Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


กศน.ท่อง’โฮจิมินห์’เรียนรู้เพื่อนบ้าน รับเสรีอาเซียน




      

กศน.ท่อง'โฮจิมินห์'เรียนรู้เพื่อนบ้าน รับเสรีอาเซียน

 

สุพัด ทีปะลา teepala@hotmail.com
          ทริปศึกษาดูงาน เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ช่วงวันที่ 16-18 กันยายนที่ผ่านมา เป็นความตั้งใจของ นายประเสริฐบุญเรืองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ที่ต้องการให้บุคลากรชาว กศน.กว่า160 ชีวิตที่ร่วมเดินทางในทริปนี้ ได้ศึกษาดูงาน เตรียมพร้อมในการเปิดเสรีอาเซียนในปี2558
          การเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรของกศน.ที่จะต้องรู้ว่าขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านเรามีการพัฒนาก้าวไกลไปถึงไหนแล้วเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ หากเราไม่ปรับตัว ก็จะตามเขาไม่ทันแน่นอน นายประเสริฐเล่าถึงที่มาของการเดินทางครั้งนี้
          หลังเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่สนามบินนานาชาติเมืองโฮจิมินห์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ราวชั่วโมงเศษ
          จุดหมายแรกของทริปนี้ ได้เดินทางออกจากตัวเมืองโฮจิมินส์ สู่อำเภอ กู๋จี แหล่งที่ตั้งของอุโมงค์กู๋จี่อยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ประมาณ 70 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
          อุโมงค์กู๋จี เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการต่อสู้ของชาวเวียดกง สมัยการสู้รบกับทหารอเมริกาและทหารเวียดนามใต้ ด้วยการช่วยกันขุดอุโมงค์ใต้ดินเป็นฐานที่หลบภัยและเป็นฐานบัญชาการสู้รบ อุโมงค์แห่งนี้มีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งภายในมีห้องประชุม ห้องนอน โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องครัว
          ป้างาไกด์ท้องถิ่นวัย 60 ปี ชาวเวียดนามเล่าว่า อุโมงค์กู๋จีถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวเวียดกง แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีการรวมพลังกันสู้กับศัตรูอย่างไม่ย่อท้อแม้จะมีกำลังคนเพียงน้อยนิด ภายในอุโมงค์จะมีการบริหารจัดการที่ดีมากแม้จะอยู่ใต้พื้นดินเวลาหุงหาอาหารควันไฟก็จะไม่ลอยออกมาจนทำให้ทหารฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าอยู่ตรงจุดไหนโดยจะมีการทำจุดระบายควันห่างออกไปเป็นลักษณะคล้ายๆ จอมปลวกดูกลมกลืนไปกับต้นไม้
          มีอยู่ช่วงหนึ่งของการสู้รบทหารอเมริกันเจอทางเข้าอุโมงค์แต่ไม่สามารถลงไปภายในอุโมงค์ได้จึงสูบน้ำใส่ไปในอุโมงค์ แต่สูบน้ำอยู่หลายวันก็ไม่มีผลอะไร เนื่องจากอุโมงค์แห่งนี้มีระบบการระบายน้ำอย่างดีออกไปยังแม่น้ำในบริเวณนั้น ป้างาเล่า
          ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลเวียดนาม เปิดให้เข้าชมอุโมงค์ใน 2 จุดคือ อุโมงค์ Ben Dinhและ อุโมงค์ Ben Duoc โดยไฮไลต์สำคัญที่นักท่องเที่ยวจะได้พบคือทดลองมุดอุโมงค์ที่เป็นลักษณะของหลุมซ่อนตัวขนาดเล็กมากจุดนี้ใครที่ใจกล้าสามารถลองมุดอุโมงค์มีความยาว 40-50 เมตร
          ภายในบริเวณอุโมงค์กู๋จียังได้จัดนิทรรศการจำลองการใช้ชีวิตอยู่ใต้อุโมงค์ด้วย การจัดแสดงอาวุธแบบชาวเวียดกงหลุมกับดักต่างๆ ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ
          วันต่อมาชาวคณะ กศน.ได้เดินทางไปเยี่ยมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองโฮจิมินห์หลายต่อหลายแห่ง จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากเห็นจะเป็น บริเวณโบสถ์นอร์ทเทรอดามที่ตั้งตระหง่านสวยงามอยู่บริเวณใจกลางเมือง โบสถ์หลังคาสูงแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยที่เวียดนามยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสระหว่างปี พ.ศ.2406-2423 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนี่ยล มีอาคารหอระฆังสูงสองด้าน ซึ่งถือเป็นโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนามเลย จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาแวะชมและอดไม่ได้ที่จะต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก
          ถัดออกไปประมาณ 20 เมตรใกล้ๆ กับโบสถ์นอร์ทเทรอดาม เป็นที่ตั้งของอาคารไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ ที่สร้างขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองเช่นเดียวกัน ปี พ.ศ.2439 เสร็จในปี พ.ศ.2444 มีการออกแบบและ
          ก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี โดยอาคารแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิก Gustave Eiffel คนเดียวกับผู้ที่ออกแบบสร้างหอไอเฟล อันเลื่องชื่อที่ประเทศฝรั่งเศส
          แม้อาคารแห่งนี้จะมีอายุ 100 กว่าปีแล้วแต่ก็ยังคงสภาพเดิมและยังใช้งานได้อยู่ เมื่อเดินเข้าไปภายในยังเห็นภาพหนุ่มสาว ชาวเวียดนามมาส่งพัสดุจดหมาย กันจำนวนมาก แม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารไร้พรมเดน
          ยุคที่โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมาก จึงอดถาม ป้างา ไม่ได้ว่าทำไม
          ชาวเวียดนามยังนิยมใช้บริการไปรษณีย์กันอยู่ ซึ่งป้างาบอกว่าที่นี่ยังมีความจำเป็นในการส่งจดหมาย ส่งของพัสดุกันอยู่ อย่างโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ก็ไม่ได้ใช้โทร.คุยกันนานๆจะคุยเมื่อจำเป็นและเป็นระยะเวลาไม่นานแต่หากจะมีการติดต่อกับญาติพี่น้องก็ยังนิยมส่งจดหมายอยู่เพราะสามารถเขียนอะไรไปได้มากมายไม่จำกัดจะเขียนยาวแค่ไหนก็ได้แถมค่าส่งก็ถูกกว่าการโทรศัพท์มือถือ
          วันสุดท้ายของทริปนี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ (Thong Nhat)ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ บริเวณถนนเลหย่วน ซึ่งปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์อธิบายว่าบริเวณนี้เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสมาก่อนและเป็นที่พำนักของนายโงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ ซึ่งในปีพ.ศ.2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิดจนได้รับความเสียหายและได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อทำเนียบอิสรภาพ(Independence Palace) ภายในทำเนียบมีห้องขนาดใหญ่มากมาย ชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีที่จัดสรรปันส่วนเป็นห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิก ส่วนชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์
          ก่อนออกจากทำเนียบ นางสาวทูเง็ตเหงี่ยน(Tuyet nguyen) อาสาสมัครประจำพิพิธภัณฑ์อดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ ได้เดินเข้ามาทักทายพูดคุยด้วย จึงถือโอกาสถามความเห็นเรื่องการเปิดเสรีอาเซียนเธอ บอกว่า พอจะรู้เรื่องการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 บ้าง และคิดว่าจะเป็นผลดีกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างแน่นอนเช่น ส่งผลดีในด้านเศรษฐกิจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ประชากรในกลุ่มประเทศนี้การเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยไม่ต้องใช้วีซ่า และเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภูมิภาคนี้ด้วย
          ฉันเองเรียนจบทางด้านการท่องเที่ยวมาและคิดว่างานด้านการท่องเที่ยวประเทศไทยมีชื่อเสียงมากอยากจะไปเรียนภาษาไทยเพิ่มเติมเพราะจะหางานทำได้ง่าย เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเที่ยวที่นี่มาก ตอนนี้กำลังหาทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อในเมืองไทยด้วย นางสาวทูเง็ตเล่าทิ้งท้ายก่อนจะกล่าวคำว่า สวัสดีคะ
          จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้อยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สงครามที่จัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ความเสียหายของสงครามเวียดนามกับกองทัพอเมริกัน ที่นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวเวียดนาม จุดนี้เชื่อว่าผู้เข้าชมจะรู้สึกหดหู่กับหายนะที่เกิดจากการสู้รบ
          ภายในอาคารจะนำภาพความสูญเสียต่างๆมาจัดแสดง ทั้งภาพของเด็ก ประชาชนชาวเวียดนามที่เสียชีวิต ภาพของผู้คนที่วิ่งหนีระเบิดเพื่อเอาชีวิตรอด ภาพของอาคารบ้านเรือนที่พังราบเป็นหน้ากลอง
          จากจุดนี้ต้องนั่งรถบัสฝ่ากองทัพรถจักรยานยนต์หลายแสนคันที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเมืองโฮจิมินห์เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินกลับกรุงเทพฯ มาโฮจิมินห์คราวนี้ไม่เพียงแค่ท่องเที่ยวเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นรู้จักและเข้าใจชาวเวียดนามมากขึ้นกว่าเดิม...

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 12 ต.ค. 54   อ่าน 43920 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สลดแม่ขายที่ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย
10 เม.ย. 58 | อ่าน 602 ครั้ง
น่าห่วง! สกอ.ตรวจหลักสูตร ป.เอก 4 สถาบัน ผ่านมาตรฐานเพียงสถาบันเดียว
27 พ.ค. 58 | อ่าน 533 ครั้ง
ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง "ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร" เป็นรองเลขาธิการ กพฐ.
31 ส.ค. 59 | อ่าน 297 ครั้ง
สรุปสอบครูผู้ช่วย 9 ก.ค.
04 ก.ค. 56 | อ่าน 765 ครั้ง
สพฐ.ตั้งไลน์กลุ่มแจ้งข่าว-เสริมความรู้แม่พิมพ์
19 มี.ค. 61 | อ่าน 421 ครั้ง
กศน.ตำบลขับเคลื่อนคนไทยรู้หนังสือ
31 ส.ค. 54 | อ่าน 62061 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.