Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’สุชาติ’ ชี้เกณฑ์บริจาคเข้าร.ร.




      

'สุชาติ' ชี้เกณฑ์บริจาคเข้าร.ร.

 

          'สุชาติ'กลับลำนโยบายให้ร.ร.ดังเปิดห้องเพิ่มรองรับโควตาผู้ปกครองบริจาคเงิน ชี้เข้าใจผิดไม่ใช่จ่ายแลกที่นั่งเรียน แต่ต้องสอบแข่งขัน
          ความคืบหน้าภายหลังนายอำนวย สุนทรโชติประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ ได้ทำจดหมายถึงนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอให้ยกเลิกนโยบายที่ให้โรงเรียนชื่อดังในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เปิดห้องเรียนเพิ่มเพื่อรองรับโควตานักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับโรงเรียน เพราะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ จำแนกคนด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ ขัดหลักคุณธรรม และขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งขู่จะยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการ ศธ. และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ต่อศาลปกครอง รวมทั้งร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของ ส.ส.และ ส.ว. หากไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 3 วันนั้น
          เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดไปไม่ได้หมายความว่าให้ผู้ปกครองบริจาคเงินหรือจ่ายเงินเพื่อแลกกับที่นั่งเข้าเรียนในโรงเรียนเพราะเด็กที่บริจาคเงินก็ต้องไปสอบแข่งขัน และหากขาดคุณสมบัติทางโรงเรียนก็ไม่สามารถรับเข้าเรียนได้ ถ้าให้บริจาคเงินเพื่อแลกกับการเข้าเรียนก็จะกลายเป็นการคอร์รัปชั่นไป โดยผู้ปกครองคนใดอยากบริจาคเงินให้โรงเรียนก็ยินดี แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการเข้าเรียน เพราะระเบียบการรับนักเรียนของ สพฐ.ก็ระบุว่าจะต้องมีการสอบแข่งขัน ต้องมีการสอบแข่งขัน
          เรื่องการบริจาคเงินให้โรงเรียน เป็นระเบียบที่กำหนดให้ผู้ปกครองสามารถบริจาคได้อยู่แล้วแถมยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย ผมไม่อยากให้ใช้คำว่ามาบริจาคเงินแลกที่นั่งเรียนให้กับลูกหลาน ส่วนเงินบริจาคของผู้ปกครองนั้นอาจนำมาเป็นส่วนหนึ่งที่โรงเรียนจะนำมาพิจารณาเป็นดุลพินิจในการรับนักเรียน แต่ไม่ใช่ว่าบริจาคแล้วลูกจะได้เข้าเรียนเลย รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว และว่า สำหรับกรณีที่มีกลุ่มผู้ปกครองจะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเรื่องนี้นั้นคงไม่เป็นไร ตนพร้อมไปชี้แจงที่ศาลปกครองรวมทั้งกรณีที่ทางพรรคฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้สดถามเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ตนก็ยินดีตอบกระทู้
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน เร็วๆ นี้ตนคงต้องเข้าพบนายสุชาติขอทราบนโยบายโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจในเจตนาที่แท้จริงของนายสุชาติว่าจะให้ สพฐ.ดำเนินการในรูปแบบใดเพราะขณะนี้หลักเกณฑ์ต่างๆ ในการรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2555 ก็ได้ออกมาเป็นแนวปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว และทางโรงเรียนก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ สพฐ.ได้เปิดโอกาสให้โรงเรียนขยายห้องเรียนพิเศษได้เท่ากับเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมทรัพยากรแล้ว แต่ถ้าจะเปิดให้บริจาคเพื่อแลกกับการเข้าเรียน ตนไม่แน่ใจว่าจะต้องออกหลักเกณฑ์อะไรใหม่หรือไม่ คงต้องขอรับทราบนโยบายจากนายสุขาติให้ชัดเจนก่อน
          ด้านนางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านเด็ก สตรีผู้สูงอายุ คนพิการและความเสมอภาคของบุคคลกล่าวว่า กสม.ตีความกรณี ศธ.เปลี่ยนชื่อเรียกจาก เงินแป๊ะเจี๊ยะ เป็น เงินบริจาค ในกรณีดังกล่าว โดยในทางปฏิบัติหากการได้เข้าเรียนสัมพันธ์กับเงินที่บริจาค ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามหลักการสิทธิมนุษยชน เท่ากับเป็นการตัดโอกาสเด็กที่มีความสามารถ แต่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่เอื้อในการเข้าเรียน เพราะต้องถูกกันที่นั่งเรียนไว้สำหรับเด็กที่มีเงินบริจาค ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างทางเศรษฐกิจ จึงขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 30 วรรคสาม นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 10 วรรคแรก และมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ.การมาตรา 49 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 10 วรรคแรก และมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติรับรองว่าบุคคลมีสิทธิเสมอกันในการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นั่นย่อมหมายความว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาอย่างเพียงพอ มิใช่ให้โรงเรียนไปเรียกเก็บจากผู้ปกครองอีก
          นางวิสากล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวยังถือว่าไม่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศซึ่งไทยเป็นภาคี ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 20 (1) ที่บัญญัติรับรองสิทธิของเด็กในอันที่จะได้รับการศึกษาโดยให้เปล่าอย่างน้อยในระดับประถมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 3 (1)และข้อ 28 (ก) ที่บัญญัติให้รัฐภาคีต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก และได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งแนวนโยบายของศธ.เช่นนี้ยังไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 (1) และ (3)ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ซึ่งต้องดำเนินการภายใต้หลักความเสมอภาค

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 16 ก.พ. 55   อ่าน 55643 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
14 มี.ค.ครูเอกชนจะรวยหรือจนรู้แน่ครม.อนุมัติมีผลทันทีตั้งแต่ 1 มีนาคม
01 มี.ค. 55 | อ่าน 13632 ครั้ง
วางเกณฑ์ประเมิน ผอ.สถานศึกษา
29 พ.ย. 59 | อ่าน 358 ครั้ง
แต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท.
20 พ.ย. 57 | อ่าน 819 ครั้ง
4 โจทย์ใหญ่ปฏิรูปการศึกษาไทยทำเชื่อมโยง’ทักษะผู้เรียน
19 ส.ค. 57 | อ่าน 380 ครั้ง
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี 2558
24 มี.ค. 58 | อ่าน 711 ครั้ง
ย้ำระเบียบทุนอำเภอต้องไม่ซับซ้อน
14 ส.ค. 55 | อ่าน 769 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.