Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คุณภาพเด็กไทย...อยู่แค่ผลโอเน็ตเท่านั้นหรือ?




      

คุณภาพเด็กไทย...อยู่แค่ผลโอเน็ตเท่านั้นหรือ?

 

          กลิ่น สระทองเนียม
          หากพูดถึงคุณภาพเด็กไทยในยุคปัจจุบันนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงว่าอยู่ในขั้นตกต่ำอย่างน่าใจหาย ซึ่งตัวชี้วัดที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม จากแนวทางการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการแสดงออก รวมถึงศักยภาพด้านการเรียนรู้ ล้วนมีปัญหาไปหมด แต่เมื่อหันไปดูแนวคิดการแก้ปัญหาและการพัฒนาของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วกลับเน้นอยากให้เด็กเป็นคนเก่งด้านวิชาการเป็นหลัก ซึ่งขัดแย้งกับวิถีการดำเนินชีวิตจริงทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่จะทำให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง ส่วนนี้จะเห็นได้จากการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ก็ล้วนใช้วิธีการแข่งขันหาผู้ที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการเข้าเรียนเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้วงการธุรกิจเรียนพิเศษ การติวข้อสอบ เติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว
          เมื่อทุกฝ่ายไปให้ความสำคัญกับคุณภาพด้านวิชาการเป็นหลัก ส่งผลให้ครูผู้สอนและผู้เรียนพลอยหลงกระแสสังคมตามไปด้วย จึงเกิดการวัดคุณภาพของผู้เรียนด้วยข้อมูลที่ว่าจะสามารถสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเมื่อมีการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ด้วยแล้ว ก็ได้มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการนำผลคะแนนที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวชี้วัดว่าเป็นคุณภาพของเด็กไทย จนทำให้ฝ่ายนโยบายจัดการศึกษานำมากำหนดเป็นแนวปฏิบัติว่าจะต้องยกผลคะแนนการสอบโอเน็ตให้สูงขึ้น รวมถึงจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนประจำปีให้กับผู้เรียนด้วยแล้ว ก็พลอยทำให้ผู้บริหารในระดับเขตพื้นที่และระดับโรงเรียนต้องไปกระตุ้นครูเพื่อที่จะช่วยกันทำให้คะแนนจากการสอบดังกล่าวดีขึ้น เลยทำให้การจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กยิ่งหลงทางหนักเข้าไปอีก
          ที่ว่าเช่นนี้ก็เพราะว่าเป้าหมายการจัดการศึกษาทั้งตามปรัชญาหรือกฎหมายต่างก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า การศึกษาเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนให้ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือเพื่อพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม คุณธรรม จริยธรรม ความเป็นไทย หรือเพื่อให้เด็กเป็น คนเก่ง คนดี มีความสุข ด้วยการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ความสามารถ ความพร้อมของเด็กแต่ละบุคคลมีอยู่ที่สอดคล้องกับบริบทที่แต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่ คุณภาพเด็กไทยที่แท้จริง จึงน่าจะต้องมีความพร้อมทั้งด้าน วิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต คงไม่ใช่แค่คะแนนที่เกิดจากการเฉลี่ยทั้งประเทศของการสอบโอเน็ตเป็นแน่ เมื่อคะแนนที่เกิดขึ้นเป็นการวัดประเมินผลสติปัญญาด้านเดียวแล้วถูกนำมากำหนดเป็นนโยบายให้ครูปฏิบัติจึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง
          ที่พูดเช่นนี้ก็ใช่ว่าการสอบโอเน็ตไม่มีความสำคัญ แต่ประโยชน์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักการนำผลไปใช้ให้ถูกทางเท่านั้นเอง ทั้งนี้ก็เพราะการสอบโอเน็ตได้มีวัตถุประสงค์หลักอยู่แล้วคือ เพื่อต้องการทราบผลการพัฒนาผู้เรียนว่าได้มาตรฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ที่กำหนดไว้หรือไม่ หรือเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้นำจุดบกพร่องมาแก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น  และที่สำคัญโอเน็ตเป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานช่วงชั้น หรือระดับการศึกษา เช่น ช่วงชั้นที่ 3 ก็จะวัดความรู้ที่เด็กมีทั้งหมดตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.3 ไม่ใช่วัดความรู้แค่ชั้นที่จัดสอบเท่านั้น เมื่อผลของโอเน็ตออกมาว่ามีข้อบกพร่องส่วนไหนก็ต้องนำมาแก้ไขพัฒนากันทั้งระบบในระดับหรือช่วงชั้นนั้น ๆ ไม่ใช่ว่าจะใช้วิธีการเร่งยกระดับคะแนนเฉพาะผู้เรียนที่จะถูกทดสอบหรือทำให้กลุ่มถูกทดสอบได้คะแนนสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น จนเกิดความไขว้เขวในการจัดการเรียนการสอนแบบผิด ๆ เช่น การติวข้อสอบโอเน็ตที่มีโรงเรียนไม่น้อยได้ดำเนินการซึ่งถือว่าเป็นวิธีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ไม่ถูกต้อง
          เมื่อเป็นเช่นนี้ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการสอบโอเน็ต จึงน่าจะเป็นการวัดหาคุณภาพเด็กในเพียงบางด้านหรือบางส่วนเท่านั้น เพราะการประเมินผลที่ต้องการดูถึงการพัฒนาคุณภาพเด็กทั้งระบบแล้ว คงไม่สามารถใช้วิธีการสอบอย่างเดียวหรือสอบครั้งเดียวทั้งปีแล้วมาสรุปผลเป็นภาพรวมได้แน่ ซึ่งการที่จะดูว่าเด็กพัฒนาแต่ละด้านเป็นไปอย่างไร ครูผู้สอนจะต้องมีการประเมินเป็นระยะอย่างต่อเนื่องตลอดปี ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ด้วยวิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับศักยภาพเด็กในแต่ละด้าน อาทิ ด้านร่างกาย ก็ต้องดูที่น้ำหนัก ส่วนสูง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ด้านจิตใจก็ดูว่าเด็กมีจิตใจร่าเริงแจ่มใส หรือเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรกำหนด เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ รักประเทศชาติคุณภาพเหล่านี้ข้อสอบคงไม่สามารถวัดประเมินผลได้ ทำให้คะแนนที่เกิดขึ้นจากการสอบจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าเป็นคุณภาพชีวิตเด็กทั้งหมดเป็นแน่
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำเอาผลคะแนนที่เกิดขึ้นจากการสอบโอเน็ตไปตีค่าเด็ก และโรงเรียนว่ามีคุณภาพดีขึ้นหรือต่ำลงด้วยแล้ว ถือว่าเป็นการสรุปผลที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงค่อนข้างมาก ดังตัวอย่างที่จะขอนำมาเสนอในที่นี้ เช่น โรงเรียนหนึ่งมีผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและโรงเรียนอยู่ในระดับ ดีมากทั้งหมด เด็กจบไปแล้วก็สามารถ
          สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้มากกว่าทุกปี แต่คะแนนการสอบโอเน็ตปีนี้กลับลดลง อย่างนี้จะสรุปว่าเด็กและโรงเรียนนี้มีคุณภาพต่ำหรือลดลงด้วยนั้นถูกต้องหรือไม่
          ที่เป็นเช่นนี้ การจัดสอบโอเน็ตจึงไม่ใช่ยาวิเศษที่บอกถึงผลการพัฒนาได้ทุกเรื่องทุกด้าน หรือจะมากำหนดว่าใครอ่อน ใครเก่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในตัวข้อสอบดังกล่าวเองก็ยังมีวิธีการดำเนินงานอีกหลายจุดที่ฝ่ายปฏิบัติเขาสงสัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวัดและประเมินผลข้อสอบที่สามารถออกได้ครอบคลุมกับสมรรถนะหลักทั้ง 5 และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการตามหลักสูตรแกนกลางได้จริงหรือไม่ ด้วยข้อสอบเพียงไม่กี่ข้อในแต่ละวิชาที่ต้องวัดทั้งมาตรฐานช่วงชั้น หรือกรณีการไปให้ความสำคัญกับการสอบโอเน็ตมากมายเช่นนี้แล้วหลักสูตรท้องถิ่นของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหลักสูตรสถานศึกษาของแต่ละโรงเรียนที่ตรงกับบริบทของท้องถิ่นจะทำอย่างไรหรือไม่มีความสำคัญไปแล้วใช่หรือไม่
          หรือข้อสอบที่ใช้สอบแต่ละครั้งก็เป็นข้อสอบต่างชุดกัน กรรมการผู้ออกก็คนละคณะ ความเสถียรด้านเนื้อหา วิธีการ ความยากง่ายของข้อสอบก็คงต่างกันแน่ ประกอบกับนักเรียนที่เข้าสอบแต่ละปีก็คนละกลุ่มและผู้สอบเองก็ไม่รู้ว่าจะนำผลสอบไปทำอะไร ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคะแนนที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ทำให้ผลจากการสอบโอเน็ตที่ออกมาแต่ละครั้งหรือแต่ละปีจึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ว่าคุณภาพของเด็กพัฒนาขึ้นหรือต่ำลง
          จากข้อสังเกตที่นำมาเสนอทั้งหมดนี้ก็ใช่ว่าจะติเรือทั้งโกลน เพียงแต่ต้องการสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของผู้ปฏิบัติให้เห็นว่า หากต้องนำผลจากการสอบโอเน็ตมาเป็นตัวชี้วัดว่าเป็นคุณภาพของเด็ก คุณภาพของโรงเรียนโดยเฉพาะการนำไปเกี่ยวโยงกับความก้าวหน้าด้านวิทยฐานะของครูด้วยแล้วก็เกรงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะมุ่งแต่ด้านวิชาการหรือให้ผลการสอบโอเน็ตสูงขึ้นอย่างเดียวจนลืมใส่ใจการพัฒนาการด้านอื่น ๆ ตามหลักสูตรสถานศึกษากำหนดและส่งเสริมเติมเต็มในทักษะและศักยภาพที่เด็กแต่ละคนมีอยู่ หากการพัฒนาเด็กเกิดการหลงทางไป คุณภาพคนไทยที่เกิดขึ้นก็คงจะเหลือแค่คนเก่งด้านสติปัญญาอย่างเดียว ส่วนด้านวิชาชีพ วิชาชีวิตคงค่อย ๆ หายไป แล้วบุคลากรที่มีคุณภาพของชาติเราต้องการเช่นนี้หรือ เพราะหากเหลือแต่คนเก่งวิชาการ ก็คงแข่งกันเป็นผู้บริหาร แข่งขันกันทำงานที่สบาย แต่ขาดคนดี คนที่มีทักษะความสามารถพิเศษที่จะมาเป็นผู้ปฏิบัติในอาชีพต่าง ๆ หากเป็นเช่นนั้นแล้วครอบครัว สังคมและประเทศชาติจะอยู่อย่างมีความสุขและเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร โจทย์ง่าย ๆ เช่นนี้คงคิดกันออกนะครับ.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 พ.ค. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 21 พ.ค. 55   อ่าน 1354 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สมัครครูผู้ช่วย วันแรก2.6หมื่น คอมพ์เยอะสุด ไร้เอกกายภาพบำบัด
24 มี.ค. 58 | อ่าน 804 ครั้ง
ศธ.ปรับพ.ร.บ.กองทุนอาหารกลางวันตั้งสำนักบริหารกองทุนจัดระบบสร้างมาตรฐาน
17 ก.ค. 57 | อ่าน 517 ครั้ง
สพฐ.โอนเงิน ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติราชการ ย้อนหลัง 12 เดือน
06 ธ.ค. 56 | อ่าน 1808 ครั้ง
ม.นเรศวร จับมือแพทย์ทางเลือกประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวTaping Therapy แห่งแรกของประเทศ
15 มิ.ย. 55 | อ่าน 1864 ครั้ง
เหลือ82ร.ร.ได้ตำราไม่ครบ
28 มิ.ย. 54 | อ่าน 13782 ครั้ง
หนุนจัดตั้งศูนย์การศึกษาไทย-กิมจิ
17 มิ.ย. 54 | อ่าน 11351 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.