Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ทปอ.ไม่เลิกรับตรงเคลียริ่งเฮาส์ชี้เด็กทิ้งม.รัฐส่งผลที่นั่งว่างไม่ต่างเอกชน มหา’ลัยเมืองผู้ดีย




      

ทปอ.ไม่เลิกรับตรงเคลียริ่งเฮาส์ชี้เด็กทิ้งม.รัฐส่งผลที่นั่งว่างไม่ต่างเอกชน มหา'ลัยเมืองผู้ดียื่นขอตั้งสถาบันในไทย

 

          เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ทปอ.เปิดเผยกรณีที่สมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (สสอท.) ระบุว่า ยอดรับนักศึกษาเข้าเรียนในปีการศึกษา 2554 ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนลดลง เนื่องจากมหาวิทยาลัยรัฐเพิ่มช่องทางในการเข้าศึกษาต่อมากขึ้น ทั้งระบบรับตรง โควตา ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่ง เฮาส์ การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อใน สถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์กลาง เป็นต้น โดยเสนอให้ ทปอ.ยกเลิกการรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ว่า จำนวนนักศึกษาที่ลดลงนั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยรัฐเองมีปัญหารับนักศึกษาได้ไม่ตามเป้าเช่นกัน ทำให้มีมหาวิทยาลัยบางแห่งตามเก็บกวาดนักศึกษา หรือเปิดรับตรงอีกรอบหลังแอดมิสชั่นส์เสร็จ ซึ่งปัญหาอาจเกิดจากสถาบันอุดมศึกษามีมากขึ้น ขณะที่นักเรียนชั้น ม.6 ที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลง ขณะเดียวกันพบว่าปีนี้มีนักศึกษาสละสิทธิมากขึ้น รวมถึง มธ.เพราะอาจสอบติดในคณะ หรือสาขาที่ไม่อยากเรียน จึงสละสิทธิไปเรียนที่อื่น
          ที่ สสอท.ขอให้ ทปอ.ยกเลิกรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์นั้น ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา และ ทปอ.เองพบว่ารับตรงผ่านเคลียริ่ง เฮาส์เป็นไปด้วยดี แก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบได้ และมหาวิทยาลัยคัดเด็กได้ตรงตามความสามารถ ซึ่งผมไม่อยากเปลี่ยนระบบกลับไปกลับมา จึงคิดว่าใช้รับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ไปอีกระยะหนึ่ง และหากพบว่าเป็นระบบที่ทำให้เกิดปัญหาจริง ก็พร้อมยกเลิก ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทปอ.ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยรัฐให้เปิดรับตรงไม่เกิน 50% ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ แต่ยอมรับมีหลายแห่งเปิดรับตรงมากขึ้น เช่น เดิมรับตรง 10% แต่เมื่อรับได้ไม่เต็มตามเป้า ก็ขยายเป็น 30% แต่พยายามไม่ให้เกิน 50% ทั้งนี้ ต้องยอมรับการที่มหาวิทยาลัยเปิดรับตรงมากขึ้น มหาวิทยาลัยเอกชนจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะคนส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมอยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐมากกว่า ซึ่ง ทปอ.รู้ปัญหามาโดยตลอด แต่ใช่ว่าการแข่งขันจะเกิดระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชนเท่านั้น ระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐก็แข่งกันเองเช่นกัน แต่ละแห่งจึงควรแข่งกันที่คุณภาพ และปัญหาที่เกิดขึ้น สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเล็กๆ คงต้องปรับตัว เน้นสอนสาขาที่ถนัด ไม่ใช่เปิดแข่งกันทุกสาขา เมื่อสาขาใดมีคนเรียนน้อย ก็ควรจะปิด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากร นายสมคิดกล่าว
          นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สถานการณ์ของสถาบันการศึกษาเอกชนมี 2 รูปแบบ คือขอเปลี่ยนสถานะจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัย และขอเปิดสถาบันใหม่ ซึ่งขณะนี้มีมหาวิทยาลัยชื่อดังจากอังกฤษ ขออนุญาตเปิดการเรียนการสอนในไทย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากบริติช เคานซิล และรัฐบาลอังกฤษ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) อยู่ระหว่างการพิจารณา และมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาเปิดการเรียนการสอนในไทย ซึ่งที่ผ่านมามีสถาบันการศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดสอนในไทยบ้าง เช่น มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ส่วนที่กังวลว่าต่อไปจะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสถาบันการศึกษาเอกชนนั้น ขณะนี้ยังไม่พบ แต่อาจมีบางแห่งที่ให้ชาวต่างชาติเข้าไปถือหุ้นด้วย และยังไม่มีสถาบันเอกชนใดมาขอปิดกิจการ
          คิดว่าสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐ และเอกชน ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เพราะการศึกษาจะเป็นส่วนหนึ่งเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ต่อไปอาจมีสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดสอนในไทยมากขึ้น ดังนั้น อยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งปรับตัว โดยเน้นคุณภาพมากขึ้น ทั้งคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพของบัณฑิต นพ.กำจรกล่าว

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 07 ส.ค. 55   อ่าน 771 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ส่งครูไทยบินฟิตภาษา’จีน’ สช.เดินหน้านำร่องทันที 100 คนปีนี้ พร้อมรับครูแดนมังกรช่วยสอนนั
02 ก.ค. 56 | อ่าน 2090 ครั้ง
“สุชาติ” ไม่มีนโยบาย “ล้างมลทิน”
10 ก.พ. 55 | อ่าน 85678 ครั้ง
ศธ.เตรียมคืนเงินอดีต6บิ๊กสปช.
18 ส.ค. 58 | อ่าน 463 ครั้ง
ชำระหนี้กกยศ. 31 มี.ค. ลด เบี้ยปรับ 100% - เงินต้น3.5%
19 มี.ค. 57 | อ่าน 829 ครั้ง
สกศ. จัดประชุมเสวนาทางวิชาการ รวมพลังพัฒนาคุณภาพครู หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา
16 ส.ค. 54 | อ่าน 40627 ครั้ง
ศธ.ปรับหลักสูตรหนุนปรองดอง
06 มิ.ย. 57 | อ่าน 489 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.