Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’วิจิตร’ดันมหาวิทยาลัยปฏิรูปสภาฯจับ 4 มหาวิทยาลัยนำร่องปฏิรูปเสริมความเข้มแข็งล้างภาพสภา




      

'วิจิตร'ดันมหาวิทยาลัยปฏิรูปสภาฯจับ 4 มหาวิทยาลัยนำร่องปฏิรูปเสริมความเข้มแข็งล้างภาพสภาฯตรายาง

 

          วิจิตร นำ 4 วลัยลักษณ์-เทคโนโลยีสุรนารี-สุโขทัยธรรมาธิราช -มรภ.เทพสตรีร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปีการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการทำงานสภามหาวิทยาลัย - อธิการบดีให้มีความเข้มแข็งภายใต้หลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัย
          ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่ง เปิดเผยถึงการจัดประชุมสภามหาวิทยาลัย 4 สภาฯ ครั้งนี้ว่าจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งแรกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 2 ปี 2554 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นเจ้าภาพ ส่วนปีนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ยังมีสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีเข้าร่วมการประชุมเป็นปีแรกเพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ 20 ปีการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้ง 4 สภามหาวิทยาลัยได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อให้การทำหน้าที่ของสภาฯ มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อมหาวิทยาลัย ทั้งยังเป็นการเตรียมสำหรับการดำเนินงานของทั้ง 4 สภาฯ ในปีต่อไป และการประชุมครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน 50 แห่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมด้วย ศ.ดร.วิจิตรกล่าวว่า การปฏิรูปสภาของ 4 สภามหาวิทยาลัยในขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น มีสำนักงานสภาฯเกิดขึ้น มีเลขานุการสภาฯ เจ้าหน้าที่ประจำทำงานด้านธุรการ มีการปฏิรูปการประชุมสภาฯ และกรรมการสภาฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการประเมินการทำงานของสภาฯ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบประเมินผลซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามแผนยุทธศาสตร์ที่สภาฯ ได้ให้นโยบายไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังนำประเด็นการบริหารความเสี่ยงมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น สัญญาณการลดจำนวนลงของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยบางแห่ง หากไม่ปรับตัวอาจจะต้องปิดมหาวิทยาลัยไป นอกจากนี้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรจากเงินอุดหนุนของรัฐที่ถูกตัดทอนลง ทำให้จำเป็นต้องขึ้นค่าเรียนหรือเอาคนออกเพราะไม่มีเงินจ้างเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้จะต้องมาประเมินว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและจะหาทางแก้ปัญหาอย่างไร
          ศ.ดร.วิจิตรกล่าวถึงข้อแตกต่างระหว่างสภาฯ เดิมกับสภาฯ ปฏิรูปว่า การปฏิรูปไม่ได้เข้าไปแก้ไขพ.ร.บ.มหาวิทยาลัย ยังคงใช้พ.ร.บ.เดิม แต่ข้อแตกต่างของสภาฯเดิมกับสภาปฏิรูปคือการดำเนินงานของสภาฯเดิมเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารคืออธิการบดีว่าจะให้รองอธิการฯ คนใดทำหน้าที่กรรมการสภาฯ แต่เนื่องจากรองอธิการบดีมีภาระงานประจำก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีงานประจำอยู่แล้วทำงานแทน ทำให้สภาฯ เป็นเพียงองค์กรผู้กำกับตามกฎหมาย มีหน้าที่กำหนดนโยบายแล้วผู้บริหารนำนโยบายไปปฏิบัติ ดังนั้นการปฏิรูปสภาฯ จึงกำหนดให้มีสำนักงานสภาฯ และให้ตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งมาทำหน้าที่เลขานุการและรองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภาฯ เพียงตำแหน่งเดียวซึ่งสามารถทำงานให้กับสภาฯ ได้เต็มที่ ทั้งการกำกับดูแลและทำงานแทนสภาฯ ในด้านธุรการทำให้การทำงานของสภาฯ มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้สภาฯ ใหม่ยังกำหนดให้มีการเสนอวาระการประชุมล่วงหน้าและจะต้องเป็นเรื่องที่เสนอเพื่ออนุมัติเท่านั้น ส่วนเรื่องที่สภาวิชาการหรือกรรมการกลั่นกรองแล้วให้ถือเป็นเรื่องทักท้วงหรือแจ้งเพื่อทราบซึ่งจะทำให้เวลาการประชุมของสภาฯ สั้นลง สามารถเสนอเรื่องเชิงนโยบายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังจัดให้มีการปฐมนิเทศโดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกมาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกรรมการ สภาฯ รวมถึงการอบรมในต่างประเทศเพื่อเปิดวิสัยทัศน์ให้กรรมการสภาฯ ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานกับสภามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อให้การทำงานของกรรมการสภาฯ มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็ง และเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้รับประโยชน์สูงสุด
          การปฏิรูปสภาฯ เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบแผนปฏิรูปสภาฯ ของ สกอ.ที่ให้มีการปฏิรูปสภาฯ อยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 3 แห่งทำมาแล้ว 2 รอบและก็ได้ผลดีมาก ซึ่งเราก็จะนำผลการสัมมนาในแต่ละครั้งไปปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น สำหรับสภามหาวิทยาลัยไหนที่สนใจเข้าร่วมปฏิรูปก็ยินดีเพราะเราทำอย่างเปิดเผย หรือถ้ายังไม่พร้อมจะส่งคนมาสังเกตการณ์ก่อนก็ได้ เนื่องจากแต่ละแห่งมีรูปแบบและองค์ประกอบของสภาฯ ที่แตกต่างกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน ผมเชื่อว่าการได้เข้ามาเรียนรู้จากกันจะทำให้เข้าใจหลักการและวิธีการต่างๆ ที่แต่ละแห่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ทำได้ ศ.ดร.วิจิตรกล่าว
          นายกสภามหาวิทยาลัย 4 แห่งยังได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อรับประชาคมอาเซียนว่า จะต้องจัดการศึกษาให้เป็นนานาชาติซึ่งไม่ใช่แต่ด้านภาษาอย่างเดียวจะต้องจัดหลักสูตรให้เป็นสากลด้วย ขณะนี้การจัดหลักสูตรยังเกาะติดอยู่กับท้องถิ่นและพื้นที่ยังไม่เป็นสากล และวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทยยังมีจำกัด ส่วนใหญ่เน้นทางด้านศิลปศาสตร์เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศของเขาจริงๆ มีน้อยมาก นอกจากนี้ควรจัดให้มีการเทียบเคียงระบบการศึกษา และใบอนุญาตประกอบอาชีพเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นรับรองบัณฑิตไทยให้สามารถเข้าไปทำงานในประเทศเหล่านั้นได้ ซึ่งขณะนี้บางมหาวิทยาลัยได้ทำแล้ว เช่น การส่งนักศึกษาไปฝึกสหกิจศึกษาในต่างประเทศ เพื่อให้นายจ้างได้เห็นการทำงานของบัณฑิตแบบเดียวกับที่ทำในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้บัณฑิตมีโอกาสได้งานทำในต่างประเทศมากขึ้น ดร.วิจิตร กล่าวในตอนท้าย

          --มติชน ฉบับวันที่ 6 มิ.ย. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 05 มิ.ย. 55   อ่าน 812 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
"พล.อ.เปรม" มอบทุนการศึกษาที่โคราช ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการต้อนรับเพียบ-"สุวัจน์" ร่วมด้วย
29 ก.ย. 57 | อ่าน 362 ครั้ง
ม.อีสานนัดถกคืบหน้า พร้อมแก้ปัญหา นศ.ไม่มีชื่อขอย้ายที่เรียน
17 ต.ค. 55 | อ่าน 635 ครั้ง
ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม เผยจัดระเบียบรับตรงทุก มหา'ลัย ยาก แต่ทำได้
14 ก.ย. 59 | อ่าน 237 ครั้ง
มอส.เผยรายชื่อน.ศ.รับปริญญา
30 พ.ย. 55 | อ่าน 754 ครั้ง
เอกชนหนุนเปิดศูนย์เทียบโอนอาชีวะ
21 ก.พ. 54 | อ่าน 11863 ครั้ง
สพฐ.เตรียมชงจัดระเบียบเรียนฟรีเด็กต่างด้าว
04 ก.ย. 57 | อ่าน 285 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.