Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เด็กติดเรียน’ติว’การศึกษากดดัน หรือสังคมพาไป




      

เด็กติดเรียน'ติว'การศึกษากดดัน หรือสังคมพาไป

 

          ทีมวาไรตี้
          สำหรับเด็กที่ไม่รู้จะเรียนอะไร การเรียนพิเศษมาก ๆ ไม่ได้ช่วยอะไร โดยเด็กควรสำรวจตัวเองใน 3 ลักษณะดังนี้ 1. ความถนัด 2. ความชอบ 3. บุคลิกภาพที่เหมาะกับงาน พอสำรวจตัวเองแล้วถ้าสิ่งที่เรียนทบทวนตัวเองใหม่
          อีกไม่กี่เดือนการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะมาถึง แต่กว่าจะถึงวันนั้นเด็กหลายคนต้องเตรียมตัวเรียนติวกันมากี่ปี สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนสังคมไทยในปัจจุบันที่การศึกษาเสมือนการแข่งขัน จนหลายคนบ่นถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างน่าเป็นห่วงว่าเด็กอาจจะเสพติดการเรียนติว!
          โอ๋ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเรียนติวตั้งแต่จันทร์-อาทิตย์ เล่าว่า สถานการณ์ในไทยจะเรียกว่าบ้าติวก็ว่าได้ เพราะเด็กไม่มีความมั่นใจ กลัวว่าถ้าไม่มาเรียนติวจะสอบไม่ได้ ขณะเดียวกันมีเพื่อน ๆ ที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอว่าอยากเรียนอะไรกันแน่ ทำให้พยายามเรียนติวทุกอย่างเพื่อจะได้ไปสอบทุกอย่าง ซึ่งถ้าได้อันไหนก็เรียนอันนั้น เช่นเดียวกับกลยุทธ์ของสถาบันติวที่การันตีว่าถ้าอยากเข้าคณะนี้ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องมาเรียนที่นี่ ซึ่งทำให้เด็กเกิดแรงจูงใจอยากไปเรียน
          อีกปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากคือ เพื่อน ๆ ในห้องต่างไปเรียนติวข้างนอก ทำให้เกิดการชักชวนให้ไปเรียนด้วยกัน ในกรณีนี้เราเคยไปแล้วแต่เรียนไม่รู้เรื่องเพราะชวนกันคุยมากกว่า อีกด้านหนึ่งมาจากความคาดหวังของผู้ปกครอง เช่น พ่ออยากให้สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำสองแห่ง ทำให้เราเองต้องมาเรียนติวทุกวัน
          เด็กที่มาเรียนติวข้างนอกนับวันอายุจะน้อยลง เพราะสถาบันต่าง ๆ มีคอร์สวางแผนการเรียนตั้งแต่ ม.1 เราเองเรียนมานานเริ่มรู้สึกว่าเสพติดการติว เพราะเคยเรียนมาแล้วจะเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่เรียนจะทำข้อสอบไม่ได้ เพราะบางทีอาจารย์ที่สอนติวบอกข้อสอบได้ตรง หรือบางคอร์สอาจารย์กั๊กแนวข้อสอบเพราะอยากให้ลงต่ออีกคอร์สเพื่อให้ต่อเนื่องแล้วจะบอกข้อสอบ
          รู้สึกว่าอาจารย์ที่สอนในสถาบันติวจะทันแนวข้อสอบกว่าอาจารย์ภายในโรงเรียน ขณะเดียวกันอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนบางคนสอนไม่เต็มที่ บางชั่วโมงแจกชีทให้นักเรียนทำแล้วส่งปลายชั่วโมง แต่จริง ๆ แล้วเด็กไม่ชอบที่ครูไม่สอน โดยครูบางคนบอกเลยว่ายังไงเธอก็ไปเรียนติวข้างนอกอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีครูที่สอนพิเศษภายในโรงเรียนที่ก่อนวันสอบครูนำข้อสอบที่ออกมาแนะนำเด็กที่เรียนพิเศษด้วย ถ้าเด็กที่ไม่ได้เรียนจะไม่รู้แนวข้อสอบเท่าไหร่ หรือบางครั้งเราไม่กล้าถามครูที่สอนพิเศษเพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้เรียนพิเศษกับเขาแม้จะในชั่วโมงเรียน แต่สุดท้ายครูที่สอนดี ๆ ก็มีมากซึ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวครูและคนเรียนด้วย
          ถ้ากลับมามองอีกด้านการที่อาจารย์ที่สอนติวบอกข้อสอบได้ตรง ทำให้รู้สึกว่าการสอบไม่มีมนต์ขลังเพราะยังไม่ทันสอบแนวข้อสอบก็รั่วแล้ว แต่การมาเรียนติวจริง ๆ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือเงินที่สิ่สันำมาใช้เรียน ตอนนี้คอร์สเรียนที่เห็นต่ำสุด 3 วัน 1,300 บาท ส่วนมากสุดเทอมละ 4,000 บาท อย่างตัวเราเรียนทุกวันตกค่าเรียนอาทิตย์ละ 3,500 บาท
          มีเพื่อนบางคนที่ครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอที่จะให้ไปเรียนติว จึงต้องไปทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนในวันที่ไม่มีติว ซึ่งเพื่อนคนนั้นพอเข้ามาเรียนในโรงเรียนครูจะตำหนิว่าไม่มีสมาธิในการเรียนเพราะหลับในห้องบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นผลอย่างมากต่อตัวเพื่อนคนนั้นจนทำให้เกรดในการเรียนตกไปจากเดิม
          เวลาไปเรียนกับอาจารย์ที่ติวข้างนอกจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกว่า เพราะเด็กไม่ชอบการสอนที่เหมือนเดิม ๆ แบบเปิดหนังสือหน้านี้แล้วอ่าน แต่บางคนมีเกมมาหลอกล่อแค่นี้เด็กก็พร้อมจะกระโจนเข้าหา อย่างล่าสุดมีเกมจับสลากแค่นี้นักเรียนก็สนุกแล้ว ขณะเดียวกันการไปเรียนติวจะรู้สึกว่าทุกนาทีเป็นเงินที่เราจ่ายไปต้องตั้งใจเรียน ยิ่งถ้าเป็นเงินเราเองด้วยจะยิ่งตั้งใจเรียนใหญ่ สิ่งที่แตกต่างระหว่างอาจารย์สอนติวข้างนอกกับในโรงเรียนคือ เด็กรู้สึกว่าอาจารย์สอนติวเอาใจมากกว่าอาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งบางทีทำให้เราเสียนิสัยเหมือนกัน
          อยากฝากบอกเพื่อน ๆ หรือรุ่นน้องที่ อยากเรียนติวให้หาตัวเองให้เจอก่อน เพราะถ้าเรารู้แล้วเราก็เรียนติวเฉพาะทางนั้นจะได้ไม่สะเปะสะปะ อย่าเลือกเรียนโดยที่ไม่มั่นใจ หรือรู้สึกว่ายังไม่พอ จะทำให้เรารู้สึกไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และที่สำคัญเวลาพักผ่อนควรจะมี โดยเฉพาะสังคมเพื่อนควรมีบ้าง หลายครั้งคนเรียนติวจนดึกพอกลับบ้านไปก็ไม่เจอหน้าใคร ที่สำคัญพ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนทุกคนมีความหวังอยากให้ลูกสอบติด แต่ถ้าสอบไม่ติดจะมาโทษลูกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะหลายครั้งผู้ปกครองบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ
          เก๋ (นามสมมุติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ได้เรียนติวหลายที่แต่ไม่สามารถสอบเข้าคณะที่ตั้งความหวังไว้ได้ มองว่า อาจารย์ที่สอนในโรงเรียนสอนไม่ตรงกับแนวข้อสอบที่จะสอบเอนทรานซ์ ขณะที่อาจารย์ที่สอนติวข้างนอกรู้ว่าการเรียนในโรงเรียนขาดตรงไหน ข้อเสียของครูในโรงเรียนอยู่ตรงไหนและจะอุดรูโหว่เหล่านั้นให้เด็กได้อย่างไร แล้วจะรู้ใจวัยรุ่นมากกว่า รู้ว่าบางเนื้อหาน่าเบื่อจะเอาอะไรมาเล่นเพื่อให้เด็กสนใจ ตรงข้ามกับครูในโรงเรียนที่สอนไปเรื่อย ๆ
          ครูในโรงเรียนบางคนชอบมองว่าฉันเป็นครูทำอะไรก็ไม่ผิด บางคนเอาชีทมาหนึ่งเล่มให้เด็กเปิดหน้า 2 ถึงหน้า 5 ทำไปแล้วท้ายชั่วโมงค่อยส่ง ด้วยอย่างนี้เด็กเลยออกไปติวข้างนอก หรือครูบางคนเก่งมากแต่ไม่มีวิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจ เด็กเลยต้องออกไปเรียนข้างนอกแทน ตอนเรียนอยู่มัธยมปลายครูเปลี่ยนบ่อยเพราะเป็นครูจ้างสอน เราเข้าใจว่าการแข่งขันในการสอบบรรจุค่อนข้างสูง แต่ผลที่ออกมากลับเป็นไปในแนวทางตรงกันข้าม จึงอยากให้กระทรวงช่วยดูแลด้านนี้ให้มากขึ้น
          การที่เด็กไปเรียนติวกันมากส่วนหนึ่งเป็นผลจากช่วงที่สอบเข้ามหา วิทยาลัยรอบแรกเป็นช่วงต้นเทอม ซึ่งข้อสอบที่ออกจะครอบคลุมถึงเนื้อหาปลายเทอม เมื่อเป็นเช่นนี้ครูในโรงเรียนส่วนหนึ่งก็เข้าใจ โดยให้นักเรียนหยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือกันเอง หรือเด็กบางคนเข้ามาเรียนคาบแรก ๆ พอหลังจากนั้นไม่เข้าเรียน และช่วงดังกล่าวเด็กจะยุ่งกับการสมัครสอบและอ่านหนังสือจนหลายครั้งเกรดเฉลี่ยตกลงจากเดิม
          ตอนที่ผลสอบออกมาว่าเราไม่ติดคณะที่หวังไว้ เรารู้สึกเสียใจ เพราะเราพยายามเท่ากับอีกคนที่เขาสอบได้ แต่เราไม่ได้ เราก็พยายามจัดการความเครียดตัวเองว่าไม่เป็นไรถ้าเราชอบจริง ๆ ปีหน้าก็ลองสอบใหม่ เรื่องเรียนซิ่วไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพียงแต่เราต้องปรับความคิดตัวเองให้ได้ ส่วนครอบครัวต้องค่อย ๆ พูด ซึ่งพ่อแม่เองต้องดูว่าสิ่งที่คุณอยากให้ลูกเป็นหรือลูกคุณอยากเป็น เพราะบางคนสอบได้จริงแต่พอเรียนไปแล้วไม่ไหวต้องออกมาเรียนคณะอื่นกับรุ่นน้องอีก เก๋ ทิ้งท้าย พญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า เด็กที่มีปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เรียนดี โดยต้นเหตุของปัญหาเกิดจากการจัดเวลาไม่ดีพอ จึงส่งผล กระทบทั้งตัวเองและครอบครัว ขณะเดียว กันปัญหาที่เด็กต้องการเรียนติวแต่ผู้ปกครองไม่ให้เรียน หรือผู้ปกครองต้องการให้เรียนแต่เด็กไม่อยากเรียนยังมีอยู่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้คนที่ครอบครัวอยากให้เรียนมีผลมาจากพ่อหรือแม่ในที่ทำงานเมื่อคุยกับคนอื่นที่ลูกไปเรียนก็อยากให้ลูกตัวเองไปเรียนบ้าง ส่วนคนที่ลูกอยากเรียนแต่ไม่ให้เรียนอาจมีผลมาจากการที่พ่อแม่ยังไม่เปิดโลกทัศน์ว่าลูกมีจุดอ่อนที่ตรงไหน
          เด็กที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่อยู่ช่วง ม.ต้น-ม.6 โดยพฤติกรรมที่พบถ้าไม่ได้ติว เด็กโตจะหยุดอยู่กับบ้านไม่ยอมไปเรียน ถ้าเด็กเล็กจะมีลักษณะเป็นกังวล ย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งผู้ปกครองควรเปิดใจฟังเด็กให้มากและหาทางแก้ไขอย่างเป็นกลาง แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้สามารถมาปรึกษานักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญได้
          สำหรับเด็กที่ไม่รู้จะเรียนอะไร การเรียนพิเศษมาก ๆ ไม่ได้ช่วยอะไร โดยเด็กควรสำรวจตัวเองใน 3 ลักษณะดังนี้ 1. ความถนัด 2. ความชอบ 3. บุคลิกภาพที่เหมาะกับงาน พอสำรวจตัวเองแล้วถ้าสิ่งที่เรียนตรงกับลักษณะข้างต้นสัก 2 ใน 3 น่าที่จะเรียนต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่เลยต้องทบทวนตัวเองใหม่
          พ่อแม่เองต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้ลูกชอบในสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น เช่นอยากให้ลูกเป็นนักบัญชีเหมือนตัวเอง แต่พอกลับบ้านมาทีไรบ่นแต่เรื่องงานให้ลูกฟัง ซึ่งลูกจะรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่น่าสนใจเพราะขนาดคนในบ้านที่ทำอยู่ยังไม่มีความสุข แต่ควรเล่าให้ลูกฟังถึงคนที่เป็นแบบอย่างในอาชีพนั้น ๆ เพื่อเชื่อมโยงกับตัวลูกเอง
          ถ้าพ่อแม่ที่มีความยึดติดมากอาจต้องให้คนกลางในครอบครัวเข้ามาพูดคุย ซึ่งสิ่งแรกต้องทำคือรับฟังเด็กก่อน เพราะถ้าเราแก้เลยอาจจะแก้ปัญหาไม่ตรงประเด็น เพราะไม่ได้ฟังปัญหาที่แท้จริงมาก่อน สำหรับอาจารย์ในโรงเรียนควรวางตัวเองให้สงบนิ่งหากเด็กที่เรียนมองว่าด้อยกว่าอาจารย์ที่สอนข้างนอก แต่ต้องบอกกับนักเรียนให้เข้าใจว่าแต่ละโรงเรียนมีแนวการสอนที่ต่างกัน และบอกให้เข้าใจถึงขอบเขตการเรียน แต่อย่าไปคิดว่าจะแข่งขันกับอาจารย์ข้างนอก
          ขณะที่อาจารย์ที่สอนติวไม่ควรไปว่าครูที่สอนในโรงเรียนหรือสถาบันติวอื่น ๆ แต่ควรรักษาความสามัคคีเอาไว้มากกว่าจะยกตัวเองว่าเก่งกว่าผู้อื่น ซึ่งโรงเรียนควรนำรุ่นพี่ที่สอบได้ในแต่ละคณะมาแนะนำน้อง ๆ เพราะเด็กจะได้แนวทางที่ถูกต้องว่าต้องเดินไปทางไหน ดีกว่าให้เด็กเสียเวลาไปทดลองเรียนติวในที่ต่าง ๆ
          การศึกษาไทยเป็นอีกเรื่องที่ต้องมานั่งขบคิดเพื่อหาทางแก้ให้กับเด็กรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างถูกทาง ดีกว่ามานั่งโทษกันและกัน จนสุดท้ายทางออกที่ว่ามีจะค่อย ๆ ตีบตันลงทุกที.
          10 อันดับคณะที่มีผู้เลือกมากที่สุด ประจำปี 2555
          1. วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ รับทั้งสิ้น 56 คน จำนวนผู้สมัคร 2,850 คน อัตราการแข่งขัน 1: 51
          2. คณะวิทยาศาสตร์ ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ รับทั้งสิ้น 160 คน จำนวนผู้สมัคร 1,906 คน อัตราการแข่งขัน 1:12
          3. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับทั้งสิ้น 150 คน จำนวนผู้สมัคร 1,813 คน อัตราการแข่งขัน 1:13
          4. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รับทั้งสิ้น 350 คน จำนวนผู้สมัคร 1,810 คน อัตราการแข่งขัน 1:5
          5. คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต รับทั้งสิ้น 60 คน จำนวนผู้สมัคร 1,784 คน อัตราการแข่งขัน 1:30
          6. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รับทั้งสิ้น 200 คน จำนวนผู้สมัคร 1,772 คน อัตราการแข่งขัน 1:9
          7. สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) รับทั้งสิ้น 840 คน จำนวนผู้สมัคร 1,748 คน อัตราการแข่งขัน 1:3
          8. คณะการบัญชีและการจัดการ สาขาวิชาบัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) รับทั้งสิ้น 175 คน จำนวนผู้สมัคร 1,652 คน อัตราการแข่งขัน 1:10
          9. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รับทั้งสิ้น 300 คน จำนวนผู้สมัคร 1,611 คน อัตราการแข่งขัน 1:6
          10. คณะพยาบาลศาสตร์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพารับทั้งสิ้น 50 คน จำนวนผู้สมัคร 1,310 คน อัตราการแข่งขัน 1:27
          (ที่มาข้อมูล : กระปุกดอทคอม)

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 18 ก.ค. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 17 ก.ค. 55   อ่าน 686 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
เสมา1 แนะ สทศ. ยกเลิกสารพัดทดสอบเหลือไว้แค่โอเน็ตอย่างเดียว
30 ส.ค. 55 | อ่าน 681 ครั้ง
พระเทพฯทรงห่วงโรงเรียนขาดน้ำ ติดตามว.เกษตรฝึกงานตปท.
11 ก.พ. 56 | อ่าน 405 ครั้ง
‘บิ๊กหนุ่ย’สั่งรื้อเกณฑ์ประเมิน’คงวิทยฐานะ’ เน้นประเมิน’คุณธรรม’เป็นหลัก
03 ส.ค. 59 | อ่าน 825 ครั้ง
อธิการบดี มรส. สร้างความเป็นธรรมองค์กรยอมควักเงินเองจ่ายแพิ่มให้กับลูกจ้างนอกงบฯ
24 ก.พ. 55 | อ่าน 50343 ครั้ง
ครูแห่วัดสมรรถนะประเมินเด็ก เผยเกินครึ่งมีคะแนนไม่ถึง50%
08 ส.ค. 55 | อ่าน 717 ครั้ง
จัดแข่งขันทักษะวิชาชีพ ระดับประเทศพัฒนาฝีมือเด็กเทคนิค สู่มาตรฐานสากล
03 ก.พ. 57 | อ่าน 296 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.