Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


การปรับเปลี่ยนการเปิดภาคเรียนตามอาเซียนเหมาะสมหรือไม่?




      

การปรับเปลี่ยนการเปิดภาคเรียนตามอาเซียนเหมาะสมหรือไม่?

 

รศ.ดร.ธีระพร วีระถาวร
          กรณีที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) มีมติให้มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกทปอ. จำนวน 27 แห่ง ไปหารือประชาคมในมหาวิทยาลัย เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับแนวคิดที่จะเลื่อนการเปิดเรียนภาคที่ 1 จากเดือนมิถุนายนของทุกปีออกไปเป็นเดือนกันยายน
          ภาคเรียนที่ 1 ของระบบทวิภาคของ ช่วงเวลาการเรียนการสอนใหม่ จะปรับเป็นช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม และภาคเรียนที่ 2 จะปรับเป็นช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม โดยอ้างเหตุผลเพื่อให้ตรงกับการเปิดภาคเรียนของประเทศสากล
          ซึ่งในปัจจุบันการเรียนการสอนของช่วงเวลาการเรียนการสอนเดิมของระบบทวิภาค ภาคเรียนที่ 1 เป็นช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และภาคเรียนที่ 2 เป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม
          ผู้เขียนคิดว่าประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาคือความเหมาะสมของวิถีชีวิตของคนแต่ละประเทศที่กำหนดช่วงเวลาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ และงบประมาณที่พึงมีจากผลผลิตหลักต่างๆ ของประเทศนั้นๆ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศมีผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับต่างๆ
          ประเทศสากลได้กำหนดช่วงเวลาการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศของประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศสหรัฐกำหนดภาคเรียนที่ 1 โดยส่วนใหญ่เริ่มจากเดือนสิงหาคมหรือกันยายน และสิ้นสุดประมาณเดือนธันวาคม ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบการเรียนการสอนเป็นแบบ Semester หรือ Quater หรือประเภทอื่นๆ
          ส่วนภาคเรียนที่ 2 ก็เริ่มจากเดือนมกราคมและสิ้นสุดที่เดือนเมษายน และจะมีการเรียนการสอนที่น้อยลงในช่วงที่มีอากาศเข้าสู่ฤดูร้อน
          การกำหนดช่วงเวลาการเรียนการสอนแบบนี้จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของการทำงานเช่นเดียวกัน
          กล่าวคือ คนทำงานทั่วไปจะมีช่วงเวลาหยุดพักผ่อนประจำปียาวกว่าปกติในช่วงฤดูร้อน แม้กระทั่งระบบการจ่ายค่าตอบแทนของคณาจารย์มหาวิทยาลัยของบางประเทศ โดยส่วนใหญ่ก็เป็นการเหมาจ่ายเฉพาะช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 และ 2 ในระบบทวิภาคหรือภาคเรียนหลักๆของระบบอื่นๆ โดยยกเว้นช่วงฤดูร้อน
          ส่วนกำหนดช่วงเวลาการเรียนการสอนเดิมเป็นการกำหนดที่น่าจะเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรของประเทศ การเริ่มต้นของภาคเรียนที่ 1 เดิม (ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน) ก็เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เพราะในขณะนั้นสภาพของอากาศร้อนก็เริ่มเบาบางลงโดยจะมีอากาศที่ดีขึ้นเพราะย่างเข้าสู่ฤดูฝน
          การสิ้นสุดการเรียนการสอนที่เดือนกันยายนมีผลดีเพราะเริ่มมีน้ำหลากจากที่ต่างๆ
          แต่ถ้าเริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายนแบบช่วงเวลาการเรียนการสอนใหม่สิ่งที่ผู้เรียนและผู้สอนต้องฟันฝ่าอุปสรรคคือ ความลำบากในการเดินทางเพราะเริ่มมีน้ำหลากและน้ำท่วมขังตามที่ต่างๆ ดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ซึ่งมีผลเสียมากจนยากที่จะประเมินได้และก็อาจมีแนวโน้มของการเกิดขึ้นทุกปีเป็นประจำถ้าไม่มีการวางแผนแก้ไขปัญหาที่ดีพอ
          การเปิดภาคเรียนที่ 2 ของช่วงเวลาการเรียนการสอนเดิม (ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม) ก็เป็นผลดีเพราะเพิ่งเริ่มใช้งบประมาณใหม่จึงทำให้มีโอกาสปรับปรุงผลงานที่ต่อจากภาคเรียนที่1 และอาจทำให้ผลลัพธ์ของภาคเรียนที่ 2 ดีขึ้น
          การสิ้นสุดการเรียนการสอนของช่วงเวลาเดิมในเดือนมีนาคมก็เป็นผลดีเช่นเดียวกันในเชิงสภาพของอากาศ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนจึงมีอากาศร้อนอบอ้าวมากในเดือนถัดไปคือ เดือนเมษายน ดังนั้น การที่จะปรับการเปิดภาคเรียนที่ 2 ของช่วงเวลาใหม่เป็นช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมจึงไม่มีความเหมาะสมในแง่ของสภาพอากาศเป็นอย่างยิ่งบางสถาบันการศึกษาอาจให้เหตุผลว่าขณะนี้การเรียนการสอนก็ใช้ห้องปรับอากาศอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนคิดว่าฐานะของผู้เรียนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ได้นอนห้องปรับอากาศหรืออยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลาเหมือนกับผู้เรียนซึ่งมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีที่เรียนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะหลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษ
          นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าไฟของสถาบันการศึกษาต่างๆ จะสูงขึ้นมาก ถ้าทุกหลักสูตรของทุกสถาบันการศึกษาใช้ช่วงเวลาการเรียนการสอนใหม่ในภาคเรียนที่ 2
          ประเด็นหลักของเหตุผลที่ ทปอ.อ้างว่า เพื่อให้ตรงกับการเปิดภาคเรียนของประเทศสากล หรือเหตุผลที่บางสถาบันการศึกษาอ้างว่า เวลานี้เกือบทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนเปิดภาคเรียนในเดือนกันยายนหมดแล้ว หากปรับให้ตรงกับประเทศสมาชิกก็จะส่งผลดีต่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนไทยก็สามารถไปเรียนต่อในประเทศอาเซียนได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนปกติ
          เหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนคิดว่าผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษาอาจต้องพิจารณาข้อมูลในสภาพปัจจุบันว่ามีความจำเป็นจริงๆ ในขณะนี้หรือไม่ และในอนาคตของการปรับเปลี่ยนมีความคุ้มค่าหรือไม่ผู้เขียนขอเสนอว่าความเป็นไปได้ในขณะนี้คือควรปรับเปลี่ยนเวลาการเรียนการสอนของหลักสูตรนานาชาติให้สอดคล้องกับประเทศสากล ซึ่งในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีหลักสูตรนานาชาติที่ดีก็ทำอยู่แล้ว และก็ไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่หลักสูตรปกติซึ่งใช้ช่วงเวลาการเรียนการสอนเดิมจะต้องปรับเปลี่ยน แต่ถ้ามีความจำเป็นโดยเฉพาะหลักสูตรนานาชาติก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนบ้าง
          ประเด็นที่พึงพิจารณาจริงๆ คือ หลักสูตรนานาชาติตามสถาบันการศึกษาต่างๆ มีคุณภาพในระดับนานาชาติจริงๆ หรือไม่ กล่าวคือ คุณภาพของหลักสูตรดีพอที่จะดึงดูดนิสิตนักศึกษาต่างชาติหรือคณาจารย์ต่างชาติให้มาร่วมในการเรียนการสอนในประเทศหรือไม่
          เพราะในความเป็นจริงข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับจำนวนนิสิตนักศึกษาต่างชาติหรือคณาจารย์ต่างชาติในหลักสูตรนานาชาติของบางมหาวิทยาลัยมีจำนวนน้อยมากหรือมีไม่ถึงเกณฑ์ที่พึงจะมี จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า หลักสูตรนานาชาติเหล่านี้เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพระดับนานาชาติจริงๆ ในเชิงคุณค่าและความหมายหรือไม่
          ตลอดจนการใช้ประโยชน์จาก MOU ที่ทำไว้กับต่างชาติมีเพียงพอหรือไม่
          สิ่งที่พึงระวังในเรื่องของหลักสูตรนานาชาติคืออัตราค่าเล่าเรียนที่สูงมาก ซึ่งจะเป็นการลดทอนโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษา สภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบันการศึกษาของแต่ละแห่งน่าจะกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนของทุนการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสแต่มีความสามารถสูงเพื่อเพิ่มโอกาสของความเสมอภาคทางการศึกษา และถ้าหลักสูตรใดของมหาวิทยาลัยหรือของสถาบันการศึกษาใดเป็นหลักสูตรระดับนานาชาติในเชิงคุณค่าและความหมาย ไม่ว่าจะใช้สื่อการสอนเป็นภาษาใดหรือมีการเรียนการสอนในช่วงเวลาใดก็ตาม นิสิตนักศึกษาตลอดจนคณาจารย์ของประเทศอื่นๆ ก็จะสนใจมาร่วมในการเรียนการสอนโดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการเรียนการสอน
          สิ่งที่สถาบันการศึกษาต่างๆ พึงกระทำก็คือ การยกระดับคุณภาพของหลักสูตรใดก็ตามให้มีคุณภาพในระดับนานาชาติจริงๆ
          ผู้เขียนหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนการเปิดภาคเรียนควรพิจารณาเหตุผลต่างๆให้รอบด้าน ไม่ใช่มีมุมมองมิติใดมิติหนึ่งเท่านั้นซึ่งในอดีตผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงจะจำได้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องของ ลัทธิเอาอย่าง เช่น เมื่อเห็นฝรั่งใส่หมวกคนไทยก็ใส่หมวก ซึ่งอาจจะเป็นการสะท้อนความไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคนไทยบางคนคิดว่าทันสมัยถ้ามีพฤติกรรมบางอย่างเหมือนฝรั่งโดยการใส่หมวกแค่นั้น
          ผลกระทบของการปรับเปลี่ยนอาจจะต้องพิจารณาว่าจะปรับเปลี่ยนเพียงหลักสูตรบางประเภทที่จำเป็นใช่หรือไม่ โดยพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นคุ้มหรือไม่ในแง่ของผลกระทบของสังคมไทยแต่ไม่ใช่คิดเพียงรายได้ที่พึงได้เพิ่มขึ้นของสถาบันการศึกษาเท่านั้น
          นอกจากนั้นควรจะพิจารณาประเด็นของผลกระทบในวงกว้างต่อนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆตลอดจนวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยว่าเหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนตะวันออกหรือไม่

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 15 พ.ย. 54   อ่าน 38631 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สพฐ.ชง 3 ทาง ’สุชาติ’ตัดสินรับนักเรียนร.ร.’บดินทรเดชา’
22 พ.ค. 55 | อ่าน 797 ครั้ง
การปรับค่าจ้างของลูกจ้างประจำ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557
16 มิ.ย. 58 | อ่าน 315 ครั้ง
กูรูแนวหน้าระดับประเทศยกทัพชี้แนวทางการศึกษาและตลาดงานยุค 4.0
03 ต.ค. 60 | อ่าน 411 ครั้ง
ศธ.ดึงตร.คุมสอบครูผู้ช่วย 398 สนามทั่วประเทศ/ใช้ไฮเทคตรวจโลหะ-ตัดสัญญาณมือถือกันโกง
21 มิ.ย. 56 | อ่าน 784 ครั้ง
สทศ.เปิดดูคำตอบแกต-แพตถึง 7 ก.พ.
27 ม.ค. 55 | อ่าน 101994 ครั้ง
"ดาว์พงษ์"คุยผู้บริหารแบงก์ล่ม ธ.อ้างให้ปิดบช.สกสค.2.1พันล.ถูกต้อง ศธ.จี้ชี้แจงเพิ่ม
25 ม.ค. 59 | อ่าน 365 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.