแต่ 140 ขึ้นไป และนิยามนี้ก็ถูกใช้มาจนกระทั่งปัจจุบัน  แต่การค้นพบใหม่เป็นเรื่องปรกติในโลกความรู้ มีการค้นพบว่าคนที่ได้รับรางวัลโนเบลหลายต่อหลายคนมีคะแนน ไอคิวไม่ถึง 140 แบบทดสอบ
          ไอคิวที่ถูกใช้มาร่วมร้อยปีจึงถูกสั่นคลอน เพราะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง   ถึงตอนนี้นักวิชาการด้านวิทยาการการเรียนรู้ (Cogni tive Science) ได้สรุปว่า อัจฉริยะคือคนที่ทำอะไรแล้วประ สบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างยิ่ง คือทำได้เหนือคนอื่นๆ  คะแนนไอคิว คะแนนสอบไม่มีความหมายสำหรับนิยามของความเป็นอัจฉริยะ อีกต่อไป  แต่บ้านเรากำลังวนอยู่ กับสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว นั่นคือ เรากำลังเป็นทุกข์อยู่กับคะแนนสอบวัดผลของเด็ก เราให้ความสำคัญกับคะแนนที่ว่าเป็นอย่างยิ่ง เราจึงทุ่มเทสรรพกำลังของเราไปกับการช่วยให้เด็กทำคะแนนให้ได้ ดีขึ้น การติว การ ยัดความรู้ การสอนเทคนิคการท่องจำ (เพื่อให้ทำข้อสอบได้) ด้วยกลเม็ดเคล็ดลับต่างๆจึงเกิดขึ้น  ก็ไตร่ตรองดูเถอะครับว่าตอบสนองต่อสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ตอนนี้เราต้องการสร้าง คนที่เป็นอัจฉริยะ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคือ คนที่เรียนได้คะแนนเกียรตินิยม เสมอไป อาจเป็นใครก็ได้ที่สามารถสร้างความสำเร็จที่เป็นเลิศในด้านต่างๆให้กับประเทศชาติของเรา   เรื่องนี้เราคงต้องทบทวนกันใหม่ ไม่ใช่เฉพาะคนที่เป็นครูนะครับ พ่อแม่ทุกคนด้วย เพราะปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำ ให้ครูไม่กล้าเปลี่ยนแปลงกระ บวนการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กของเราก็คือพ่อแม่นี่แหละ  ทำไมไม่สอนให้เยอะๆ เด็กจะได้ทำข้อสอบได้คะแนนดีๆ ทำไมไม่มีการบ้านเลย แล้วเด็กจะเก่งได้อย่างไร  เด็กสอบคะแนนไม่ดี ทำ ไมครูไม่จัดติว  นี่คือบางคำถามที่เกิดขึ้นกับครู สุดท้ายครูก็เลยไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร อนาคตของเด็กเรา อนาคตของชาติเราก็เลยล่องลอยไปตามยถากรรม  สิงคโปร์ประกาศใช้นโย บายการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ของเขาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เอง ท้าทายมากครับ เพราะนโยบายการศึกษาใหม่ของเขา คือ Teach Less, Learn More แปลเป็นไทยว่า สอนให้น้อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองให้มาก  ที่มาของนโยบายนี้มาจากการที่ครูและผู้ปกครองของเขามานั่งคุยกัน แล้วช่วยกันมองว่าในอนาคตเด็กสิงคโปร์ควรมีคุณสมบัติอย่างไร พวกเขาจึงจะสามารถนำพาประเทศซึ่งไม่มีทุนทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลยให้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกได้  คำตอบที่ได้ก็คือ ความเป็นนักคิด นักเรียนรู้ นักแสวง หาความรู้ คือคำตอบเดียว คำตอบสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์อนาคตของสิงคโปร์ได้แต่สิงคโปร์ก็มีปัญหาคล้ายเราคือ ครูก็ชอบสอน ชอบป้อนความรู้ (เพราะผู้ปกครองชอบแบบนั้น) ซึ่งเขาก็ถกกันว่า เพื่อให้เด็กได้มีเวลามากขึ้นในการฝึกใช้ความคิด และแสวงหาความรู้ใหม่ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และครูก็ไม่รู้ ไม่สามารถหยิบมาสอนนักเรียนได้ทั้งหมด จะทำอย่างไรดี จึงเกิดการตกลงกันว่าต่อไปนี้ครูต้องสอนให้น้อยลง เอาเฉพาะที่จำเป็นก็พอ จัดเวลาที่มีอยู่ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อสร้างอนาคตที่เข้มแข็งของชาติต่อไป
          เมื่อไปอ่านความหมายหรือคำจำกัดความของ ความเป็นอัจฉริยะ ที่ Dr.Dean Keith Simonton ศาสตราจารย์ ด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ได้เขียนสรุปไว้ ก็ดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่สิงคโปร์กำลังทำอยู่มากทีเดียว  Dean Keith Simonton บอกว่า คนที่เป็นอัจฉริยะนั้นจะมีลักษณะเป็นคนที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆทุกรูปแบบ มีความสนใจในความรู้ที่หลากหลายแขนง วิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ เป็นคนชอบคิด ชอบลองผิดลองถูก และการค้นพบความผิดพลาดบางครั้งก็ทำให้คนเหล่านี้สามารถค้นพบอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน
          การเรียนรู้ การแสวงหาความรู้อย่างกว้างขวาง คือสิ่งที่ฟูมฟักความเป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่ห้องเรียนที่คอยกำหนดว่าจะต้องเรียนอะไร รู้อะไรบ้าง โดย ที่เด็กไม่ได้มีโอกาสที่จะแสวง หาความรู้อื่นเพื่อมาหล่อเลี้ยงความเป็นอัจฉริยะที่มีอยู่ในตัวตนของพวกเขาแต่อย่างใด  สิงคโปร์ก้าวล้ำเราไปอีกขั้นครับ
          ถ้าประเทศไทยยังมัวพะวงอยู่แต่คะแนนสอบวัดผลของเด็ก คิดเพียงแค่จะทำให้คะแนนสูงขึ้น โดยไม่มองว่ากระบวนการที่ถูกที่ควรควรเป็นอย่างไร อนาคตของเด็กจะเป็นอย่างไรก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะสิงคโปร์ได้เลย
          แค่ตั้งโจทย์ว่าจะตามสิงคโปร์ทันหรือไม่ ผมว่าเราก็หาคำตอบยังไม่เจอเลย

          ถ้าประเทศไทยยังมัวพะวงอยู่แต่คะแนนสอบวัดผลของเด็ก
          โดยไม่มองว่ากระบวนการที่ถูกที่ควรควรเป็นอย่างไร  อนาคตของเด็กจะเป็นอย่างไร ก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะสิงคโปร์ได้เลย

          --โลกวันนี้วันสุข ฉบับวันที่ 24 - 30 พ.ย. 2555--



โพสเมื่อ : 23 พ.ย. 55   อ่าน 940 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ผู้บริหารสหกรณ์ครูยโสธร ถลุงแชร์ลอตเตอรี่ สั่งชดใช้ 279ล.
04 มี.ค. 58 | อ่าน 382 ครั้ง
“พระเทพฯ” ทรงชื่นชม อกท.หนุน นศ.
08 ก.พ. 61 | อ่าน 835 ครั้ง
แต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท.
20 พ.ย. 57 | อ่าน 875 ครั้ง
ครู 9 พันเฮ! ประเมินวิทยฐานะใหม่ ก.ค.ศ.ไม่ขึ้นบัญชีกลุ่มสอบผ่านร้อยละ60 สั่งปลด’ผอ.ร.ร.’
29 ม.ค. 56 | อ่าน 668 ครั้ง
ไทยรับรู้อาเซียนด้อยกว่าชาติอื่น ศธ.เร่งพัฒนาศักยภาพเด็ก 3 ด้านชิงเป็นผู้นำ
21 มี.ค. 55 | อ่าน 8826 ครั้ง
ศธ.แจงครม.ปรับเวลาเรียนช่วยนร.มีคะแนนสอบสูง
29 มิ.ย. 59 | อ่าน 326 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.