Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ความหวังในระบบการศึกษาแบบใหม่




      

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ความหวังในระบบการศึกษาแบบใหม่

 

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานเปิด สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ต.บางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่บรรดาคณะผู้บริหาร ครูอาจารย์ และนักศึกษา ซึ่งจะเป็นดั่งคำมั่นที่จะทำให้สถาบันแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของปวงชนอย่างแท้จริง
          เรียนจบแล้วไม่สามารถนำไปบูรณาการและใช้ในชีวิตประจำวันได้...? เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ท้าทายการศึกษาไทยในปัจจุบัน
          ปฐมบทแห่งสถาบัน
          วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2553 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้จัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษา โดยมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.)
          และนี่เองจึงเป็นที่มาของการเรียนรู้ทางเลือกใหม่ ที่เน้นการจัดการศึกษาแบบเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง โดยยึดเอาปัญหาและความต้องการในชีวิตและชุมชนของผู้เรียนเป็นตัวกำหนดการเรียนการสอน แทนการท่องจำตำรา สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น โดยผสมผสานหรือบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้แบบสากล เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมการพัฒนาท้องถิ่น ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้ดำเนินการในฐานะเจ้าของในปัจจุบัน
          ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2545 หน่วยงาน 4 ภาคี อันประกอบด้วย มูลนิธิหมู่บ้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกันจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และจดทะเบียนในรูปแบบมูลนิธิ เป้าหมายเพื่อร่วมกันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เน้นการจัดการเรียนรู้ ปรับวิธีคิดให้กับผู้นำชุมชน หรือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สร้างปัญญาชนชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนของตนเองให้เข้มแข็ง
          โดยหลักสูตรนี้เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้เรียนในชุมชน มีที่มาแตกต่างจากวิชาการทั่วไปในระบบการศึกษากระแสหลัก โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์มาจากประสบการณ์ตรงของชุมชน ซึ่งไม่มีการสอนในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ อาทิ วิชาการวางเป้าหมายและวางแผนชีวิต วิชาแผนแม่บทชุมชน วิชาเครือข่ายชุมชน เป็นต้น อีกทั้งยังมีความแตกต่างในปรัชญา กระบวนการจัดการ และเป้าหมายของการเรียนรู้ ที่เน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เน้นความเข้าใจมากกว่าความจำ เน้นสร้างความรู้มากกว่าเสพความรู้เฉพาะในตำรา
          เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีกินในท้องถิ่นตน
          ปัจจุบันมีการเปิดสอนหลักสูตรในระดับปริญญาตรี คือ ศิลปศาสตร์บัณฑิต ประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สาขาวิชาการจัดการสุขภาพชุมชน และสาขาวิชาการจัดการการเกษตรยั่งยืน ส่วนระดับปริญญาโท เปิดสอน 2 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สาขาวิชาการจัดการระบบสุขภาพชุมชน
          ศาสตราจารย์ ดร.พจน์ สะเพียรชัย นายกสภาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน กล่าวว่า สถาบันฯ มีศูนย์การเรียนรู้กระจายอยู่ทั่วประเทศ 23 ศูนย์ ทั่วทุกภูมิภาค กลุ่มเป้าหมายหลักคือ ผู้ที่อยู่ในชุมชน ทั้งในชนบทและในเมือง ผู้นำชุมชน บุคคลทั่วไปในสาขาอาชีพต่างๆ ไม่จำกัดเพศ วัย และสถานภาพ ปัจจุบันมีนักศึกษาราว 5,000 คน อายุระหว่าง 20-75 ปี โดยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี เชื่อได้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้มาตรฐาน ได้คุณภาพตามกฎเกณฑ์ และเชื่อมั่นได้ว่า สถาบันฯ มีศักยภาพเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยทั่วไป นักศึกษาที่เข้ามาเรียนก็ย่อมมีมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอุดมศึกษาแน่นอน
          นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.)กล่าวว่า การศึกษากระแสหลักจะเน้นการสอนให้กับเด็ก แต่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนเป็นการศึกษาทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อให้การศึกษาไทยมีการพัฒนาขึ้นทั้งระบบ
          ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี พงศ์พิศ อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน กล่าวว่า ทุกสาขาวิชาจะบูรณาการการศึกษากับการพัฒนาให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลักสูตรของสถาบันแห่งนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ และทำให้เกิดความมั่นคงในชีวิต อาชีพการงาน รวมทั้งสามารถจัดการทรัพยากร ผลผลิตและสิ่งแวดล้อมของตนเองได้ ทำให้อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมั่นใจ มีความภูมิใจในเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของตนเอง และไม่ต้องละทิ้งบ้านเกิด สามารถอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ตามปรัชญาที่ว่า ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง
          สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงเป็นสถาบันการเรียนรู้ทางเลือกใหม่ ที่เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง แทนการเน้นผู้สอนและตำรา แบบการเรียน ในกระแสหลัก ซึ่งจะช่วยยกระดับ เปลี่ยนแปลง และสร้างความหวัง จากความสิ้นหวังกับระบบการศึกษาแบบเดิมๆ ให้เข้ากับบริบทและความต้องการของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง !!
          ปรัชญาชีวิตศิษย์เก่า
          จุดเปลี่ยนชีวิตลูกสาวชาวสวน
          เกษร ชอบประดิษฐ์ อายุ 47 ปี หนึ่งในศิษย์ที่มีจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต อดีตลูกสาวชาวสวนที่ไม่เคยคิดว่าจะกลับมาทำสวน ปัจจุบันเธอบอกทุกคนอย่างภาคภูมิใจว่า เธอเป็นชาวสวนจากเด็กสาวที่เรียนจบ ปวส. ด้านออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี และได้ทำงานในห้องเสื้อชั้นนำในกรุงเทพฯ ก่อนจะมาทำงานในบริษัทเครื่องสำอางชื่อดัง ชีวิตเต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์ แต่ต้องกลับมาอยู่บ้านเพราะแม่ป่วยจนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จนกระทั่งแม่เสียชีวิต เกษรทำสวนไม่เป็นจึงหาไม้ผลมาปลูกตามมีตามเกิด ทำให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก ขณะเดียวกันตัวของเกษรเองก็ใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย ไม่รู้จุดเริ่มต้นและเป้าหมายของชีวิต แต่เมื่อได้เข้าเรียนรู้ ทำให้เธอรู้จักที่จะวางแผนและเป้าหมายในชีวิต รวมไปถึงการพัฒนาตนเองในหลายๆ ด้าน
          เกษรเริ่มทำโครงงานการพัฒนาตนเอง โดยมีเป้าหมายที่จะดูแลสุขภาพ เลิกรับประทานยากล่อมประสาท ซึ่งเธอติดจากความเครียดตอนที่แม่ล้มป่วย เธอลงมือออกกำลังกายด้วยการรดน้ำต้นไม้ และดูแลต้นไม้ในสวนของตนเอง ทำให้เธอไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป และตลอดการทำโครงงานเธอบันทึกการทำงานและความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกวัน ผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือ เธอเรียนรู้การดูแลต้นไม้แต่ละชนิดในสวนอย่างละเอียด และผูกพันกับอาชีพนี้โดยไม่รู้ตัว และเมื่อได้เรียนวิชาอื่นๆ ด้วย ทำให้รู้สึกสนุกที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมจากชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ที่สอนจากประสบการณ์ตรง ทำให้เกษรนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาสวนของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
          เรียนแล้วเกิดปัญญา พัฒนาชุมชน
          สุเทพ เพ็งอุดม หรือ กำนันอ้วน กำนันตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่คิดจะปรับเปลี่ยนสวนผสมผสานแบบดั้งเดิมของตนเอง ให้เป็นแปลงปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างเช่น ส้มโอ ลิ้นจี่ ตามแบบเกษตรสมัยใหม่ที่เข้าใจว่าทำแล้วรวย ต้นไม้ใหญ่ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายปลูกไว้จึงถูกโค่นลงต้นแล้วต้นเล่า
          แต่หลังจากกำนันอ้วนได้เรียนวิชากระบวนทัศน์พัฒนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกษตรกรรมยั่งยืน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจใหม่ ยุติการตัดต้นไม้ รักษาสวนผสมผสานไว้อย่างเดิม และปลูกเสริมในส่วนที่ตัดไปแล้ว พร้อมค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ซื้อผลไม้ที่ปราศจากสารพิษเจือปน กลายเป็นผู้นำที่เป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน กำนันอ้วนยังได้นำความรู้จากที่เรียนมา ทั้งเรื่องการทำแผนแม่บทชุมชน วิสาหกิจชุมชน กองทุนและสวัสดิการชุมชน ฯลฯ ไปดำเนินการในตำบล ทำให้ปัจจุบัน ตำบลเหมืองใหม่ เป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน ชาวบ้านช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานทั้งใน และนอกจังหวัดทั่วประเทศ
          ทุกวันนี้กำนันอ้วนเป็นผู้นำที่มีความสุข ทั้งในชีวิตส่วนตัวและงานพัฒนาที่ได้ทำร่วมกับผู้นำชุมชนอื่นๆ และประชาชนในพื้นที่ตนเอง ถึงผมไม่ร่ำรวย แต่ผมก็มีความสุข เป็นแก่นชีวิตที่กำนันอ้วนค้นพบ

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



โพสเมื่อ : 20 มิ.ย. 55   อ่าน 1308 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สจล.ตั้งเป้า 1 ใน 10 ม.อาเซียน
06 มี.ค. 55 | อ่าน 12332 ครั้ง
รับรอง ป.โท วิชาชีพครู
10 มี.ค. 58 | อ่าน 671 ครั้ง
ชี้สอบวันเดียวแก้วิ่งรอกสอบรับตรงช่วยผู้ปกครองลดปัญหาค่าใช้จ่าย
25 ต.ค. 56 | อ่าน 707 ครั้ง
สทศ.ไม่ประกาศผลสอบทดสอบ 21 ราย สาเหตุหลักแอบนำโทรศัพท์เข้าห้องสอบ
26 ม.ค. 55 | อ่าน 96605 ครั้ง
นักวิชาการชี้ปฏิรูปครู ศธ.ต้องฟื้นโครงการ "ครูพันธุ์ใหม่"
28 พ.ย. 56 | อ่าน 1002 ครั้ง
ศธ.จัดหนัก! ขอ 5.5 แสนล้าน งบปี’ 55-“ชินวรณ์” โว นร.ทุกระดับรับตำราฟรี เริ่มเทอม 1/2555
27 ม.ค. 54 | อ่าน 9318 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.