Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เรียนฟรีไม่ดีจริงผู้ตรวจการฯวิจัย




      

เรียนฟรีไม่ดีจริงผู้ตรวจการฯวิจัย

 

          ด้อยคุณภาพ-ขัดรธน. จี้ศธ.ทบทวนหลักสูตร สุชาติลุยรร.รับบริจาค

          เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงหลังประชุมนำเสนอผลการวิจัย เรื่องทิศทางนโยบายเรียนฟรี ที่สำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มอบให้นาวาตรีหญิง ดร.กิตติยา เอ็ฟฟานส นักวิชาการอิสระ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย

          โดยนายศรีราชาระบุว่า จากการวิจัยปัญหาการจัดการศึกษาตามนโยบายเรียนดีเรียนฟรี 15 ปี อย่างมี คุณภาพ พบนโยบายดังกล่าวว่า 1.การเรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เพราะผู้ปกครองยังต้องเสียค่าใช้จ่าย แฝงอื่นที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่ม 2.นโยบาย เรียนฟรี 15 ปีไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น แม้จะใช้งบประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่ผลการศึกษาที่ออกมาก็ค่อนข้างชัดเจนว่าคุณภาพแย่ลง เห็นได้จากผลการประเมินของ สถาบันต่างๆ อาทิ สถาบันทดสอบทางการศึกษา แห่งชาติ (สทศ.) พบคะแนนวิชาหลักของนักเรียนมีแนวโน้มลดลง และทุกวิชามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่ง และจากการประเมินรอบ 2 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพผู้เรียนในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง

          ขณะที่ผลการจัดอันดับด้านการศึกษา จากสถาบันไอเอ็มดี พบคุณภาพผู้เรียนไม่ดีขึ้น มีแนวโน้มลดต่ำลงหลังจากที่ใช้นโยบายนี้ มีเพียง ผลการประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการของไทย เท่านั้นที่ชี้ว่าผู้เรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้น 7 ใน 8 กลุ่มสาระวิชา

          นายศรีราชากล่าวต่อว่า ผลวิจัยยังพบ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 49 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐยังไม่ สามารถดำเนินการได้ตามที่ระบุไว้ แม้จะมีรายการเรียนฟรี แต่ก็ฟรีเพียง 5 รายการเท่านั้น ผู้ปกครองมีความเข้าใจว่าเรียนฟรี หมายถึงฟรีทุกรายการ ในขณะที่รัฐบาลนิยาม การเรียนฟรีเพียง 5 รายการ คือ ชุดเครื่องแบบ นักเรียน หนังสือเรียนแปดกลุ่มสาระ อุปกรณ์การเรียน กิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน และเงินค่าเล่าเรียน ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายแฝงอื่นที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่ม เช่น ค่าแอร์ ค่าเรียนเสริม คอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งฝ่ายครูและผู้ปกครองเห็นว่า นโยบายนี้ไม่ทำให้เด็กเรียนดีขึ้น และไม่ได้ลด ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองจริง นายศรีราชากล่าว และว่า ผลการวิจัยที่ออกมา ตนคิดว่า ถึงเวลาที่กระทรวงศึกษาฯต้องทบทวนนโยบาย ต่างๆ ได้แล้ว ปัญหาใหญ่ที่พบคือการศึกษาไทย แย่ลงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การศึกษาล้มเหลว เป็นผลมาจากการบริหารจัดการ ของกระทรวง ศึกษาธิการ ในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ตนคิดว่า การจัดการศึกษาควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไก ของตลาด เพราะการที่รัฐบาลไปอุดหนุนให้โรงเรียนทุกอย่าง โรงเรียนก็ต้องจัดตามงบประมาณที่ได้รับมา ซึ่งมีส่วนให้การศึกษาแย่ลง

          นายศรีราชากล่าวอีกว่า ควรมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่บัญญัติว่ารัฐต้องจัดการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะการปฏิบัติ จริงขณะนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขถ้อยคำเป็นรัฐต้องจัดให้มีการเรียนอย่างทั่วถึง ไม่เสีย ค่าใช้จ่าย ไม่น้อยกว่า 9 ปี ซึ่งจะเปิดกว้างว่าใน กรณีมีความพร้อมเรื่องงบประมาณ หากมีจำนวนมากก็สามารถจัดได้เกินกว่า 9 ปีขึ้นไป

          นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาฯ กล่าวถึงนโยบายให้โรงเรียนดังในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้โรงเรียนโดยให้ผอ.โรงเรียนเป็นผู้พิจารณาโดยชี้แจงว่า ได้หารือเรื่องนี้กับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เรื่องของนโยบายที่ให้โรงเรียนเปิดรับบริจาคเงินได้ เพราะการบริจาคเงินเพื่อการศึกษาเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้ลูกหลานมีการ ศึกษาดีกว่าเรา แต่ตนไม่เคยพูดว่าบริจาคแล้ว ต้องแลกกับที่นั่ง

          นายสุชาติกล่าวต่อว่า คำว่า บริจาค กับ การระดมทรัพยากร น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ คำว่า แป๊ะเจี๊ยะเป็นการคอร์รัปชั่น เป็นการจ่าย เงินใต้โต๊ะ ตนขอชี้แจงว่านโยบายรับนักเรียน หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้โรงเรียนมีสิทธิ์อยู่แล้ว และนโยบายให้นักเรียนสอบเข้าก็ต้องเป็นไปตามสัดส่วน และใครจะบริจาคก็เข้ามาได้ตลอดเวลา ไม่มีลูกเรียนหนังสือก็บริจาคได้ แต่ ไม่ใช่บริจาคเพื่อแลกให้เด็กเข้าไปเรียนในโรงเรียนนั้น เพราะปัจจุบันงบประมาณไม่เพียงพอ มีประชาชนโทร.มาชื่นชมนโยบายเงิน บริจาคโรงเรียนเยอะแยะ แต่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ อยู่คนสองคน ไม่ใช่องค์กร ตั้งชื่อเป็นสมาคม กำลังดูอยู่ว่าพูดหมิ่นประมาทผมหรือไม่ ถ้าใคร พูดจาเกินเลยจะส่งฟ้องศาลให้ดู นายสุชาติกล่าว

          ด้านนายชินภัทรกล่าวว่า ความหมาย ที่ถูกต้องคงไม่ใช่การเรียกบริจาคเงินเพื่อแลก ที่นั่งเรียน แต่ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อมจะรับบริการทางการศึกษา ได้มีโอกาสเข้าเรียนเพิ่มขึ้น สนองความต้องการ ของผู้ปกครองและนักเรียน ส่วนเรื่องการเปิดรับบริจาคของโรงเรียนก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าการบริจาคจะต้องไม่ผูกโยง กับการเข้าเรียน และต้องเปิดรับบริจาคภายหลังจากการรับนักเรียนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น

 

          ที่มา: http://www.naewna.com



โพสเมื่อ : 17 ก.พ. 55   อ่าน 68109 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
กศน.ห้าม’จ้างพิมพ์วิธีพิเศษ’
20 พ.ค. 54 | อ่าน 95460 ครั้ง
กอปศ.แถลงผลงาน 1 ปี ปฏิรูปการศึกษาไทย พร้อมเผยความคืบหน้า พ.ร.บ.ต่างๆ ด้านการศึกษา
31 พ.ค. 61 | อ่าน 170 ครั้ง
มช.จับมือสปก.บันทึกข้อตกลงเกษตรกรรุ่นใหม่
18 มี.ค. 57 | อ่าน 277 ครั้ง
สมศ.ปรับวิธีประเมินสถานศึกษา ยึดความเป็นจริง-ชี้ปัญหาคุณภาพมหาวิทยาลัย
15 ก.ค. 57 | อ่าน 335 ครั้ง
เปิดเอ็ดดูสโตร์แทบเล็ตป.1 เด็กโหลดเนื้อหาเรียนสบาย-ยอดเว็บการศึกษาพุ่ง
12 ต.ค. 55 | อ่าน 1365 ครั้ง
สพฐ.สรุปผลรับนักเรียนปี60เรียบร้อยดี
11 พ.ค. 60 | อ่าน 286 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.