Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ตัวเลขใหม่คนไทยอ่านน้อยเฉลี่ย 2-5 เล่ม/ปีสุดล้าหลัง เมื่อเทียบเวียดนาม 60 เล่มต่อปี/กศน.ผุด’บ้




      

ตัวเลขใหม่คนไทยอ่านน้อยเฉลี่ย 2-5 เล่ม/ปีสุดล้าหลัง เมื่อเทียบเวียดนาม 60 เล่มต่อปี/กศน.ผุด'บ้านหนังสือ'มีทุกหมู่บ้าน

 

          ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ * ตัวเลขน่าตกใจ นับวันคนไทยยิ่งอ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆสำนักงานสถิติฯ สำรวจพบล่าสุดเฉลี่ยแค่คนละ 2-5 เล่มต่อปี ล้าหลังกว่าเวียดนามมากที่อ่านเฉลี่ยคนละ 60 เล่มต่อปี กศน.ทนไม่ไหวผุดโครงการ บ้านหนังสือ ทั่วไทย 4 หมื่นหมู่บ้านใช้งบ 450 ล้าน เผยคนต่างจังหวัดน่าห่วงอ่านน้อยมาก หรือไม่อ่านเลย สาเหตุเพราะการศึกษาและยากจน ทำให้เข้าไม่ถึงหนังสือ อีกทั้งหลังถ่ายโอนอำนาจให้ อปท. 10 กว่าปี แต่กลับไม่ได้ส่งเสริมการอ่านให้ประชาชน
          ในการแถลงข่าว มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 17 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 ต.ค.ศกนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) นายกุลธร เลิศสุริยะกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าอัตราการอ่านของคนไทยยังไม่ดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 2-5 เล่มต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงเรื่อยๆจากแต่ละปี และเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่อ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 50-60 เล่มต่อปี หรือแม้แต่เวียดนามที่มีอัตราการอ่าน 60 เล่มต่อปี ถือว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ ทาง กศน.จึงอนุมัติโครงการ บ้านหนังสือ ให้มีที่อ่านหนังสือ 4 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศโดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ทันที ใช้เงินงบประมาณทั้งหมด 450 ล้านบาท
          วันที่ท่านพนิตา กำภู ณ อยุธยา มารับตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มาทำงานวันแรก มีการประชุม กศน. ก็เสนอเรื่องนี้ท่านก็เห็นด้วยและเราสามารถดำเนินการได้ทันที เพราะมีการดำเนินการมาบ้างแล้ว
          นายกุลธรกล่าวว่า ในความเป็นจริงการอ่านหนังสือของคนไทยอาจจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2-5 เล่มด้วยซ้ำ เพราะค่าเฉลี่ยนี้มีการนำตัวเลขการอ่านของคนเมืองมารวมด้วย ในเมืองจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือคนในต่างจังหวัด อัตราการอ่านที่แท้จริงอาจจะน้อยกว่า 2-5 เล่ม หรือไม่อ่านเลย เพราะไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าอุปสรรคการอ่านมาจากปัญหาการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วง 10 กว่าปีมานี้ ตั้งแต่มีการถ่ายโอนอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไปจัดการเรื่องการศึกษาหรือส่งเสริมการอ่าน แต่ อปท.กลับไม่ ได้ดำเนินการอะไรเลย
          เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ทำให้กศน.มาคิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงหนังสือได้ เพราะจะรอให้คนต่างจังหวัดมีความพร้อมทั้งการศึกษาและเศรษฐกิจคงรอไม่ได้ และพบว่าห้องสมุด ชาวบ้านก็เข้าไม่ถึง จึงจำเป็นต้องมีบ้านหนังสือประจำหมู่บ้าน ซึ่งเรานำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว 10 จังหวัด โครงการที่เริ่มในปีนี้ ช่วงแรกบางพื้นที่อาจจะมีแค่ 50% ไปก่อน แต่สำหรับ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บวกสงขลาและสตูล จะมีครบ 100%
          สำหรับหนังสือที่จะนำไปไว้ใน บ้านหนังสือ ชาวบ้านจะเลือกเอง ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์วันละ 2 ฉบับ หนังสือรายปักษ์ 2 ฉบับ และหนังสือรายสัปดาห์ 4 ฉบับ และมีหนังสืออื่นๆที่จะซื้อเพิ่มเติมอีก 20-30 เล่ม นอกจากนี้ หัวหน้า กศน.ประจำตำบลจะทำหน้าที่หมุนเวียนหนังสือกับบ้านหนังสือหมู่บ้านใกล้เคียง
          นายวรพันธ์ โสภิตสถาพร นายกสมาคม PUBAT กล่าวว่า การอ่านเป็นการสร้างพลเมืองประเทศให้มีคุณภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนา มองว่าบ้านเรามีอัตราคนจบปริญญาตรีค่อนข้างสูง แต่ยังน่าห่วงเรื่องคุณภาพที่ผ่านมามีงานวิจัยที่ระบุว่าบัณฑิตไทยขาดการคุณสมบัติคิดวิเคราะห์ ขาดทักษะด้านภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้ เป็นส่วนเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาคน และหลังจากเปิดเสรีอาเซียนแล้ว หากไทยยังไม่พัฒนาคุณภาพนักศึกษา ก็อาจจะทำให้บัณฑิตไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆสัมภาษณ์งานสู้ประเทศในอาเซียนไม่ได้ เสียโอกาสได้งานดีๆ จึงคิดว่าภาครัฐควรต้องคิดเรื่องนี้ให้มากหาทางร่วมมือกับเอกชน หาทางผลักดันให้คุณภาพนักศึกษาไทยก้าวหน้าขึ้น
          ทั้งนี้ จากผลสำรวจช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค.2554 สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กในเขตเทศบาลอ่านหนังสือสูงกว่าเด็กนอกเขตเทศบาล โดยเด็กเล็กใน กทม.มีอัตราอ่านสูงสุด 67.2% และเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่นๆขณะที่ภาคกลางเด็กเล็กมีอัตราการอ่านต่ำสุด 47.4% และเชื่อว่ามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์เด็กหันมาใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น
          ขณะที่อัตราการอ่านนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงานของคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป อยู่ในอัตรา 68.8% ผู้ชายอ่านเฉลี่ย 69.3% ผู้หญิงอ่านเฉลี่ย 68.3% กทม.ยังเป็นพื้นที่ที่มีการอ่านมากที่สุด คือ 89.3% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการอ่านต่ำสุดเพียง 62.8%.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์



โพสเมื่อ : 03 ต.ค. 55   อ่าน 832 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก จุดเปลี่ยนประเทศไทย
30 มี.ค. 55 | อ่าน 9427 ครั้ง
สพฐ.มีอัตราเหลืออีก801อัตรา
10 ธ.ค. 58 | อ่าน 143 ครั้ง
สจล.แนะยกเครื่องสภาวิชาชีพ แนะอายุ 60 ปีห้ามนั่งกรรมการ-ชี้คิดไม่ทันเด็ก
26 มี.ค. 56 | อ่าน 593 ครั้ง
สภาการศึกษาระดมความคิดนานาชาติ ขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิ...สู่ประชาคมอาเซียน
15 ก.ค. 56 | อ่าน 300 ครั้ง
อุดมศึกษาเอกชนยังมี 4.8 หมื่นที่นั่งรองรับ นร.
19 มิ.ย. 60 | อ่าน 109 ครั้ง
เซ็ง!9มหา’ลัยวิจัยถูกหั่นงบปี55เหี้ยนสกอ.ลุ้น กมธ.ไม่ปรับลดอีก
25 พ.ย. 54 | อ่าน 91413 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.