Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สุชาติ'เซ็นต์ปิดม.อีสานแล้ว



สุชาติ' เซ็นต์คำสั่ง ปิด ม.อีสานแล้ว มีผล 31 ต.ค.นี้ เว้นระยะให้นักศึกษาเก็บหน่วยกิตได้ทัน เลขาธิการ กกอ.ชี้เป็นหน้าที่ของ ม.อีสานต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการกรณีนักศึกษาโอนย้ายไปเรียนที่อื่น หากม.อีสานเหลือเงินไม่พอ ต้องนำทรัพย์สินออกขาย ขณะที่ ม.อีสาน เตรียมฟ้องศาลปกครอง ขอการคุ้มครองชั่วคราว

              19 ก.ย.55 ศ.ดร.สุชาติ  ธาดาธำรงเวช  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.)แล้ว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งการลงนามในคำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการควบคุมมอส.ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)แล้ว

 ด้านนพ.กำจร  ตติยกวี  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ในฐานะคณะกรรมการควบคุมมอส. กล่าวว่า  เหตุที่ให้การเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2555 เพื่อให้นักศึกษาที่ใกล้จบในเทอมนี้มีเวลาเรียนจนครบ และสภามหาวิทยาลัยมีเวลาอนุมัติผู้จบการศึกษา ปัจจุบันมีนักนักศึกษาที่ยังไม่จบการศึกษา และได้มายืนยันตัวตนตามที่สำนักทะเบียนและประมวลผลแจ้งจำนวน 8,565 คน แบ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประมาณ 2,000 กว่าคน ที่เหลือเป็นนักศึกษาปริญญาโท  ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหานักศึกษาเหล่านี้ จะต้องมาดูรายละเอียด สำหรับนักศึกษาป.ตรีคนไหนที่ยังเรียนไม่ครบก็จะให้ไปเรียนให้จบ ในหลักสูตรเดิมที่เรียน แต่ต้องย้ายไปเรียนในมหาวิทยาลัยอื่น ที่ทางคณะกรรมการควบคุมฯได้ประสานไว้แล้ว หลายแห่ง 

              นพ.กำจร กล่าวต่อว่า ขณะที่นักศึกษา ป.โท ก็ต้องมาแยกรายละเอียดว่า เรียนไปถึงไหนแล้ว โดยในกลุ่มที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ การค้นคว้าอิสระ หรือรอสอบประมวลความรู้ อาจต้องมีการโอนย้ายอาจารย์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานไปยังมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอื่นพร้อมๆ กับนักศึกษา เพื่อให้ดูแลนักศึกษาในด้านการทำวิทยานิพนธ์ หรือการค้นคว้าอิสระอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษา โดยให้รับเงินเดือนและค่าจ้างจากทรัพย์สินของ มอส. หรือกลุ่มนักศึกษาป.โทที่ต้องเรียนบางรายวิชาเพิ่มเติมซึ่งมีจำนวนน้อยอาจจัดการเรียนการสอนแบบ block course เพื่อให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษาก่อนระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนด โดยใช้เงินของ มอส.จัดสอนเป็นกรณีพิเศษ

              “ เมื่อนักศึกษาต้องย้ายไปเรียนที่อื่นนั้น ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้มอส.ยังพอมีทรัพย์สินเหลืออยู่ คณะกรรมการควบคุมฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหาร ไปทำแผนบริหารจัดการ  คิดว่าเงินที่เหลืออยู่น่าจะเพียงพอสำหรับดำเนินการส่วนนี้ แต่หากไม่พอก็จำเป็นต้องจำหน่ายทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่เหลืออยู่เพื่อนำมาบริหารจัดการให้เพียงพอ ส่วนที่เหลือทั้งหมดก็จะคืนให้ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง ส่วนนักศึกษาที่ไม่ประสงค์จะศึกษาต่อนั้น ก็จะ  การคืนเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ นักศึกษาจ่ายเข้าระบบการเงินของสำนักการเงินและบัญชีที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน จะจัดให้มีสำนักงานชั่วคราวเพื่อดูแลทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย นักศึกษา อาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบภายใต้กำกับดูแลของสกอ. 

              นพ.กำจร กล่าวต่อว่า  อย่างไรก็ตามหากผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งเห็นว่าคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวไม่เป็นธรรม ก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้ ตามสิทธิ ซึ่งศาลปกครองก็คงต้องพิจารณาตามเหตุผล โดยที่ผ่านมาทางคณะกรรมการควบคุมฯเองก็พยายาม ช่วยเหลือมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงที่สุดแล้วก็มาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มาก และคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้นักศึกษาก็จะได้รับการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ โดยหลังจากเพิกถอนแล้ว ถ้าผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจะพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น และเปิดทำการเรียนการสอนใหม่ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นสำคัญ  ซึ่งกรณีของมอส. ถือเป็ทเรียนสำคัญ ให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เห็นว่า หากยังจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพตามที่กำหนด ก็ขอให้เร่งพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอน ให้มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเกิดปัญหาในระยะยาวได้

              ต่อมา ดร.อัษฎางค์ แสวงการ อดีตอธิการบดี มอส. พร้อมพวกเปิดแถลงข่าวที่ ศธ. ระบุว่า ตนในฐานะตัวแทนผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง มอส. ขอใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือแก่คณะกรรมการควบคุมฯ ตามที่ร้องขออย่างเต็มที่แล้ว และได้พยายามขอคืนมหาวิทยาลัยกลับมาบริหารจัดการเอง เนื่องจากตนมั่นใจว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือน นอกจากนี้ตนยืนยันด้วยว่าตนไม่เคยข่มขู่หรือคุกคามการทำงานของคณะกรรมการควบคุมฯ ตามที่มีข้อกล่าวหาเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนยังไม่ได้รับทราบคำสั่งเพิกถอนการควบคุมมหาวิทยาลัย รวมถึงไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงนามคำสั่ง หากได้รับคำสั่งตนจะยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองทันทีเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

            “ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ เพื่อลงมติเพิกถอนใบอนุญาตมหาวิทยาลัย ในวันที่ 18 ก.ย.55 ผมและผู้รับใบอนุญาตได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการควบคุมฯ แล้ว เมื่อวันที่ 16 ก.ย.55 ซึ่งก็ได้มีข้อสรุปร่วมกันแล้วว่าผู้รับใบอนุญาตยินดีจัดสรรเงินให้แก่มหาวิทยาลัย แต่ในที่สุดก็มาทราบข่าวผ่านสื่อว่าคณะกรรมการควบคุมฯ ได้มีมติดังกล่าว ดังนั้นหลังจากนี้ผมจะเข้าให้ข้อมูลกรณีที่เกิดขึ้นแก่คณะกรรมาธิการการศึกษาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย” ดร.อัษฎางค์ กล่าว


โพสเมื่อ : 20 ก.ย. 55   อ่าน 744 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
นักวิชาการหนุนคูปองพัฒนาครูสพฐ. แนะทำฐานข้อมูลทันสมัย-รัฐบาลตั้งกองทุนเฉพาะ
22 มิ.ย. 58 | อ่าน 313 ครั้ง
พบส่อทุจริต!ครูผู้ช่วย ที่จ.เลย 6 ราย แอบจดโพยในใบเสร็จ-สาบเสื้อ
24 เม.ย. 58 | อ่าน 368 ครั้ง
คุรุสภาชง’ก.ค.ศ.’ขอคัด’225 ผู้แทน’ ในอ.ก.ค.ศ.-อ้างเขตคัดคนไม่เข้าใจงาน
25 มิ.ย. 56 | อ่าน 296 ครั้ง
ขึ้นเงินเดือนครูยกชุด ย้อนหลังถึง 1 ม.ค. 55
15 ต.ค. 55 | อ่าน 703 ครั้ง
สพฐ.เร่งจัดมาตรฐานครูสอนตามวิชาเอก
27 ก.ค. 59 | อ่าน 322 ครั้ง
ศธ. ตั้ง 13 ประเด็นตรวจราชการปี61 เน้นแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนา
18 ก.ค. 60 | อ่าน 155 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.