Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เด็กไทยอ่านหนังสือน้อย 5 เล่มต่อปี




      

เด็กไทยอ่านหนังสือน้อย 5 เล่มต่อปี

 

          นักวิชาการ ห่วงเด็กไทยอ่านหนังสือน้อย 5 เล่มต่อปี จี้รัฐขยายโอกาสเด็กยากจนเข้าถึงหนังสือดีมีคุณภาพ แนะผู้ปกครองปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก วอนครูปรับปรุงเทคนิคการสอนวิชาภาษาไทยให้สนุกแต่ได้ความรู้ พร้อมเผยผลคัดเลือก 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน
          วานนี้ (25 ต.ค.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดเสวนา 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน เพื่อพูดคุยถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเด็กไทย และสถานการณ์หนังสือของประเทศไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมเผยผลวิจัยคัดเลือก 100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน
          รศ.วิทยากร เชียงกูล หัวหน้าวิจัยโครงการ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงกระตุ้นนิสัยรักการอ่านในสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักมองว่าหนังสือประเภทบันเทิงคดี เป็นหนังสือสำหรับอ่านเล่นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนังสือประเภทนี้ กลับมีบทบาทช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การคัดเลือก 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวัยตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่แตกต่างกัน คือ
          1.กลุ่มเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่มีรูปภาพประกอบและมีเนื้อหาที่อ่านง่าย 2.กลุ่มเยาวชน อายุ 6-12 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่เด็กสามารถเอาตนเองไปเปรียบเทียบได้อย่างสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตมากขึ้น ทั้งความหวัง ความเศร้า แต่เนื้อหาจะไม่หดหู่และร้ายแรงจนเกินไป และ 3.กลุ่มวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี คัดเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาหลากหลาย โครงเรื่องซับซ้อนมากขึ้น และมีการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่สื่อความหมายได้ดี
          รศ.วิทยากร กล่าวว่า หนังสือที่เลือกมาทั้ง 100 เล่ม คณะกรรมการจะมีคำแนะนำเชิงวิจารณ์ ทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่จะนำไปพัฒนางานเขียนต่อไป อย่างไรก็ตามในภาพรวมของประเทศไทย ยังถือว่ามีการพัฒนาหนังสือสำหรับเด็กเล็กค่อนข้างน้อย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมกันพัฒนาเพราะช่วงเด็กถือเป็นช่วงที่สามารถพัฒนาทักษะการอ่านและปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะช่วงอายุ 4 ขวบ โดยหากเด็กเล็กได้อ่านหนังสือและเกิดติดใจ จะถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่เด็กจะติดนิสัยรักการอ่านไปตลอดชีวิต แต่หากเด็กไม่ได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในช่วงนี้ เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นการยากที่เด็กจะมีพฤติกรรมรักการอ่าน คนไทยอ่านหนังสือน้อย
          ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2551 ระบุว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือมากที่สุด เฉลี่ย 46 นาที แต่หากเทียบกับประเทศอื่นยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก ซึ่งจากการจัดลำดับพฤติกรรมการอ่านพบว่าใน 1 ปี คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 5 เล่ม
          ขณะที่คนเวียดนามอ่าน 60 เล่ม คนสิงคโปร์อ่าน 45 เล่ม และคนมาเลเซียอ่าน 40 เล่ม ขณะที่ผลการทดสอบ PISA ในปี 2552 เด็กไทยทั้งประเทศทำคะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่ในอันดับ 50 จากทั้งหมด 65 ประเทศ สะท้อนว่ารัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้น ขณะเดียวกันครูก็ต้องปรับวิธีสอนให้มีความน่าสนใจไม่ใช่เน้นแต่ไวยากรณ์ จนทำให้การเรียนการสอนขาดความสนุกสนานจนเด็กไม่สนใจเรียน
          ด้าน นายปรีดา ปัญญาจันทร์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน หากเทียบกับจำนวนเนื้อหาพบว่าประเทศไทยมีผู้ผลิตหนังสือเด็กและเยาวชนมากกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากหนังสือเด็กในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม ส่วนใหญ่จะเน้นการนำนิทานพื้นบ้านกลับมาทำใหม่ ขณะที่หนังสือเด็กในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่มาจากต่างประเทศ เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาชี้เวียดนามปรับรูปแบบหนังสือ
          ที่น่าสนใจคือประเทศเวียดนามมีการนำเอาหนังสือจากต่างประเทศมาแปลภาษาทั้งหมด รวมถึงหนังสือนิทานพื้นบ้านก็ได้มีการปรับรูปแบบให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการอ่านและความสนใจของเยาวชนในประเทศ ส่วนของประเทศไทยนั้น พบว่าปัจจุบันหนังสือแปลจากต่างประเทศนั้นลดลง แต่ก็มีการผลิตเนื้อหาภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้อ่านยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีพื้นฐานการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจนให้เข้าถึงหนังสือมากยิ่งขึ้น นายปรีดา กล่าว
          ขณะที่ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า คณะวิจัยทำการสำรวจพิจารณาหนังสือที่มีอยู่ในท้องตลาดและห้องสมุดต่างๆ ซึ่งหนังสือที่เราเลือกในครั้งนี้จะเน้นประเภทบันเทิงคดีหรือเรื่องแต่ง เช่น หนังสือภาพ หนังสือเรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนรักการอ่านได้ง่ายกว่าหนังสือประเภทวิชาการ
          ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาหนังสือที่มีการวางโครงเรื่องอย่างชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของตัวละครหลัก ตัวละครรอง เพื่อมุ่งหวังให้เด็กที่อ่านหนังสือได้เกิดการพัฒนาทักษะด้านภาษา โดยทางทฤษฎี จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.จักษุสัมผัส ทั้งรูปภาพและความดีและความถูกต้องของเนื้อเรื่อง การใช้ภาษา และ 2.มีคุณค่าทางภาษา คุณค่าอารมณ์ความรู้สึก คุณค่าทางสังคม และจินตนาการแนะครูเสริมทักษะการอ่าน
          ส่วน ผศ.จินดา จำเริญ อีกหนึ่งคณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอีกอย่างหนึ่ง คือการเชื่อมโยงช่วงรอยต่อของประเภทหนังสือจากขั้นเด็กเล็กไปถึงขั้นเด็กโต และขั้นวัยรุ่นนั้น ต้องอาศัยบทบาทของครูเข้ามาช่วยส่งเสริมการอ่านและพัฒนาทักษะ เพราะหากเด็กเกิดความสนใจและเลือกที่จะหยิบหนังสือในระดับที่สูงกว่าขึ้นมาอ่านแล้วนั้น ต่อไปตัวเด็กเองจะสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและสามารถก้าวไปสู่การอ่านหนังสือในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยตนเอง

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



โพสเมื่อ : 26 ต.ค. 55   อ่าน 2254 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มั่นใจบรรจุครูผู้ช่วยลอตแรกทันเปิดเทอม
30 เม.ย. 57 | อ่าน 813 ครั้ง
สพฐ.เชื่อร.ร.ส่งข้อมูลโอเน็ตทัน 30 กันยายน
14 ก.ย. 55 | อ่าน 896 ครั้ง
ปิ๊งโอเน็ต 5 วิชา 30% ห่วง 3 วิชาร.ร.สอบมาตรฐานต่างกันร.ร.พร้อมสอบ"ศิลปะ-พละ-การงาน"
02 มี.ค. 58 | อ่าน 488 ครั้ง
ข่าวล่าสุด ป.บัณฑิต วิชาชีพครู
13 มี.ค. 58 | อ่าน 1110 ครั้ง
สนช.ชูปฏิรูปหลักสูตร-กระจายอำนาจ
18 พ.ย. 58 | อ่าน 522 ครั้ง
สั่งเข้มดูแลเด็กทัศนศึกษา
20 มี.ค. 56 | อ่าน 1138 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.