Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’ขอที่ยืนบนแผ่นดินไทย’คำวิงวอนจากเด็ก 5 ล้านคน




      

'ขอที่ยืนบนแผ่นดินไทย'คำวิงวอนจากเด็ก 5 ล้านคน

 

พรประไพ เสือเขียว
          ตามข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก หรือที่เรียกว่า ปฏิญญาจอมเทียน ให้ประชากรทุกระดับเข้าถึงการศึกษา ภายใต้พันธกิจ 6 ข้อได้แก่ การดูแลการศึกษาปฐมวัย, การศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงหรือเด็กที่อยู่ในสภาวะลำบาก และเป็นกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ, การพัฒนาทักษะชีวิต, การรู้หนังสือโดยเฉพาะการพัฒนาการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 50, ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเพศในการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยม และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้านให้มีความเป็นเลิศ สรุปว่าต้องเป็นการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล (Education  For All)  ซึ่งมีกำหนดตามเป้าหมายให้ได้ภายในปี 2558
          จากข้อตกลงในครั้งนั้นประเทศไทยได้เดินหน้าตามพันธกิจ 6 ข้อไปบ้างแล้วโดยมีหน่วยงานที่ทำงานด้านการศึกษาอาทิสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เตรียมความพร้อมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพสำหรับเด็กประถมวัยในเรื่อง การส่งเสริมสารไอโอดีนในแม่ การจัดตั้งมุมนมแม่ และหนังสือเล่มแรก เป็นต้น ขณะที่สำนักงาน ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้คิดค้นนวัตกรรมการดูแลเด็กด้วยโอกาสทั่วประเทศ ระบบดูแลเด็กรายกรณี  โดยมีแนวทางให้ผู้ใกล้ชิดและชุมชน มีส่วนร่วมในการดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นกลุ่มเด็กขาดโอกาสตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการศึกษา
          ช่วงปฐมวัยคือห้าปีแรกของชีวิตซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเพราะสมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเพื่อพัฒนา การรับรู้ทางร่างกายและอารมณ์ อย่างไร ก็ตาม แม้บ้านจะเป็นที่ที่สำคัญที่สุดที่ในช่วงชีวิตนี้ แต่เด็กจะต้องได้รับบริการพัฒนาเด็กปฐมวัยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่นบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วย ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดโอกาสนี้ นายโทโมโอะ โฮซูมิ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าวไว้
          ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค. กล่าวว่า ระบบจัดการดูแลเด็กรายกรณี หรือที่เรียกว่า CMU (Case Management Unit) จะเป็นกลไกสำคัญที่สสค.จะช่วยหนุนรัฐบาลสร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและเด็กกลุ่มเสี่ยงรวมประมาณ 5 ล้านคน เช่น เด็กพิการ เด็กสมาธิสั้น เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อม เด็กยากจนได้มีที่ยืนในแผ่นดิน ซึ่งจะช่วยลดภาระให้พ่อแม่อย่างน้อย 10 ล้านคน ผ่าน 4 มาตรการหลักที่เน้น การป้องกัน แก้ไขเยียวยาและประกันอนาคต เพราะตระหนักว่าเด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่า ดังนั้นครอบครัว ชุมชนจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการดูแล ฝึกฝนกล่อมเกลา
          หน่วยงานท้องถิ่นจึงเป็นอีกหน่วยงานที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี จึงได้ดึงความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างเครือข่ายดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังมี โรงเรียน ผู้ปกครอง สถานีอนามัย ที่เป็นกำลังอันสำคัญในการสร้างเป็นโมเดลในท้องถิ่นให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยจะมีพื้นที่นำร่องใน 15 จังหวัดในปีแรก ก่อนขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 3 ปี
          เด็กด้อยโอกาสและกลุ่มเด็กเสี่ยงใน 5 ล้าน คาดการณ์ว่ามีประมาณ 3 ล้านคนในสังคมที่มีความยากจนเป็นปัจจัยเบื้องต้นนำไปสู่ปัญหาครอบครัว ล้มเหลวในการเรียนบ้างทำให้ออกกลางคัน เด็กกลุ่มนี้ควานหาตัวในสังคมไม่เจอเราต้องดึงเขากลับมาเรียน เพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นอย่างเก่งแค่แรงงานกินค่าแรงขั้นต่ำ นักเศรษฐศาสตร์เคาะตัวเลขออกมาสำหรับรายได้ของคนที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับเทียบกับคนที่จบปริญญาตรี รายได้ต่างกัน 7 ล้านบาทตลอดชีพ
          ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า กลุ่มเด็กด้อยโอกาสยังรวมถึงเด็กที่มีความพิการด้านสมองเกิดความบกพร่องด้านการเรียนรู้ เด็กสมาธิสั้น เด็กแอลดี เด็กในกลุ่มนี้มีประมาณ 2 ล้านคน ทั้งที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำสื่อการสอน มีต้นทุนค่ายา แต่เราพลาดตั้งแต่ก้าวแรกเด็กไม่อยู่ในระบบ ปัจจุบันอยู่ในระบบแค่ 10,000 คน พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เป็นเด็กหลังห้อง ไม่สามารถเรียนหนังสือเหมือนเด็กปกติได้ เช่นอ่านหนังสือนาน ๆ ไม่ได้ เห็นอักษร ร กลับหัวเป็นต้น เกิดจากภาวะของสมองไม่ปกติ แต่ไอคิวปกติไม่ได้โง่ เด็กบางคนไอคิวมากกว่าเด็กปกติด้วยซ้ำ แต่สังคมผลักให้เขาต้องเป็นเด็กแว้น เด็กสก๊อย กลายเป็นพ่อแม่วัยรุ่นไปโดยปริยาย หรือต้องไปอยู่ในสถานพินิจทั้งแม่วัยรุ่นและเด็กที่อยู่ในสถานพินิจซึ่งรวมแล้วราว 2 แสนคน
          หากปล่อยให้เขามีชีวิตที่เสี่ยงต่อไปโอกาสที่เขาจะสร้างปัญหาให้สังคมและตัวเองก็มีสูง นอกจากนี้ยังมีเด็กไร้สัญชาติลูกของแรงงานต่างด้าวประมาณ 3-แสน คน เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงจากสังคมที่หยิบยื่นให้เช่นกัน
          ผลวิจัยของเจมส์ เฮ็คแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พบว่าการลงทุนสนับสนุนเด็กวัยปฐมวัยสร้างให้เกิดค่าตอบแทนสูงถึง 4-7 เท่า สิ่งที่จะตามมาคือรายได้ที่รัฐจะได้รับการจ่ายภาษีคืนที่สูงขึ้น ช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในสังคมตามมาหากปล่อยให้เด็กปฐมวัยเติบโตขึ้นโดยปราศจากการดูแลที่เหมาะสม ต้นทุนที่สังคมจะต้องแบกรับในอนาคตจะสูงกว่าต้นทุนในการป้องกันในช่วงปฐมวัยมาก.

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



โพสเมื่อ : 17 เม.ย. 55   อ่าน 4512 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
แจงเหตุ...เด็กไทยไปไม่ถึงไหน ครูไทยรักสบาย สอนง่ายตามตำรา
19 ต.ค. 55 | อ่าน 1394 ครั้ง
รวมอาชีวะเป็นอาชีวเกษตร
16 ต.ค. 55 | อ่าน 1334 ครั้ง
มอ.ลุยเดินสายจัดโรดโชว์แก้ปัญหาเด็กไม่เลือกเข้าเรียน
02 ส.ค. 54 | อ่าน 38965 ครั้ง
มมส.ผุด ’หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน’ สร้างความเข้มแข็งแบบยั่งยืน
28 มี.ค. 55 | อ่าน 8930 ครั้ง
‘รบ.’เดินหน้าโครงการเปลี่ยนโรงงานเป็นโรงเรียน พัฒนาครูผู้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลน
21 พ.ค. 60 | อ่าน 608 ครั้ง
ปรับหลักสูตรสื่อใหม่
07 พ.ค. 61 | อ่าน 1235 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.