Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


วิธีพัฒนาครู’เมื่อโจทย์ผิด’จึงเกาไม่ถูกที่คัน




      

วิธีพัฒนาครู'เมื่อโจทย์ผิด'จึงเกาไม่ถูกที่คัน

 

          กลิ่น สระทองเนียม
          เมื่อดูถึงคุณภาพเด็กไทยในปัจจุบันนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าตกต่ำลงอย่างน่าใจหายทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสติปัญญา แม้สาเหตุอาจจะมาจากปัจจัยหลายอย่างทั้งตัวเด็ก ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมต่างชาติ เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ผู้ที่ตกเป็นจำเลยอันดับแรกเลยกลับกลายเป็นครู ซึ่งส่วนนี้ครูเองก็คงจะปฏิเสธได้ยาก  ด้วยภาระหน้าที่กำหนดไว้เช่นนั้น แต่สิ่งที่ครูทั้งหลายน่าจะปฏิเสธได้ในตอนนี้ก็คือ การถูกหลายฝ่ายกล่าวหาว่า ครูขาดคุณภาพด้วยขาดความรู้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะครูในปัจจุบันจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ปริญญาโท และเอกก็มีจำนวนมากหรือแม้แต่การประเมินของ สมศ. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับครูและผู้บริหาร ผลก็อยู่ในระดับดีและดีมากเป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมผลสัมฤทธิ์ของเด็กจึงยังอยู่แค่ระดับ พอใช้ เป็นส่วนใหญ่เท่านั้นเอง
          การที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพื่อจะสะท้อนให้ผู้รับผิดชอบได้ทราบว่าโจทย์ของการพัฒนาครูที่ผ่านมาว่าครูขาดความรู้นั้นไม่น่าจะตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูอย่างแท้จริง เมื่อพัฒนาไม่ถูกทางประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับครูและเด็กจึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณจำนวนมากและเวลาที่ครูต้องเสียไป  แต่โจทย์ที่อยากให้หน่วยงานทั้ง สพฐ., ก.ค.ศ. และคุรุสภา น่าจะต้องมาพิจารณา จากเหตุที่ว่าเมื่อนำครูไปศึกษานิทรรศการผลงานของครูดีเด่น หรือต้นแบบทั้งหลาย ครูส่วนใหญ่ก็มักจะพูดว่า ท่องใหม่ และที่สำคัญจากการที่ได้รับฟังจากครูที่ได้ไปศึกษา อย่างนี้ฉันหรือผมก็ทำได้. เว้นเสียแต่จะไม่ทำ  นั่นก็น่าจะหมายความว่าศักยภาพของครูสามารถทำได้แต่ที่ไม่ทำตรงนี้แหละที่จะต้องหาทางปลดล็อกให้กับครูให้ได้มากกว่าที่จะมัวไปให้ความรู้กันอยู่ ซึ่งโจทย์ที่ว่านี้สำหรับผู้เขียนเองแล้วมีความเห็นว่า ครูไทยส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้ ความสามารถ เพียงพอกับการพัฒนาเด็ก แต่สิ่งที่ทำให้ครูไม่สามารถทำงานด้วยจิตใจเต็มร้อยได้นั้น น่าจะมาจากความท้อแท้ในหลายเรื่องในที่นี้จะขอนำมายกตัวอย่างให้เห็นเพียงบางเรื่อง ดังนี้
          ท้อแท้เพราะต้องรับภาระงานหนัก งานมาก และเป็นงานที่อยู่ในกรอบ ด้วยงานที่ถูกสั่งและส่งมาจากหน่วยเหนือทั้งหมดเป็นงานที่ต้องปฏิบัติตามกรอบ ตามเวลาที่เจ้าหน้าที่คิดขึ้นมาเอง โดยไม่คำนึงถึงภาคปฏิบัติ ทำให้ครูขาดอิสระในการคิดหาทางพัฒนาและแก้ปัญหาให้กับเด็กตามสภาพที่เด็กประสบอยู่ เช่นการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ที่ได้กำหนดรายละเอียดหยุมหยิมพร้อมทั้งต้องจัดทำเอกสารมากมาย ซึ่งรายละเอียดที่ว่านี้ด้วยครูส่วนใหญ่ไม่ได้จบวิชาเอกหลักสูตรมาทำให้การจัดทำจึงเป็นเรื่องยุ่งยาก และยิ่งต้องมีการติดตาม ตรวจสอบจากหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดที่จะมาบอกว่าผิดหรือถูกด้วยแล้วยิ่งทำให้ครูเกิดความเครียด ทั้งที่ผลที่เกิดจากการทำเอกสารที่ว่านี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีครูสักเท่าไรที่ได้ศึกษาแล้วนำไปใช้สอนให้เกิดผลกับผู้เรียนอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ทำเพื่อให้มีรองรับการตรวจสอบจากหน่วยเหนือมากกว่า ภาระงานหนักที่ว่านี้ก็ยังมีงานอื่น ๆ ที่ถูกส่งมาให้ครูทำอีกมากมายทั้งงานตามนโยบายของรัฐมนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง งาน กิจกรรม โครงการ ที่มีมาให้โรงเรียนทำต่อเนื่องตลอดปี ส่วนนี้เมื่อต้องรวมกับภาระงานประจำของโรงเรียน งานฝาก งานโชว์ ที่มีอีกจำนวนมากด้วยแล้ว พลังแรงกาย ใจของครูก็จะหมดไปกับงานที่ว่านี้มากกว่าที่จะใช้ไปกับการสอนเด็ก ส่วนนี้หากเป็นโรงเรียนใหญ่ก็พอรับได้เพราะสามารถเฉลี่ยกิจกรรมให้ครูแต่ละคนรับผิดชอบไปแต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กมีครูน้อยแค่งานสอนที่ครูไม่ครบชั้นก็สาหัสแล้ว เมื่อต้องมาแบกรับภาระงานอื่น ๆ จำนวนมากอีกเช่นนี้ไม่เบื่อก็ถือว่าสุดยอด
          ท้อแท้เพราะมีการตรวจสอบ ประเมินผล เกิดขึ้นบ่อยครั้งและซ้ำซ้อนเกินไป อาทิ การจัดสอบที่มีทั้ง O-NET, NT, LAS และการสอบของโรงเรียนเอง ซึ่งการจัดสอบบ่อยครั้งนี้ไม่ใช่จะเพิ่มแค่งานให้กับครูที่ต้องไปรับความรู้ถึงวิธีการจัดสอบที่มีรูปแบบเปลี่ยนไปทุกปีเท่านั้น แม้แต่ตัวเด็กเองก็เบื่อเพราะไม่รู้ว่าสอบไปเพื่ออะไร ซึ่งจำนวนการจัดสอบมากมายเช่นนี้จะช่วยให้คุณภาพของเด็กดีขึ้นหรือไม่ในเมื่อครูต้องถูกเบียดบังเวลาสอนอยู่บ่อยครั้งเช่นนี้และที่สำคัญการวัดผลบางส่วนก็ไม่ได้วัดการพัฒนาเด็กตามศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมดแต่จะวัดเพียงบางด้านเท่านั้น อาทิ การสอบ O-NET ที่เป็นการวัดสติปัญญาด้านเดียวโดยวัดไม่กี่วิชา และใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทุกพื้นที่ ส่วนนี้แม้จะบอกว่าเพื่อหาคุณภาพมาตรฐานกลางของประเทศก็จริง แต่การที่ไปมุ่งอยู่แต่ความเป็นเลิศด้านสติปัญญาอย่างเดียว ก็ไม่น่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการศึกษาของชาติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า จะต้องพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข การวัดศักยภาพด้านเดียวแล้วไปสรุปว่าเด็กไทยมีคุณภาพหรือไม่นั้นจึงไปส่งผลให้ครูจำนวนไม่น้อยพลอยหลงทางไปด้วย เพราะแทนที่จะพัฒนาเด็กตามหลักสูตรสถานศึกษาและบริบทของท้องถิ่น กลับไปมุ่งด้านวิชาการเป็นหลักเหมือนจะต้องการให้เด็กเข้าสู่มหาวิทยาลัยกันทั้งหมดทั้งที่เด็กในพื้นที่ต้องการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตตามบริบทของพื้นที่มากกว่า เป็นต้น
          ท้อแท้เพราะมีปัญหาส่วนตัว ทั้งสุขภาพร่างกาย อายุที่สูงขึ้นจนยากแก่การพัฒนาตนเองได้ทันกับนโยบายหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือครูที่ต้องทำงานในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัยมาเป็นเวลานานขอย้ายก็ไม่ได้ ขวัญกำลังใจก็ลดน้อยลง ครูบางส่วนก็ท้อแท้ด้วยไม่ได้รับความก้าวหน้าทั้งด้านเงินเดือนและวิทยฐานะ ด้วยระบบแท่งเงินเดือนที่ไปผูกติดกับวิทยฐานะเมื่อไม่สามารถเลื่อนไหลไปสู่วิทยฐานะที่สูงขึ้นได้ เงินเดือนก็จะอยู่ในแท่งเดิม จนเต็มเพดาน เงินค่าวิทยฐานะก็ไม่มี ส่วนความหวังที่จะได้วิทยฐานะสูงขึ้น ก็เป็นไปได้ยากเพราะทั้ง หลักเกณฑ์ และใจของผู้ประเมิน ไม่ได้เอื้อให้ครูมีโอกาสเลื่อนวิทยฐานะได้ง่ายเลยนั่นเอง
          ท้อแท้เพราะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ด้วยครูมีรายรับด้านเดียวคือเงินเดือนแถมเงินเดือนในอดีตที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ต่ำแม้ปัจจุบันกฎหมายจะกำหนดให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง แต่รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย เมื่อรายได้ไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ผสมกับความไม่พร้อมด้านฐานะเป็นทุนเดิมมาก่อน การกู้หนี้ยืมสินทั้งระยะสั้น ระยะยาว เพื่อนำมาใช้จ่ายและสร้างหลักฐานให้กับครอบครัว จึงตามมากลายเป็นวัวพันหลัก แก้ไม่ออก เมื่อหนี้สินมาก รายได้น้อยจิตใจที่จะเหลือมาสอนเด็กก็น่าจะลดลงไปด้วย
          จากตัวอย่างที่นำมาเสนอบางส่วนนี้ก็น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่า แม้ครูจะมีความรู้ ความสามารถมากมายเพียงใดก็ตามหากจิตใจขาดความพร้อมด้วยมีปัญหามากมายอยู่เช่นนี้ ก็คงปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มศักยภาพที่มีอยู่เป็นแน่ ดังนั้นหากต้องการพัฒนาครูให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง ก็คงต้องหาทางกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้ลดลงหรือหมดไปซึ่งปัจจัยที่ว่ามานี้หลายอย่างก็แก้ไขได้ไม่ยาก เช่น งานโครงการ กิจกรรม หรืองานฝากอื่น ๆ ก็ควรจัดลำดับลดให้เหลือกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นจริง ๆ ทางที่ดีควรส่งงบประมาณไปให้โรงเรียนคิดแก้ปัญหาพัฒนาเองเพราะจะได้ตรงกับความจำเป็นของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง หรือกรณีของการประเมินผลก็ควรให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการวัดผลที่ผู้สอนต้องเป็นผู้สอบถึงจะถูกต้อง หรือการประเมินคุณภาพการศึกษาของ สมศ. หากจะประเมินก็ควรไปดูของจริงและอย่างแท้จริงเพราะปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ยังเรียกร้องหาเอกสารหลักฐานกันอยู่ทำให้ครูต้องเสียเวลากับการจัดทำเอกสารมากมาย หรือไม่ก็ยกเลิกไปเลยคิดว่าครูก็คงดีใจไม่น้อย ส่วนกรณีรายได้และความก้าวหน้าของครู ก็ควรจัดให้สอดรับกับวิชาชีพชั้นสูงไม่ใช่ไปยึดโยงอยู่กับบัญชีเงินเดือนข้าราชการประเภทอื่นด้วยครูทำงานหนัก งานใหญ่ และงานสำคัญของชาติและเป็นวิชาชีพชั้นสูง เงินเดือนและค่าตอบแทนรวมถึงโบนัสต่าง ๆ จึงต้องให้อย่างสมน้ำสมเนื้อไปด้วย ส่วนปัญหาหนี้สินครู ก็คงต้องแก้ไขให้ตรงจุด ด้วยตอนครูได้มีหนี้สินไปแล้วเหมือนกับเลือดกำลังไหลอยู่ การรักษาก็ต้องเริ่มต้นด้วยการห้ามเลือดให้หยุดก่อน แล้วค่อยหาทางบำบัดให้หายขาดต่อไป ไม่ใช่ว่าจะจับเข้าสู่กระบวนการธรรมะแล้วจะได้ผล เพราะความทุกข์ยังลอยอยู่ตรงหน้า ธรรมะก็คงแก้ไขเรื่องที่ก่อไว้ในอดีตไม่ได้ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างหนึ่งที่ขอเสนอให้ดำเนินการ คือ ให้นำเงิน  ชพค. และ กบข.มาคืนให้ครู ตามจำนวนที่แต่ละคนพึงได้ตามสิทธิ หรือหากทำเช่นนี้แล้วเกรงว่าจะล้มทั้งระบบ ก็ควรหาแหล่งเงินมาให้ครูกู้ตามจำนวนเงินที่ว่ามาแล้วให้คิดแต่ดอกเบี้ยต่ำตามเวลาที่เป็นธรรม หากทำได้เช่นนี้ครูก็จะไม่ได้ไปเพิ่มหนี้ด้วยวิธีการกู้จากแหล่งเงินอื่นเพิ่มหนี้เข้าไปอีก
          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอเพื่อที่จะทำให้การตั้งโจทย์ในการพัฒนาครูถูกทางสามารถแก้ปัญหาเกาได้ถูกที่คัน หากทำได้เช่นนี้แล้วก็เชื่อว่าจะทำให้ครูจำนวนมากกลับมามีขวัญ กำลังใจ มีไฟพร้อมที่จะกลับมาพัฒนาผู้เรียนให้เด็กมีคุณภาพต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 28 ก.พ. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 27 ก.พ. 55   อ่าน 17235 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สวนสุนันทาพร้อมออกนอกระบบปี’55ติวเต็มสูบบุคลากรทุกสาย-รอประชาพิจารณ์
09 มิ.ย. 54 | อ่าน 88517 ครั้ง
ปฏิรูปการศึกษาคสช."สอบตก"
24 พ.ค. 60 | อ่าน 82 ครั้ง
รมช.ศธ.เปิดศูนย์กู้ภัยท่วมอยุธยา ศธ.ลุยซ่อมร.ร./ฝึกสอนอาชีพ
04 ต.ค. 55 | อ่าน 633 ครั้ง
ถึงเวลาที่รัฐต้อง...ลงทุนผลิตครู...อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
25 ต.ค. 56 | อ่าน 504 ครั้ง
ย้ายครูทำตามอำเภอใจไม่ได้
29 ส.ค. 54 | อ่าน 43107 ครั้ง
"บุญรื่น"ฟิต!เล็งยกเลิกวิทยฐานะครู มองทำแต่ผลงานไม่ใส่ใจเด็ก
23 ส.ค. 54 | อ่าน 37489 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.