Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: การศึกษา: คลอด 8 กฎเหล็ก...คุมรับน้อง ’โหด-พิสดาร’




      

คอลัมน์: การศึกษา: คลอด 8 กฎเหล็ก...คุมรับน้อง 'โหด-พิสดาร'

 

          เชื่อว่าช่วงนี้ตามรั้วสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ คงครึกครื้นด้วยเสียงกลอง เสียงบูมเชียร์จากนักศึกษาใหม่ในคณะต่างๆ เพราะตอนนี้เริ่มเข้าสู่เทศกาล รับน้องใหม่
          แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน ปัญหาการรับน้องรุนแรง ก็ยังคงมีอยู่ สังเกตจากตามหน้าหนังสือพิมพ์ในปีที่ผ่านๆ มาทั้ง รับน้องรุนแรงโหด-พิสดาร-ไร้มนุษยธรรม เช่น รุ่นพี่รับน้องพิสดารให้กินพริกจำนวนมาก บังคับดื่มสุรา สั่งให้ทำกิจกรรมเสี่ยงอันตราย รวมถึงการกระทำที่เกินกว่าเหตุทำจนน้องใหม่ต้องอับอาย
          รวมถึง บังคับให้ทำกิจกรรมที่เป็นการแสดงออกเรื่องทางเพศ ร้ายแรงกว่านั้นมีน้องใหม่ต้องบาดเจ็บ ถึงขั้นพิการ หรือไม่ต้องเสียชีวิตจากการรับน้องก็มีให้เห็นมาแล้ว
          สิ่งเหล่านี้เกิดจากความคึกคะนองและขาดความยั้งคิดของรุ่นพี่ รวมทั้ง ทางมหาวิทยาลัยไม่ควบคุมปล่อยอิสระให้รุ่นพี่จัดกิจกรรมตามใจชอบ
          เมื่อเร็วๆ นี้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เลยออกมาประกาศกติการับน้องใหม่ให้แต่ละมหาวิทยาลัยรับทราบและถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดว่า ที่ผ่านมามักมีปัญหาการรับน้องรุนแรง จึงสั่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ไปกำชับผู้บริหารสถานศึกษาเข้มงวดเรื่องกิจกรรมรับน้อง
          กิจกรรมรับน้องเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษารุ่นพี่รุ่นน้อง ให้มีความสามัคคี มีระเบียบ และความภาคภูมิใจในสถาบัน ซึ่งเป็นการรักษาไว้ซึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน จึงไม่ต้องการให้เหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทำจากบุคคลเพียงไม่กี่คนมาส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมที่ดีในภาพรวมไปด้วย นายสุชาติ บอก
          ส่วนมาตรการที่ ศธ. งัดออกมาห้ามปราบ และจัดระเบียบกิจกรรมรับน้องให้สร้างสรรค์ มีทั้งหมด 8 ข้อ
          เริ่มจากข้อ 1. ให้สถาบันออกกฎระเบียบ ข้อบังคับในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบาย ศธ.
          2. องค์กรนิสิตนักศึกษาต้องเสนอ ขออนุมัติโครงการจัดกิจกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดกิจกรรมได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น
          3. ให้สถาบันประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจรูปแบบกิจกรรม มีทัศนคติที่ดีต่อการรับน้องและร่วมตรวจสอบการจัดกิจกรรม
          4. ให้นิสิตนักศึกษาใหม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์ได้
          5. ให้สถาบันจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง มีเว็บไซต์เพื่อติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปัญหา ประสานกับสื่อมวลชน ส่วนวิทยาเขต/คณะต่างๆ ควรจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้การช่วยเหลือ (คอลเซ็นเตอร์) หรือบริการสายด่วน (ฮ็อตไลน์)
          6. ให้สถาบันประเมินผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรม และควรมีการยกย่องชมเชยผู้ที่จัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์
          7. ให้สถาบันมีบทลงโทษทางวินัยกับนิสิตนักศึกษา และผู้เกี่ยวข้องที่จัดกิจกรรมขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และกฎระเบียบของสถาบัน
          และมาตรการสุดท้าย 8. ให้ผู้บริหารสถาบันถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินการตามมาตรการนี้
          อย่างไรก็ตาม นายสุชาติยังเน้นย้ำว่า หากมีสถาบันใดมีนักศึกษาแอบไปจัดกิจกรรมรับน้องนอกสถานที่ และเกิดเหตุรุนแรงขึ้น โดยละเมิดกฎและประกาศ ศธ. ผู้บริหารสถาบันนั้นๆ ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย
          ข้ามไปฝั่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ไม่รอช้าแจ้งให้ทุกมหาวิทยาลัย ควบคุมการประชุมเชียร์ โดยออกเป็นนโยบาย ดังนี้ การจัดกิจกรรมรับน้องและประชุมเชียร์ควรเคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ไม่รุนแรง และห้ามล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ดื่มสุรา และเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด และไม่ให้กระทบการเรียน
          สกอ. แจ้งเตือนอีกว่า การจัดกิจกรรมต้องอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทุกคณะ/ภาควิชา และรุ่นพี่ ที่ต้องกำกับดูแลให้กิจกรรมเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ขัดต่อระเบียบ กฎหมาย วัฒนธรรมและมารยาททางสังคม และห้ามจัดกิจกรรมนอกสถานที่โดยเด็ดขาด
          ขณะที่ นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) บอกว่า แจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์และมาตรการสอดคล้องกับนโยบาย ศธ. และ สกอ. แต่ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม และลักษณะเฉพาะของแต่ละสถาบัน ให้องค์กรนิสิตนักศึกษาที่จัดกิจกรรมต้องทำรายละเอียดโครงการเสนอขออนุมัติก่อนดำเนินกิจกรรม พร้อมทั้งให้สถาบันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจให้นิสิตนักศึกษา ผู้ปกครอง และคนทั่วไปเข้าใจวัตถุประสงค์การรับน้อง
          โดยให้นิสิตนักศึกษาใหม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์ได้ด้วย อีกทั้งให้สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง หรือบริการสายด่วน เพื่อรับและประสานข้อมูลการจัดกิจกรรม
          นอกจากนี้ สกอ. ยังเน้นย้ำว่าให้สถาบันประเมินผลกิจกรรมและยกย่องนิสิตนักศึกษาที่จัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และให้สถาบันมีบทลงโทษทางวินัยกับนิสิตนักศึกษา และผู้เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หลักความเสมอภาค และกฎระเบียบข้อบังคับของสถาบัน และให้ผู้บริหารสถาบันถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการตามนโยบาย
          แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งนักวิชาการหลายคนมองว่าหากแต่เป็นเรื่องเก่าที่รอวันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีการแก้ปัญหาตรงจุด ปัญหานี้ที่ผ่านมาถูกแก้แบบ วัวหายล้อมคอก จากนั้นก็ปล่อยปละละเลยให้ผ่านไป เมื่อเกิดเรื่องขึ้นอีกครั้งในปีต่อๆ ไปจึงจะออกมาแก้ปัญหากันที
          เหตุการณ์สะเทือนใจจากกิจกรรมรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่าทุกวันนี้การรับน้องรุนแรงในรั้วมหาวิทยาลัย ยังคงมีอยู่ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องป้องกัน หรือแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก
          เทศกาลรับน้องปีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปีที่หลายๆ คนกังวล และกลัวว่าจะมีเหตุการณ์รับน้องรุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือไม่??
          ดังนั้น ก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย หรือว่าสายเกินแก้ ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ศธ. ผู้บริหารมหาวิทยาลัย รวมทั้ง รุ่นพี่ต้องยึดปฏิบัติตามประกาศ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนระเบียบทั้งมหาวิทยาลัย และตัวรุ่นพี่อย่างจริงจัง รวมถึง ต้องมีการประเมินผลของมาตรการที่ประกาศใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงและบังคับใช้ในปีต่อไป
          ที่สำคัญ ผู้บริหารสถาบันการศึกษานั้นๆ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลควบคุมกิจกรรมการรับน้องให้มากกว่าที่เป็นอยู่อีก
          อย่าปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามอำเภอใจของนักศึกษาเองทั้งหมด เพราะหลายเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา ทางสถาบันการศึกษามักออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ โยนความผิดให้รุ่นพี่ฝ่าฝืนกฎ
          นอกจากนี้ รุ่นพี่ต้องล้มเลิกความคิดการรับน้องแบบเดิมๆ ถูกปลุกฝังแบบผิดๆ เช่น การนำเรื่องการฝึกของทหารเกณฑ์มาอ้างกับน้องใหม่ ว่าจะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างรุ่นน้องกับรุ่นพี่ได้ดี เป็นต้น ว่าไปแล้วกิจกรรมรับน้องที่สร้างสรรค์ และไม่รุนแรงมีมากมาย อาทิ ทำโครงการค่ายอาสา หรือว่ากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แถมยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย
          โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง หรือว่าใช้วิธีรับรุ่นน้องแบบแปลกๆ พิสดาร ที่สำคัญสร้างความประทับใจ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับน้องใหม่ให้กระชับแน่นแฟ้นขึ้นด้วย
          ถ้าทุกมหาวิทยาลัยใส่ใจกฎกติกา เข้มงวดเรื่องกิจกรรมรับน้องอย่างใกล้ชิด รวมถึง รุ่นพี่ไม่แหกกฎ และรับน้องอย่างสร้างสรรค์ ปลอดจากความรุนแรง เชื่อว่าปีนี้จะไม่มีเหตุการณ์สะท้อนใจ หรือว่าปรากฏข่าวน้องใหม่ต้องบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จากเทศกาลรับน้องแน่นอน...

          --มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 - 31 พ.ค. 2555--



โพสเมื่อ : 25 พ.ค. 55   อ่าน 1902 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: จัดประกวดภาพถ่าย ยกย่องเชิดชูเกียรติครู
01 ต.ค. 55 | อ่าน 784 ครั้ง
กางข้อมูลวิชาเอกและจำนวนเกษียณแต่ละปี เพื่อรองรับการบรรจุครูตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คุร
11 เม.ย. 59 | อ่าน 1042 ครั้ง
อาชีวะไทย-มาเลย์-อินโดฯ เข้าแคมป์แลกภูมิรู้วิชาชีพ
15 ก.ค. 57 | อ่าน 358 ครั้ง
ชงยกฐานะ’กศน.’แท่งบริหาร 6
03 พ.ค. 55 | อ่าน 1295 ครั้ง
คุรุสภาประกาศผล ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีคุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่น 2557
25 ธ.ค. 57 | อ่าน 334 ครั้ง
บอร์ด กยศ.ถกให้’ค่าครองชีพ’กรอ.
01 ก.ย. 54 | อ่าน 78466 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.