Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


คอลัมน์: ครูดี...โรงเรียนเด่น:ทวิภาษา : ไทย-ม้งเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กกลุ่มชาติพันธุ์




      

คอลัมน์: ครูดี...โรงเรียนเด่น:ทวิภาษา : ไทย-ม้งเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กกลุ่มชาติพันธุ์

 

          มณีรัตน์ ศิริปัญจนะ
          เอ่ยถึงการสอน สองภาษา คนส่วนใหญ่คงนึกได้ทันทีว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการพัฒนาความรู้ และทักษะต่างๆ ควบคู่กับภาษาไทย แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้จัก และคุ้นเคยกับการสอนในรูปแบบ ทวิภาษาซึ่งใช้ภาษาท้องถิ่นเข้ามาร่วมจัดการศึกษาให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เด็กมีการเรียนรู้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น!!!
          ...ครูดี...โรงเรียนเด่น ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเดินทางลัดเลาะขึ้นดอยไปตามไหล่เขา เพื่อเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านรักแผ่นดิน อ.เถิงจ.เชียงรายหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง ตามโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ (ทวิภาษา/ไทย-ม้ง) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 และมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์
          - เด็กม้งคะแนนต่ำ
          นายสากล อินต๊ะวงศ์ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านรักแผ่นดิน เล่าว่า โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยก่อนหน้านี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่นี่ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 98% มีคะแนนตกต่ำทุกวิชาและเมื่อมาวิเคราะห์หาสาเหตุก็พบว่าเกิดจากเด็กไม่เข้า ใจภาษาไทยและอ่านไม่ออกเขียนไม่คล่องดังนั้น จึงเป็นเหตุผลหลักที่เด็กจะทำข้อสอบในแต่ละวิชาไม่ได้
          ผมเข้าใจดีว่าภาษาไทยไม่ได้เป็นภาษาแม่ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จึงเป็นเรื่องยากที่เด็กจะเข้าใจภาษาไทยได้อย่างดีผมจึงต้องหาแนวทางแก้ปัญหานี้มาตลอดจนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ และเริ่มนำภาษาม้ง เข้ามาร่วมจัดการเรียนการสอนควบคู่กับภาษาไทย ตั้งแต่ปี 2552 ในชั้นอนุบาล 1 และปีต่อๆ ไปได้ขยายไปในชั้นอนุบาล 2 ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 และในปี 2555 จะขยายไปยังชั้นประถมศึกษาปีที่2
          - พัฒนาการดีขึ้น
          ผอ.โรงเรียนบ้านรักแผ่นดิน ยังเล่าด้วยว่า รู้สึกดีใจเมื่อผลการประเมินปลายปีของเด็กมีการพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกด้านได้แก่ การเรียนรู้ สังคม และจิตใจ นอกจากนี้ยังมีระเบียบวินัยกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าพูดกับครู โดยเดิมในระดับอนุบาลผลการประเมินอยู่ที่ 60% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 80-90% และเมื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กในวัยเดียวกันกับโรงเรียนข้างเคียง ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างมากขึ้น
          การเรียนการสอนจะยึดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่จะใช้ภาษาม้งในการสอนโดยใช้ครูท้องถิ่นที่รู้ภาษาม้งเป็นผู้สอน และมีครูไทยเป็นผู้ควบคุมจะช่วยสอนด้านภาษาไทย ซึ่งในชั้นอนุบาลปีที่ 1 จะเริ่มจากการเรียนรู้ในสิ่งใกล้ตัว โดยให้ครูม้งพูดก่อนแล้วใช้ภาษาไทยพูดตาม ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจในความหมายได้เร็วขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่จะสอนแต่ภาษาไทยอย่างเดียว เด็กก็เลยไม่เข้าใจ
          - ภาษาไทยวันละนิดครูหมี่ น.ส.อรุณี แซ่ท่อ ครูท้องถิ่นประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1  ถ่ายทอดวิธีการสอนว่า การเรียนการสอนจะต้องมีแผนการสอนเหมือนโรงเรียนทั่วไป โดยใน 1 วันจะเรียนภาษาไทย 30 นาที แบ่งเป็น เช้า 15 นาที และบ่าย 15 นาที ซึ่งจะไม่เน้นสอนพูดแต่จะเน้นสอนการฟังและให้เด็กปฏิบัติตามครูเช่น ครูชี้ไปที่ประตู เด็กก็จะชี้ตามแล้วเด็กก็จะรู้ว่านี่คือประตู ส่วนในช่วงเวลาอื่นก็จะเรียนในวิชาอื่นเป็นภาษาม้ง
          ...ในแต่ละวันเด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาความสะอาดร่างกาย การเคลื่อนไหวโดยจะมีการฉายภาพให้เด็กดู และให้เด็กเล่าเรื่องจากภาพ หรืออาจให้เด็กเขียนภาพสร้างสรรค์ จากนั้นก็จะสอนการใช้ภาษาม้ง โดยเน้นความหมาย การจินตนาการ นอกจากนี้จะสอนการเตรียมอ่านเขียน ให้เด็กได้เริ่มท่องตัวอักษร สังเกตคำที่เหมือนคำที่ต่างกันขณะเดียวกันก็จะสอดแทรกวิชาวิถีชีวิตเข้าไปด้วย โดยนำเรื่องในชุมชนมาสอนเด็กเพื่อไม่ให้เด็กได้ลืมรากเหง้า ประเพณี และวัฒนธรรมของตนเอง
          - กล้าคิด กล้าทำครูหมี่ เล่าด้วยว่า ก่อนที่จะได้เข้ามาสอนต้องไปอบรมการสอนในแต่ละวิชา และต้องทำสื่อการเรียนการสอนร่วมกับชุมชนและโรงเรียน โดยการสอนภายในห้องจะมีครูไทย และครูม้งอยู่ด้วยกัน โดยครูม้งจะทำหน้าที่สอน ส่วนครูไทยจะช่วยดูแลเด็ก และแนะนำเทคนิคการสอนให้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่มีโครงการนี้ เพราะจะทำให้ได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก แม้จะเป็นคนละภาษาแต่ก็เรียนเนื้อหาเดียวกันกับเด็กทั่วไป
          สอนที่นี่ 3 ปีแล้ว รู้สึกภูมิใจที่ได้สอนเด็กในชุมชนของเราเอง และรู้สึกผูกพัน ซึ่งตัวเองก็จบมาจากที่โรงเรียนแห่งนี้ จำได้ว่าเมื่อครั้งที่อยู่อนุบาล 1 ครูจะสอนภาษาไทยทั้งหมด ทำให้ไม่เข้าใจที่ครูสอนเลยจนโตมาถึง ป.1 ก็ยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้ ผิดกับตอนนี้ที่มีการสอนภาษาม้งด้วย ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน กล้าแสดงออก มีความคิดสร้าง สรรค์มากขึ้นเด็กสามารถสื่อสารกับครูได้อย่างเข้าใจ มีปัญหาก็กล้าที่จะมาบอกครูซึ่ง เป็นการลดช่องว่างระหว่างครูกับเด็กได้อย่างดี
          - ขาดงบฯจ้างครูท้องถิ่น
          ปิดท้ายกันที่นางบุษบา ประภาสพงศ์ นักวิชาการศึกษา ชำนาญการพิเศษ ในฐานะหัวหน้าโครงการกล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอย่างน้อยควรจะมีการสอนภาษาม้งให้กับเด็กจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยในช่วงต้นจะต้องให้เด็กได้เรียนภาษาถิ่นที่มากกว่าภาษาไทย จากนั้นเมื่อโตขึ้นจึง ลดภาษาถิ่นแล้วเพิ่มภาษาไทยให้มากขึ้น จนในที่สุดก็ให้เหลือแต่ภาษาไทยเพียงอย่างเดียว
          มีโรงเรียนที่ต้องการจะเข้าโครงการอีกมาก แต่ขณะนี้เรายังขาดงบประมาณที่จะใช้ในการจ้างครูท้องถิ่น ทั้งที่จริงๆ แล้วครูเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเพียง4,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนัก ดังนั้น หากครูที่สอบบรรจุของ สพฐ. สามารถพูดได้สองภาษา ก็จะไม่ต้องมีปัญหาในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามครูท้องถิ่นส่วนใหญ่จะจบแค่ ม.3 เท่านั้นแต่เนื่องจากคนเหล่านี้มีใจรัก มีความสามารถ จึงตั้งใจที่จะทำงานในจุดนี้ต่อไปแม้เงินค่าจ้างจะถือว่าน้อยนิดก็ตาม
          ... ก็ได้แต่หวังว่าโครงการดีๆ เช่นนี้คงจะมีความยั่งยืน และดำเนินการต่อเนื่องตลอดไป เพราะแม้ปัจจุบันเด็กกลุ่มชาติพันธุ์จะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษากันมากขึ้น แต่หากเด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเรียนรู้และไม่เข้าใจภาษาไทยที่แท้จริง โอกาสทางการศึกษาที่เกิดขึ้นก็คงไม่เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน!!!

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ



โพสเมื่อ : 01 มี.ค. 55   อ่าน 12679 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มหา’ลัยเลื่อนสอบ-เปิดจ้าละหวั่น!
20 ต.ค. 54 | อ่าน 78165 ครั้ง
"ราชบัณฑิต" เล็งผุดนโยบาย ภาษาแห่งชาติ
03 ส.ค. 54 | อ่าน 29167 ครั้ง
อาชีวะตั้งวิทยาลัยเพิ่มไม่ตอบโจทย์ นับวันประชากรเกิดใหม่มีแต่ลดลง
28 ก.พ. 56 | อ่าน 807 ครั้ง
"บิ๊กหนุ่ย"แจง"พินิจศักดิ์"ลาออก
01 ก.ย. 59 | อ่าน 531 ครั้ง
’จาตุรนต์’เบรกสพฐ.ซื้อรถตู้-รื้อการใช้งบฯศธ.
05 ก.ค. 56 | อ่าน 862 ครั้ง
สพฐ.รุกขยายผลโรงเรียนคุณธรรม 3 หมื่นโรงในปี 2561
18 เม.ย. 60 | อ่าน 612 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.